ตื่นมาก็หิวตาย! ยุวชนหญิงกับแป้งข้าวโพดก้อนสุดท้าย
ความหิวโหยที่กัดกินจนแสบไส้คือความรู้สึกแรกที่เฉียวอันสัมผัสได้หลังลืมตาตื่น มันเป็นความว่างเปล่าที่รุนแรงราวกับมีอสูรร้ายกำลังแทะเล็มกระเพาะของเธอจากภายใน ตามมาด้วยความหนาวเหน็บที่เสียดแทงเข้ากระดูก ลมเหนือที่พัดผ่านรอยแตกของผนังดินหอบเอาความเย็นยะเยือกของต้นวสันตฤดูมาด้วย คล้ายจะเย้ยหยันผ้าห่มบางเฉียบที่แทบไม่อาจเรียกว่าเครื่องนอนได้
เฉียวอันขยับกายอย่างเชื่องช้า ความเจ็บปวดรวดร้าวแล่นปราดไปทั่วร่างราวกับถูกทุบตีมาทั้งคืน นางพยายามยันกายลุกขึ้นนั่ง พลางกวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างสับสน
ที่นี่คือที่ใดกัน?
ห้องดินแคบๆ ที่มีเพียงเตียงรวมขนาดใหญ่เรียงกันสองฝั่ง แต่ละฝั่งแออัดไปด้วยยุวชนหญิงสี่ห้าคนหลับใหลอยู่ภายใต้ผ้าห่มเก่าซอมซ่อ แสงจันทร์ซีดเซียวสาดส่องผ่านช่องหน้าต่างเล็กๆ เผยให้เห็นสภาพอันน่าสังเวชของ ‘บ้านพักยุวชนหญิงหมู่บ้านชุนเฟิง’
ทันใดนั้นเอง ความทรงจำที่ไม่ใช่ของนางก็หลั่งไหลเข้ามาในสมองราวกับเขื่อนแตก!
เฉียวอัน...นางคือเฉียวอัน ยุวชนผู้มีการศึกษาจากเมืองหลวงที่ถูกส่งมายังชนบทห่างไกล แต่ร่างนี้กลับไม่ใช่ร่างของนาง! ชาติก่อนนางคือเจ้าของแฟรนไชส์คาเฟ่ชานมไข่มุกผู้ประสบความสำเร็จ เหตุใดจึงมาอยู่ในร่างของเด็กสาววัยสิบเจ็ดปีที่กำลังจะอดตายในยุคสมัยที่แร้นแค้นเช่นนี้!
ภาพสุดท้ายในความทรงจำก่อนสิ้นใจคือภาพแม่เลี้ยงหวังลี่ผิงที่ยิ้มเยาะเย้ยหยัน นางผู้นั้นพูดจาหว่านล้อมด้วยถ้อยคำหวานหูว่าการมาเป็นยุวชนในชนบทคือการตอบแทนคุณแผ่นดิน เป็นเกียรติยศอันสูงส่ง แต่แท้จริงแล้วกลับผลักไสลูกเลี้ยงออกมาตกระกำลำบาก เพื่อเปิดทางให้ลูกสาวแท้ๆ ของตนได้ตำแหน่งคนงานในโรงงานทอผ้าแทน
“ช่างเป็นแผนการที่อำมหิตนัก!” เฉียวอันกัดฟันกรอด ความโกรธแค้นในใจเจ้าของร่างเดิมผสานเข้ากับความเดือดดาลของนางจนกลายเป็นหนึ่งเดียว
*ครืด...แกรก...*
เสียงขยับตัวแผ่วเบาที่ปลายเตียงดึงเฉียวอันออกจากภวังค์ นางหรี่ตาเพ่งมองในความมืดสลัว ก่อนจะเห็นเงาร่างหนึ่งกำลังย่องเบาไปยังหีบไม้ใบเล็กที่หัวเตียงของนาง...หีบที่เก็บสมบัติล้ำค่าเพียงชิ้นเดียวที่นางมี
หัวใจของเฉียวอันกระตุกวูบ!
ในหีบนั้นมีแป้งข้าวโพดหยาบๆ ก้อนเท่ากำปั้นซุกซ่อนอยู่ มันคือเสบียงสำหรับประทังชีวิตในอีกสามวันข้างหน้า!
เงาร่างนั้นไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นหลินเสวี่ย ยุวชนหญิงที่นอนเตียงถัดไป นางมักใช้อำนาจบาตรใหญ่รังแกเจ้าของร่างเดิมที่อ่อนแออยู่เป็นนิจ มือของหลินเสวี่ยค่อยๆ เอื้อมไปที่สลักหีบไม้...
“เจ้าจะทำอะไร!”
เสียงของเฉียวอันแหบพร่าแต่เย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง ทว่าเปี่ยมไปด้วยอำนาจที่ทำให้ผู้ฟังต้องหยุดชะงัก หลินเสวี่ยสะดุ้งสุดตัวราวกับถูกจับได้คาหนังคาเขา นางหันขวับมามองด้วยแววตาตื่นตระหนก แต่เมื่อเห็นว่าเป็นเพียงเฉียวอันที่นางเคยข่มเหงรังแกเสมอมา สีหน้าก็พลันเปลี่ยนเป็นเหยียดหยาม
“ข้า...ข้าแค่จะดูว่าเจ้ายังไม่ตายเท่านั้น!” หลินเสวี่ยกล่าวตะกุกตะกัก พยายามหาข้ออ้างข้างๆ คูๆ
เฉียวอันแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ “ดูว่าข้าตายหรือไม่ หรือดูว่าแป้งข้าวโพดของข้าจะกลายเป็นของเจ้าได้เมื่อใดกันแน่?”
คำพูดที่แทงใจดำทำเอาใบหน้าของหลินเสวี่ยแดงก่ำ นางขึ้นเสียงทันควัน “เจ้าพูดจาเหลวไหลอันใด! แป้งข้าวโพดกระจอกๆ แค่นั้นใครจะอยากได้กัน!”
“ในเมื่อมันกระจอกนัก เจ้าก็ถอยออกไปเสียสิ” เฉียวอันกล่าวเสียงเรียบ แต่แววตาคมกริบจ้องเขม็งไปที่มือของหลินเสวี่ยซึ่งยังวางคาอยู่บนหีบของนางไม่ยอมขยับ “หรือว่า...ของกระจอกๆ ในสายตาเจ้า คือชีวิตของข้าในอีกสามวันข้างหน้า?”
คำพูดของนางไม่ดังนัก แต่กลับทรงพลังพอที่จะทำให้ยุวชนหญิงคนอื่นๆ ที่เริ่มรู้สึกตัวขยับกายพลิกตัวมาฟังอย่างสนใจ
หลินเสวี่ยรู้สึกราวกับถูกตบหน้าฉาดใหญ่ นางไม่เคยเห็นเฉียวอันในท่าทีเช่นนี้มาก่อน เด็กสาวที่เคยแต่ก้มหน้าตัวสั่นยามถูกนางข่มขู่ บัดนี้กลับมีสายตาที่น่าหวาดหวั่นราวกับพยัคฆ์ร้ายที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อ
“สหายเฉียวอัน เจ้าอย่าได้ใส่ร้ายป้ายสีคนอื่น” หลินเสวี่ยพยายามกดเสียงให้ดูน่าเชื่อถือ “พวกเราเป็นสหายร่วมปฏิวัติ ควรช่วยเหลือเกื้อกูลกันมิใช่หรือ ข้าเพียงเห็นว่าเจ้านอนซมมาทั้งวัน เกรงว่าเจ้าจะไม่มีแรงไปทำงานในวันพรุ่งนี้ จึงคิดจะช่วยเจ้าเก็บของเท่านั้น”
“ช่วยเหลือ?” เฉียวอันทวนคำพลางยันกายลุกขึ้นนั่งช้าๆ แม้ร่างกายจะอ่อนแอ แต่จิตวิญญาณของนางกลับแข็งแกร่งดุจหินผา “ช่วยเก็บ...หรือช่วยเอาไปเป็นของตนเอง? หลินเสวี่ย, เสบียงของเจ้าหมดแล้วใช่หรือไม่? เจ้ากินมันหมดตั้งแต่วันแรกที่ได้รับมา แล้วหมายจะมาเบียดเบียนเสบียงของผู้อื่นเพื่อความอยู่รอดของตนเองเช่นนั้นรึ?”
วาจาที่เฉียบคมราวกับมีดสั้นปักลึกลงกลางใจหลินเสวี่ย นางหน้าซีดเผือด พูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว
เฉียวอันไม่เปิดโอกาสให้นางได้แก้ตัว นางกวาดสายตามองไปรอบห้องที่บัดนี้ทุกคนตื่นขึ้นมาดูละครฉากเด็ดกันหมดแล้ว ก่อนจะประกาศกร้าวด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดชัดเจน
“ฟังให้ดี! นับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ของทุกชิ้นที่เป็นของเฉียวอันผู้นี้ ไม่ว่าจะเป็นเศษผ้าหรือเมล็ดข้าวแม้เพียงครึ่งเมล็ด หากผู้ใดกล้าแตะต้องโดยไม่ได้รับอนุญาต อย่าหาว่าข้าใจร้ายใจดำ!”
นางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของหลินเสวี่ย “ข้าอาจจะไม่มีเรี่ยวแรงต่อสู้กับใคร แต่ปากของข้ายังดีอยู่ หากเรื่องนี้ไปถึงหูหัวหน้าหมู่บ้าน ไม่แน่ว่าอาจจะมีบางคนถูกตัดแต้มค่าแรงฐานลักขโมยก็ได้!”
คำขู่เรื่อง ‘แต้มค่าแรง’ ได้ผลชะงัด ในยุคที่อาหารคือทุกสิ่ง การถูกตัดแต้มค่าแรงไม่ต่างอะไรกับการถูกตัดสินประหารชีวิตช้าๆ ใบหน้าของหลินเสวี่ยพลันปราศจากสีเลือด นางมองเฉียวอันด้วยความหวาดระแคนและไม่เชื่อสายตา ก่อนจะรีบชักมือกลับแล้วถอยกรูดกลับไปยังเตียงของตนเองอย่างเงียบเชียบ
เมื่อเห็นว่าศัตรูถอยทัพไปแล้ว เฉียวอันจึงค่อยๆ ทรุดตัวลงนอนอีกครั้ง อะดรีนาลีนที่เคยสูบฉีดพลันมลายหายไป เหลือเพียงความอ่อนล้าและเสียงท้องร้องที่ดังยิ่งกว่าเดิม
นางเปิดหีบไม้อย่างแผ่วเบา นิ้วสั่นเทาหยิบก้อนแป้งข้าวโพดสีเหลืองหยาบกร้านขึ้นมา มันทั้งแข็งและเย็นชืด แต่สำหรับนางในยามนี้ มันคือสิ่งล้ำค่าที่สุดในชีวิต
ทว่า...ในห้วงลึกของจิตใจ เสียงโหยหวนอีกเสียงหนึ่งกลับกรีดร้องออกมาดังกว่าความหิวโหยทางกาย
ไม่ใช่...นางไม่ต้องการเพียงแค่ของสิ่งนี้เพื่อประทังชีวิต นางต้องการความหวาน...ความหอมกรุ่นของชาดำชั้นเลิศ ความนุ่มหนึบของไข่มุกที่เคี่ยวในน้ำตาลทรายแดง...
ความปรารถนาในรสชาติที่คุ้นเคยจากชาติก่อนถาโถมเข้าใส่จิตใจอย่างรุนแรง จนแทบจะฉีกร่างของนางออกเป็นเสี่ยงๆ
ท้องของนางร้องประท้วงอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่เพียงเพราะความหิว แต่เป็นความโหยหาอย่างสุดหัวใจ เฉียวอันกำก้อนแป้งข้าวโพดไว้แน่นจนข้อนิ้วขาวซีด แววตาของนางทอประกายมุ่งมั่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ไม่ได้การ...นางจะอดตายเพราะขาดชานมไข่มุกไม่ได้เด็ดขาด