คูปองใบแรกกับลูกค้ากระเป๋าหนัก
เสียงฝีเท้าที่วิ่งไล่กวดและเสียงตะโกนอันเกรี้ยวกราดของผู้ตรวจการค่อยๆ แผ่วเบาลงในระยะไกล ความโกลาหลอึกทึกครึกโครมที่ราวกับพายุบ้าคลั่งพัดถล่มตลาดมืดเมื่อครู่ค่อยๆ สลายไป เหลือทิ้งไว้เพียงความเงียบงันอันน่าหวาดผวาและเศษซากความวุ่นวายที่เกลื่อนกลาดไปทั่วตรอกซอยอันซับซ้อน
เฉียวอันยังคงพิงร่างอยู่กับกำแพงอิฐผุพัง นางสูดลมหายใจเข้าลึกอย่างยากลำบาก พยายามข่มกลั้นอาการสั่นเทาของร่างกายที่ยังไม่หายไป แม้จะรอดพ้นจากสายตาคมกริบของ ‘พญายมหน้าน้ำแข็ง’ ผู้นั้นมาได้อย่างเฉียดฉิว ทว่าแผนการทำมาค้าขายเพื่อหาเงินประทังชีวิตของนางในวันนี้ดูราวกับจะพังทลายลงไม่เป็นท่า
ชานมไข่มุกในกระติกน้ำร้อนที่นางกอดไว้แนบอกยังคงอุ่นกรุ่น แต่หัวใจของนางกลับเย็นเยียบ ตลาดมืดที่เคยคึกคักบัดนี้กลับว่างเปล่า ผู้ค้าและลูกค้าต่างกระจัดกระจายหนีตายไปคนละทิศละทาง แล้วนางจะนำของวิเศษในมือไปเสนอขายให้แก่ผู้ใดได้เล่า?
ความคิดที่จะถอดใจแล้วหันหลังกลับบ้านพักผุดขึ้นมาในหัว แต่เพียงครู่เดียวก็ถูกปัดทิ้งไปอย่างรวดเร็ว นางเสี่ยงชีวิตออกมาถึงขนาดนี้แล้ว จะให้กลับไปมือเปล่าได้อย่างไร? หากวันนี้ไม่สำเร็จ วันหน้าก็ยิ่งยากลำบากขึ้นอีกหลายเท่าตัว
เมื่อตัดสินใจได้ดังนั้น เฉียวอันจึงค่อยๆ ยืดตัวขึ้นอย่างระมัดระวัง นางปรับลมหายใจให้สงบ กวาดสายตามองไปรอบๆ ตรอกที่บัดนี้เหลือเพียงเงาตะคุ่มของลังไม้และข้าวของที่ถูกทิ้งกระจัดกระจาย ความมืดมิดและเงียบสงัดเช่นนี้กลับเป็นโอกาสอันดีสำหรับผู้ที่กล้าพอจะเสี่ยง
นางก้าวเท้าออกจากที่ซ่อนอย่างแผ่วเบาราวกับวิฬาร์ในเงามืด ดวงตาที่ปรับคุ้นกับความมืดแล้วสอดส่ายมองหาเป้าหมาย ในสถานการณ์เช่นนี้ คนที่จะยังวนเวียนอยู่ต้องเป็นพวกที่สิ้นหวังจริงๆ หรือไม่ก็เป็นผู้ที่มีความต้องการเร่งด่วนจนยอมเสี่ยงอันตราย
และแล้ว... ในมุมหนึ่งของตรอกที่แสงจันทร์สาดส่องลงมาเพียงริบหรี่ เฉียวอันก็มองเห็นร่างของสตรีผู้หนึ่ง นางยืนอยู่เงียบๆ ในเงามืดของชายคาที่ยื่นออกมา รูปลักษณ์ของนางดูแปลกแยกจากสภาพแวดล้อมโดยสิ้นเชิง สวมเสื้อผ้าฝ้ายสีน้ำเงินเข้มที่ตัดเย็บอย่างประณีต แม้จะพยายามทำตัวกลมกลืน แต่เนื้อผ้าที่สะอาดสะอ้านและทรงผมที่ยังคงจัดเรียบก็บ่งบอกฐานะที่ไม่ธรรมดา นางกำลังชะเง้อมองไปทางปากตรอกด้วยท่าทีร้อนรนระคนผิดหวัง
เฉียวอันหรี่ตาลงเล็กน้อย ในหัวเริ่มประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็ว สตรีผู้นี้... ไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดาแน่นอน การแต่งกายบ่งบอกว่านางมีฐานะหรือมีเส้นสายในเมือง และการที่นางยังคงรออยู่ท่ามกลางความโกลาหลที่เพิ่งสงบลง แสดงว่าสิ่งที่นางต้องการนั้นสำคัญและหาไม่ได้จากที่อื่น
นี่คือลูกค้ากระเป๋าหนักที่สวรรค์ประทานมาให้!
เฉียวอันตัดสินใจในชั่วพริบตา นางกระชับย่ามผ้าและกระติกน้ำร้อนในอ้อมแขน ก่อนจะเดินตรงเข้าไปหาสตรีผู้นั้นอย่างนุ่มนวลที่สุด เพื่อไม่ให้นางตื่นตกใจ
"ท่านป้า... กำลังมองหาสิ่งใดอยู่หรือเจ้าคะ"
เสียงของเฉียวอันที่ดังขึ้นในความเงียบทำให้สตรีวัยกลางคนสะดุ้งสุดตัว นางหันขวับมามองด้วยแววตาตื่นตระหนกและหวาดระแวง เมื่อเห็นว่าเป็นเพียงเด็กสาวร่างเล็กบอบบางคนหนึ่ง ความตึงเครียดบนใบหน้าจึงค่อยคลายลงเล็กน้อย แต่ยังคงไว้ซึ่งความระแวดระวัง
"เจ้าเป็นใคร? มาทำอะไรที่นี่ เด็กน้อยไม่ควรมาเพ่นพ่านในที่เช่นนี้" น้ำเสียงของนางยังคงแฝงความห่างเหิน
เฉียวอันส่งยิ้มบางๆ ที่ดูจริงใจและไร้พิษสงที่สุด "ข้าเพียงแค่นำของเล็กๆ น้อยๆ มาแลกเปลี่ยนเท่านั้นเจ้าค่ะ แต่ดูเหมือนจะมาผิดเวลาไปหน่อย" นางแสร้งถอนหายใจอย่างผิดหวัง พลางเหลือบมองกระติกในมือ "เห็นท่านป้ายืนอยู่เพียงลำพัง ท่าทางเหมือนกำลังเดือดร้อน ข้าเลยอยากจะถามไถ่ดู เผื่อว่าของที่ข้ามีจะพอช่วยท่านได้"
สตรีผู้นั้นมองเฉียวอันขึ้นๆ ลงๆ อย่างพิจารณา แววตาฉายแววไม่เชื่อถือ "ของที่เจ้ามี? เด็กอย่างเจ้าจะมีปัญญาหาของวิเศษอะไรมาขายในตลาดมืดได้"
"ของสิ่งนี้... อาจไม่ใช่วิเศษสำหรับทุกคน แต่สำหรับผู้ที่ต้องการ... มันคือโอสถทิพย์ที่ช่วยชุบชูใจได้เจ้าค่ะ" เฉียวอันกล่าวด้วยน้ำเสียงเปี่ยมความมั่นใจ นางเปิดฝากระติกน้ำร้อนออกเล็กน้อย เพียงพอให้กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ลอยฟุ้งออกมา
กลิ่นหอมหวานของน้ำตาลทรายแดงเคี่ยวผสมผสานกับกลิ่นชาดำเข้มข้น และกลิ่นนมอ่อนๆ ลอยปะทะเข้ากับจมูกของสตรีวัยกลางคนอย่างจัง ดวงตาของนางเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ กลิ่นเช่นนี้... นางไม่เคยได้กลิ่นที่ใดมาก่อนในชีวิต มันช่างหอมหวาน ชวนให้ลิ้มลอง และปลุกเร้าความอยากรู้อยากเห็นอย่างรุนแรง
"นี่มัน... กลิ่นอะไรกัน?" นางถามเสียงเบาลงอย่างเห็นได้ชัด
เฉียวอันยิ้มมุมปาก "มันถูกเรียกว่า 'ชานมไข่มุก' เจ้าค่ะ เป็นเครื่องดื่มที่ข้าคิดค้นขึ้นเอง" นางรินชานมเล็กน้อยใส่ฝาโลหะของกระติก ส่งให้สตรีผู้นั้น "ท่านป้าลองชิมดูก่อนได้ ไม่คิดเงินเจ้าค่ะ"
สตรีผู้นั้นลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่นางก็ไม่อาจต้านทานกลิ่นหอมเย้ายวนใจนั้นได้ นางรับฝาโลหะมาถือไว้ในมือ มองของเหลวสีนวลและเม็ดกลมๆ สีดำที่นอนก้นอยู่ด้วยความสงสัย ก่อนจะตัดสินใจยกขึ้นจิบอย่างระมัดระวัง
วินาทีแรกที่ของเหลวสัมผัสลิ้น ดวงตาของนางก็พลันเบิกกว้างกว่าเดิม รสชาติหวานมันกลมกล่อมของชาและนมที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนแผ่ซ่านไปทั่วโพรงปาก แต่สิ่งที่ทำให้นางตกตะลึงอย่างแท้จริงคือ 'เม็ดกลมๆ' ที่ไหลเข้าปากมาพร้อมกัน มันมีเนื้อสัมผัสที่แปลกใหม่ หนึบหนับ เคี้ยวสนุก และยิ่งเคี้ยวก็ยิ่งได้รสหวานจางๆ ของน้ำตาลทรายแดง
"นี่... นี่มันคืออะไรกันแน่! อร่อย! อร่อยเหลือเกิน!" นางอุทานออกมาอย่างลืมตัว ก่อนจะรีบดื่มจนหมดฝาแล้วส่งคืนให้เฉียวอันด้วยสายตาเป็นประกาย "แม่นางน้อย... สิ่งนี้ขายอย่างไร?"
เฉียวอันซ่อนยิ้มแห่งชัยชนะไว้ในใจ "ชานมหนึ่งถ้วยใหญ่ ราคาหนึ่งเหมา หรือแลกกับคูปองอาหารครึ่งจินเจ้าค่ะ" นางตั้งราคาโดยอิงจากต้นทุนที่เสี่ยงมาและคุณค่าของสินค้าที่ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน
สตรีผู้นั้นขมวดคิ้วเล็กน้อย "ราคาสูงไปหน่อยนะ"
"ท่านป้าเจ้าขา ของสิ่งนี้ใช้ทั้งน้ำตาลทรายแดง นมผง และใบชาอย่างดี วัตถุดิบแต่ละอย่างล้วนหายากยิ่งในยุคสมัยนี้ ไหนจะกรรมวิธีที่ซับซ้อนอีกเล่าเจ้าคะ" เฉียวอันอธิบายด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น "รสชาติเช่นนี้ ท่านป้าหาได้จากที่ใดอีกเล่า"
คำพูดของเฉียวอันแทงใจดำสตรีผู้นั้นอย่างจัง นางนึกถึงลูกสาวคนเล็กที่กำลังป่วย ไม่ยอมกินข้าวปลาอาหารมาหลายวัน บางที... ของแปลกใหม่รสชาติหอมหวานเช่นนี้อาจจะช่วยให้ลูกสาวของนางเจริญอาหารขึ้นมาบ้าง
นางล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ หยิบคูปองเนื้อหนึ่งใบพร้อมกับธนบัตรใบเล็กยับยู่ยี่ส่งให้เฉียวอัน "ข้ามีคูปองเนื้อหนึ่งจิน แลกกับชานมทั้งหมดในกระติกของเจ้าได้หรือไม่? ส่วนนี่เป็นเงินสดเล็กน้อย ถือเป็นน้ำใจที่เจ้าทำให้ข้าได้พบเจอของดีเช่นนี้"
ดวงตาของเฉียวอันเปล่งประกายเจิดจ้า! คูปองเนื้อหนึ่งจิน! นี่มันยิ่งกว่าที่นางคาดหวังไว้เสียอีก! เงินสดอีกก้อนเล็กๆ นั่นถือเป็นกำไรที่ไม่คาดฝันโดยแท้
"ได้เจ้าค่ะท่านป้า! ได้แน่นอน!" นางตอบรับอย่างรวดเร็ว จัดการเทชานมทั้งหมดใส่ภาชนะที่สตรีผู้นั้นเตรียมมาอย่างคล่องแคล่ว การแลกเปลี่ยนเป็นไปอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ
เมื่อสตรีผู้นั้นจากไปพร้อมกับรอยยิ้มพึงพอใจ เฉียวอันจึงได้แต่ยืนนิ่งตะลึงงันอยู่กับที่ นางกำคูปองเนื้อและธนบัตรในมือไว้แน่นราวกับเป็นสมบัติล้ำค่าที่สุดในโลก หัวใจพองโตด้วยความรู้สึกตื้นตันและภาคภูมิใจ
นี่คือก้าวแรก... ความสำเร็จก้าวแรกในการทำธุรกิจใต้ดินของนาง!
ในขณะที่เฉียวอันกำลังดื่มด่ำกับความรู้สึกแห่งชัยชนะอยู่นั้นเอง... เงาดำทมึนสายหนึ่งก็ทาบทับลงมาจากด้านหลัง พร้อมกับน้ำเสียงเย็นชาทุ้มต่ำที่ดังขึ้นข้างหูราวกับเสียงกระซิบของพญายม
"เฉียวอัน"
เพียงแค่สองพยางค์สั้นๆ ก็ทำเอาโลหิตทั่วร่างของเฉียวอันเย็นเยียบจนแทบจะจับตัวเป็นน้ำแข็ง นางแข็งทื่อไปทั้งตัว ขนลุกซู่ตั้งแต่ปลายเท้าจรดศีรษะ เสียงนี้... นางจำได้! แม้จะแตกต่างจากเสียงตะโกนเกรี้ยวกราดในตลาด แต่ความเยียบเย็นกดดันอันเป็นเอกลักษณ์นั้นไม่ผิดเพี้ยนแน่นอน
ทว่า... ที่น่าหวาดหวั่นยิ่งกว่าการปรากฏตัวของเขา คือการที่เขารู้จักชื่อของนางได้อย่างไร