จดหมายขูดรีดจากเมืองกรุง

เสียงทุ้มต่ำเย็นเยียบที่เอ่ยชื่อนางดังขึ้นข้างหูนั้น ราวกับเสียงของพญายมที่กู่ก้องมาจากขุมนรกอเวจี โลหิตทั่วสรรพางค์กายของเฉียวอันพลันแข็งตัวในบัดดล สัญชาตญาณการเอาตัวรอดกรีดร้องก้องอยู่ในหัว นางค่อยๆ หันกลับไปช้าๆ ทุกการเคลื่อนไหวเชื่องช้าราวกับภาพในความฝัน

ภายใต้แสงจันทร์สลัว เงาร่างสูงสง่าราวจอมขุนเขาบดบังแสงสว่างจนหมดสิ้น ใบหน้าคมคายหล่อเหลาดุจรูปสลักนั้นเรียบเฉยเย็นชา ดวงตาดำสนิทคู่คมปานเหยี่ยวจ้องมองมาที่นางอย่างประเมิน ราวกับจะมองทะลุเข้าไปถึงส่วนลึกของจิตวิญญาณ

‘พญายมหน้าน้ำแข็ง’ ลู่เจิง!

เขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร! และที่น่าหวาดหวั่นยิ่งกว่านั้น... เขารู้จักชื่อนางได้อย่างไร!

เฉียวอันกำคูปองเนื้อและธนบัตรในมือแน่น หัวใจเต้นระรัวราวกับจะทะลุออกมานอกอก สมองทำงานอย่างบ้าคลั่งเพื่อหาทางเอาตัวรอด การค้าขายในตลาดมืดเป็นความผิดร้ายแรง หากถูกจับได้คงไม่พ้นต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์และลงโทษอย่างหนักหนาสาหัส

“สหาย...” นางพยายามเค้นเสียงออกมา แม้จะสั่นเครืออยู่บ้าง “ท่าน...รู้จักข้าด้วยหรือ?”

ลู่เจิงไม่ตอบในทันที สายตาของเขากวาดมองตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าของนาง ก่อนจะเลื่อนไปหยุดอยู่ที่กระติกน้ำร้อนเคลือบลายที่ว่างเปล่าในมือของนาง กลิ่นหอมหวานจางๆ ของชานมยังคงลอยอบอวลอยู่ในอากาศ

“เฉียวอัน ยุวชนผู้มีการศึกษาจากเมืองหลวง ถูกส่งมายังหมู่บ้านชุนเฟิงเมื่อสามเดือนก่อน” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้ความรู้สึก “เหตุใดเจ้าจึงมาอยู่ที่นี่ในยามวิกาลเช่นนี้?”

หัวใจของเฉียวอันดิ่งวูบ เขารู้! เขารู้ประวัติของนางอย่างละเอียด! นี่ไม่ใช่การพบกันโดยบังเอิญ แต่เป็นการเฝ้าจับตามาตั้งแต่แรก!

“ข้า...ข้าเพียงแค่นำของมาส่งให้สหายเท่านั้น” นางตอบเสียงอ่อย พยายามเสแสร้งทำหน้าซื่อตาใสอย่างที่สุด “นางป่วย ไม่สบาย อยากดื่มของหวานๆ ข้าจึงต้มน้ำขิงใส่น้ำตาลให้เล็กน้อย”

ลู่เจิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาฉายแววขบขันอย่างเย็นชาที่อ่านไม่ออก “น้ำขิงใส่น้ำตาล? แต่กลิ่นที่ข้าได้กลิ่นนั้น... หอมหวานละมุนคล้ายกลิ่นนมและใบชาชั้นดี” เขาก้าวเข้ามาใกล้หนึ่งก้าว แรงกดดันมหาศาลแผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่จนเฉียวอันแทบหายใจไม่ออก “อีกทั้ง...สหายของเจ้าคงจะใจกว้างยิ่งนัก ถึงขนาดยอมมอบคูปองเนื้อหนึ่งจินเพื่อแลกกับน้ำขิงเพียงถ้วยเดียว”

เฉียวอันหน้าซีดเผือด นางเถียงไม่ออกแม้แต่คำเดียว ชายผู้นี้ฉลาดและช่างสังเกตเกินไป การโกหกต่อหน้าเขาเป็นเรื่องที่โง่เขลาอย่างยิ่ง

นางก้มหน้างุด ยอมรับชะตากรรมที่กำลังจะมาถึง ในเมื่อหนีไม่พ้นก็จนใจ นางคงต้องถูกจับกุมในคืนนี้ ความฝันที่จะสร้างเนื้อสร้างตัวในยุคนี้คงต้องพังทลายลง

แต่แล้ว... สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น

ลู่เจิงไม่ได้ตะคอกหรือจับกุมนางอย่างที่คิด เขาเพียงยืนนิ่ง มองนางด้วยสายตาที่ลึกล้ำเกินหยั่งถึง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ลดความเย็นชาลงเล็กน้อย “ตรอกอูเจียไม่ใช่สถานที่ที่เด็กสาวเช่นเจ้าควรจะย่างกรายเข้ามา ครั้งนี้ข้าจะถือว่ามองไม่เห็น แต่จงจำไว้... ไม่มีครั้งที่สอง”

กล่าวจบ เขาก็หมุนตัวเดินจากไปอย่างรวดเร็ว เงาร่างสูงใหญ่กลืนหายไปกับความมืดในตรอกอย่างเงียบเชียบ ราวกับว่าการปรากฏตัวของเขาเมื่อครู่เป็นเพียงภาพหลอนที่นางสร้างขึ้นเอง

เฉียวอันยืนนิ่งตัวแข็งทื่ออยู่กับที่อีกพักใหญ่ กว่าสติจะกลับคืนมา นางรีบเก็บข้าวของแล้ววิ่งกลับไปยังบ้านพักยุวชนด้วยความเร็วสูงสุดในชีวิต หัวใจยังคงเต้นไม่เป็นส่ำ ความหวาดกลัวระคนกับความงุนงงสับสนปนเปกันไปหมด

เหตุใดเขาจึงปล่อยนางมา? พญายมผู้ขึ้นชื่อเรื่องความตงฉินและเด็ดขาดคนนั้นน่ะหรือจะยอมปล่อยผู้กระทำผิดไปง่ายๆ?

เมื่อกลับถึงห้องพัก ซูหงเหมยที่รออยู่ด้วยความกระวนกระวายก็ถลาเข้ามาหาทันที

“อันอัน! เจ้ากลับมาแล้ว! เป็นอย่างไรบ้าง? เรียบร้อยดีหรือไม่? ข้าเป็นห่วงแทบแย่!”

เฉียวอันพยักหน้า พยายามระงับอาการสั่นของร่างกาย “เรียบร้อยดี... ข้าได้คูปองเนื้อมาหนึ่งจิน” นางยื่นคูปองและเงินสดส่วนที่เหลือให้ซูหงเหมยดูเพื่อยืนยัน

ซูหงเหมยเบิกตากว้างด้วยความยินดี แต่เมื่อเห็นสีหน้าซีดเซียวของสหาย นางก็อดเป็นห่วงไม่ได้ “เจ้าเป็นอะไรไป? เหตุใดจึงหน้าซีดเช่นนี้?”

เฉียวอันส่ายหน้าช้าๆ เรื่องของลู่เจิงนั้นซับซ้อนเกินกว่าจะอธิบายได้ในตอนนี้ “ไม่มีอะไร ข้าคงเหนื่อยไปหน่อย”

ในขณะนั้นเอง หัวหน้ากลุ่มยุวชนหญิงก็เดินเข้ามาในห้องพร้อมกับซองจดหมายในมือ “เฉียวอัน จดหมายจากที่บ้านเจ้า”

หัวใจของเฉียวอันกระตุกวูบอีกครั้ง จดหมายจากบ้าน? นับตั้งแต่ที่นางทะลุมิติมาอยู่ในร่างนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่ครอบครัวเดิมติดต่อมา นางรับซองจดหมายมาด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย

นางนั่งลงบนเตียง ค่อยๆ เปิดซองจดหมายที่ปิดผนึกอย่างลวกๆ ภายในมีกระดาษคุณภาพต่ำเพียงแผ่นเดียวที่ถูกเขียนด้วยลายมือหวัดๆ คุ้นตาของหวังลี่ผิง แม่เลี้ยงของนาง

เนื้อหาในจดหมายนั้นสั้นและตรงไปตรงมาจนน่าใจหาย ไม่มีคำถามไถ่ถึงสารทุกข์สุกดิบหรือความเป็นอยู่ของนางแม้แต่คำเดียว มีเพียงคำสั่งที่เต็มไปด้วยความละโมบ

“ถึงเฉียวอัน ฤดูใบไม้ร่วงใกล้จะมาถึงแล้ว ที่บ้านขาดแคลนเสบียง ได้ยินว่าชนบทมีของป่าและธัญพืชอุดมสมบูรณ์ เจ้าจงหาทางรวบรวมของดีๆ เช่น เห็ดหอม พุทราจีนแห้ง หรือธัญพืชต่างๆ ส่งกลับมาให้ที่บ้านโดยเร็วที่สุด น้องสาวของเจ้าต้องบำรุงร่างกาย ส่วนพ่อของเจ้าก็ทำงานหนัก ต้องการอาหารดีๆ มาเสริมกำลัง อย่าให้ที่บ้านต้องผิดหวัง”

จบแล้ว... มีเพียงเท่านี้

ความโกรธเกรี้ยวระลอกใหญ่ซัดกระหน่ำเข้าใส่จิตใจของเฉียวอันอย่างรุนแรงราวกับคลื่นสึนามิ โลหิตที่เคยเย็นเยียบเมื่อครู่พลันเดือดพล่านไปทั่วร่าง มือที่ถือจดหมายสั่นเทิ้มจนกระดาษแผ่นบางเกิดรอยยับยู่ยี่

ช่างไร้ยางอายสิ้นดี!

พวกเขาส่งนางมาลำบากในชนบทที่แร้นแค้นแห่งนี้เพื่อแย่งชิงตำแหน่งงานในโรงงานไปให้ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวน ไม่เคยส่งเงินหรือเสบียงใดๆ มาให้แม้แต่น้อย ปล่อยให้นางอดอยากหิวโหยเกือบจะเอาชีวิตไม่รอด แต่บัดนี้... กลับกล้าเขียนจดหมายมาขูดรีดนางอย่างหน้าด้านๆ! คิดว่านางเป็นธนาคารเคลื่อนที่หรืออย่างไร!

ความทรงจำอันเจ็บปวดของเจ้าของร่างเดิมผุดขึ้นมาในหัว ภาพที่ถูกแม่เลี้ยงผลักไส ถูกพ่อแท้ๆ เมินเฉย และถูกน้องสาวต่างแม่เยาะเย้ย ความน้อยเนื้อต่ำใจและความคับแค้นที่สั่งสมมานานปะทุขึ้นมาพร้อมกับความโกรธของเฉียวอันในชาติภพใหม่

เฉียวอันในยุคปัจจุบันไม่ใช่เด็กสาวอ่อนแอที่ยอมให้ใครข่มเหงรังแกได้ง่ายๆ!

นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ระงับเปลวเพลิงในอกเอาไว้ ดวงตาเปล่งประกายเยียบเย็นราวกับน้ำแข็งขั้วโลกเหนือ นางจะไม่กรีดร้องฟูมฟาย แต่จะตอบโต้กลับไปในรูปแบบที่พวกเขาจะจดจำไปจนวันตาย

นางลุกพรวดไปหยิบกระดาษและปากกาที่ซุกซ่อนไว้ใต้เตียงออกมา นั่งลงจรดปลายปากกาลงบนกระดาษด้วยความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว

“ถึงท่านแม่เลี้ยงหวังลี่ผิง”

นางเริ่มต้นจดหมายด้วยสรรพนามที่ห่างเหินและเย็นชาที่สุด

“จดหมายของท่านข้าได้รับแล้ว รู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนักที่ท่านยังนึกถึงข้าผู้เป็นลูกเลี้ยงคนนี้ การใช้ชีวิตในชนบทนั้นยากลำบากอย่างที่ท่านคาดเดา เสื้อผ้าขาดแคลน อาหารไม่พอประทังชีวิต ทุกวันต้องทำงานหนักจนแทบสิ้นแรง หากท่านแม่เลี้ยงเมตตา โปรดส่งเงินจำนวน 50 หยวนพร้อมคูปองอาหารและคูปองผ้ามาให้ข้าเพื่อประทังชีวิตโดยด่วน”

เขียนถึงตรงนี้ มุมปากของเฉียวอันก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน นางเขียนต่อด้วยความเหี้ยมเกรียม

“หากท่านรู้สึกว่าข้อเรียกร้องของข้ามากเกินไป ข้าก็เข้าใจได้ บางทีข้าอาจต้องเขียนจดหมายอีกฉบับ... ส่งไปยังหน่วยงานตรวจสอบวินัยของเมืองเฟิ่งหยาง เล่าถึงความเป็นอยู่ที่ดีเกินหน้าเกินตาของครอบครัวเรา และอาจจะเผลอหลุดปากเล่าเรื่องที่ท่านพ่อเฉียวเจี้ยนกั๋วเคยแอบนำชิ้นส่วนจากโรงงานไปขายในตลาดมืดเพื่อแลกกับของใช้ฟุ่มเฟือยในบ้าน ข้าเชื่อว่าสหายผู้ตรวจการคงสนใจเรื่องราว ‘พฤติกรรมแบบนายทุน’ ของครอบครัวเราเป็นอย่างยิ่ง”

“สุดท้ายนี้ ข้าหวังว่าท่านจะตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาด รักษาเกียรติและตำแหน่งของท่านพ่อไว้ให้ดี ส่งเงินมาให้ข้า แล้วเราต่างคนต่างอยู่”

“จาก... เฉียวอัน ผู้ซึ่งกำลังจะอดตาย”

นางวางปากกาลง อ่านทบทวนเนื้อความในจดหมายอีกครั้งด้วยความพึงพอใจ นี่ไม่ใช่จดหมายร้องขอความเห็นใจ แต่เป็นจดหมายข่มขู่ที่ชัดเจนที่สุด นางกำลังใช้หอกดาบของยุคสมัยนี้ทิ่มแทงกลับไปยังคนที่ทำร้ายนาง

นี่คือการประกาศสงครามอย่างเป็นทางการ!

เฉียวอันพับจดหมายใส่ซองอย่างบรรจง จ่าหน้าซองถึงหวังลี่ผิงด้วยลายมือที่หนักแน่นมั่นคง ในวินาทีที่นางผนึกซองจดหมายฉบับนั้นลง ความสัมพันธ์และเยื่อใยสุดท้ายที่นางอาจเคยมีต่อครอบครัวเฉียว... ก็ถูกตัดขาดสะบั้นลงโดยสิ้นเชิง ไม่มีวันหวนกลับมาอีกต่อไป