พญายมหน้าน้ำแข็งแห่งเมืองเฟิ่งหยาง
เสียงประกาศก้องทรงอำนาจนั้นเปรียบเสมือนอสนีบาตฟาดลงกลางใจของเฉียวอัน สรรพเสียงรอบกายพลันเงียบงันไปชั่วขณะ ก่อนจะระเบิดออกเป็นความโกลาหลอลหม่านถึงขีดสุด!
ผู้คนที่เคยซุ่มซ่อนอยู่ตามมุมมืดต่างแตกฮือราวกับผึ้งแตกรัง เสียงร้องด้วยความตระหนก เสียงข้าวของตกกระจายเกลื่อนพื้น และเสียงฝีเท้าที่วิ่งกระทบกันอย่างไม่คิดชีวิตดังประสานกันจนน่าเวียนศีรษะ บรรยากาศลับๆ ล่อๆ ก่อนหน้านี้มลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความหวาดกลัวที่จับต้องได้แผ่ซ่านไปทั่วอากาศ
เฉียวอันยืนตัวแข็งทื่ออยู่ ณ ปากตรอกอูเจียราวกับถูกสาปให้เป็นหิน! สองเท้าของนางหนักอึ้งดุจถูกล่ามด้วยโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น สมองขาวโพลนไปชั่วขณะ ในใจร่ำร้องก้องกังวาน...เหตุใดโชคชะตาจึงได้เล่นตลกกับนางถึงเพียงนี้! เพิ่งจะมาเยือนเป็นครั้งแรกแท้ๆ กลับต้องมาเผชิญหน้ากับการกวาดล้างครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายปีของเมืองเฟิ่งหยางเสียแล้ว!
สัญชาตญาณการเอาตัวรอดจากชาติก่อนกระตุกวูบขึ้นมาอย่างรุนแรง เฉียวอันสะบัดศีรษะขับไล่ความตื่นตระหนกออกไป ดวงตาที่เคยเบิกกว้างด้วยความตกใจ บัดนี้หรี่ลงและกวาดมองรอบกายอย่างรวดเร็วเพื่อหาทางรอด
เบื้องหน้าคือถนนใหญ่ที่เหล่าเจ้าหน้าที่ในชุดเครื่องแบบสีกากีกำลังกรูกันเข้ามา เบื้องหลังคือตรอกอีกาที่บัดนี้ผู้คนกำลังวิ่งกรูกันออกมาอย่างบ้าคลั่ง การวิ่งสวนเข้าไปในตรอกมีแต่จะถูกเหยียบตาย ส่วนการวิ่งออกไปบนถนนก็ไม่ต่างอะไรกับการเดินเข้าไปให้พวกเขาจับกุม
นางติดกับ!
ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นเอง สายตาของเฉียวอันพลันเหลือบไปเห็นช่องว่างแคบๆ ระหว่างผนังด้านข้างของสหกรณ์กับกำแพงอิฐเก่าคร่ำคร่าของอาคารข้างเคียง ช่องว่างนั้นมืดทึบและคับแคบเสียจนแทบจะเรียกไม่ได้ว่าเป็นซอย ดูเหมือนเป็นเพียงรอยแยกของอาคารที่ถูกทิ้งร้างเอาไว้ ภายในมีถังไม้ผุพังและกองขยะส่งกลิ่นเหม็นอับชื้นวางกองอยู่
ไม่มีเวลาให้ลังเลอีกต่อไป!
เฉียวอันตัดสินใจในบัดดล นางใช้ร่างที่ผอมบางของตนเป็นประโยชน์ เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและเงียบกริบดุจเงาภูตผี แทรกตัวผ่านฝูงชนที่กำลังสับสนอลหม่านเข้าไปยังช่องว่างนั้นได้สำเร็จในที่สุด นางเบียดกายเข้ากับผนังเย็นเฉียบ กลั้นหายใจแล้วค่อยๆ ย่อตัวลงซ่อนอยู่หลังถังไม้ใบใหญ่ กลิ่นเหม็นอับปะทะเข้าจมูกจนแทบสำลัก แต่นางก็ทำได้เพียงข่มทนไว้ กระชับย่ามผ้าที่บรรจุกระติกน้ำร้อนเอาไว้แนบอก หัวใจเต้นระรัวราวกับจะทะลุออกมานอกซี่โครง
เพียงไม่นาน กลุ่มเจ้าหน้าที่ผู้ตรวจการในชุดเครื่องแบบก็เดินเรียงแถวเข้ามาอย่างเป็นระเบียบวินัย ฝีเท้าที่หนักแน่นพร้อมเพรียงกันของพวกเขาสะท้อนก้องไปทั่วบริเวณ หยุดยั้งทุกความเคลื่อนไหวของผู้คนที่คิดจะหลบหนี
และแล้ว...บุรุษผู้นำขบวนก็ปรากฏกายขึ้น
เขาสวมเครื่องแบบที่เรียบตึงไร้รอยยับ บนบ่าประดับอินทรธนูบ่งบอกตำแหน่งที่เหนือกว่าผู้อื่น รูปร่างสูงโปร่งสง่างาม แต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนโดยรอบถึงกับหยุดหายใจ คือใบหน้าอันหล่อเหลาคมคายที่เรียบเฉยเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปี คิ้วกระบี่พาดเฉียง ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวที่กำลังจ้องจับเหยื่อ แววตาคู่นั้นปราศจากอารมณ์ใดๆ ทั้งสิ้น มันลึกล้ำและมืดมนจนน่าหวาดหวั่น มองเพียงปราดเดียวก็ทำให้ผู้คนรู้สึกราวกับถูกกระชากลงไปในห้วงเหวอันหนาวเหน็บ
แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวแผ่กระจายออกมาจากร่างของเขาโดยที่เจ้าตัวเองยังไม่ได้เอ่ยวาจาใดๆ ด้วยซ้ำ เฉียวอันที่ซ่อนตัวอยู่สัมผัสได้ถึงจิตสังหารอันเยือกเย็นที่ทำให้บรรยากาศโดยรอบหนักอึ้งลงถนัดตา ในสมองของนางพลันปรากฏคำสี่คำขึ้นมาอย่างชัดเจน...
พญายมหน้าน้ำแข็ง!
นี่จะต้องเป็น ‘ลู่เจิง’ หัวหน้าผู้ตรวจการแห่งเมืองเฟิ่งหยางผู้เลื่องชื่อในด้านความโหดเหี้ยมและเด็ดขาดอย่างไม่ต้องสงสัย! ชื่อเสียงของเขาเป็นที่กล่าวขานไปทั่ว ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าเถื่อนหรือพวกที่คิดจะเอาเปรียบสังคม ต่างก็หวาดกลัวเขาจนหัวหด
"หัวหน้าลู่ คนพวกนี้วิ่งหนีออกมาจากตรอกอูเจียทั้งหมดเลยครับ!" เจ้าหน้าที่นายหนึ่งวิ่งเข้ามารายงานเสียงดังฟังชัด เขาคือเฉินเว่ยกั๋ว ลูกน้องคนสนิทของลู่เจิง
ลู่เจิงเพียงพยักหน้ารับเบาๆ สายตาคมกริบของเขากวาดมองไปรอบบริเวณอย่างเยือกเย็น ราวกับทุกสิ่งทุกอย่างล้วนอยู่ในสายตาของเขาทั้งสิ้น เฉียวอันรีบหดตัวลงต่ำอีก ซ่อนใบหน้าครึ่งหนึ่งไว้ในเงามืดของถังไม้ หัวใจแทบจะหยุดเต้นเมื่อเห็นว่าสายตาของเขากำลังกวาดมาในทิศทางที่นางซ่อนตัวอยู่
ทว่า...ลู่เจิงกลับเดินผ่านช่องว่างนั้นไปโดยไม่ได้หยุดมองแม้แต่น้อย
เฉียวอันลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกที่สุดในชีวิต นางคิดว่าตนเองรอดพ้นจากวิกฤตครั้งนี้แล้ว ทว่าสวรรค์กลับยังไม่ยอมปล่อยนางไปง่ายๆ!
ในขณะที่ร่างสูงสง่าของลู่เจิงกำลังจะเดินผ่านพ้นไปนั้นเอง จู่ๆ ฝีเท้าของเขาก็หยุดชะงักลงกะทันหัน!
ร่างทั้งร่างของเขาแข็งค้างไปชั่วขณะ คิ้วกระบี่ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย จมูกโด่งเป็นสันของเขาขยับสูดอากาศเบาๆ ราวกับกำลังพยายามจับกลิ่นอะไรบางอย่าง ใบหน้าที่เคยเย็นชาดุจน้ำแข็งตลอดเวลา พลันปรากฏร่องรอยของความประหลาดใจระคนสงสัยขึ้นมาเป็นครั้งแรก
กลิ่น...
กลิ่นหอมหวานอันอบอุ่นที่คุ้นเคยอย่างน่าประหลาดใจ...
มันเป็นกลิ่นหอมของน้ำตาลทรายแดงที่ถูกเคี่ยวจนได้ที่ ผสมผสานกับกลิ่นชาดำจางๆ และกลิ่นหอมมันของนม กลมกล่อมและนุ่มนวลอย่างที่สุด กลิ่นนี้ลอยลมมาปะทะจมูกของเขาอย่างแผ่วเบา ทว่ากลับชัดเจนเสียจนสามารถปลุกเร้าประสาทรับรสของเขาได้อย่างรุนแรง
ลู่เจิงหมุนกายกลับมาอย่างรวดเร็ว ดวงตาคมปลาบกวาดมองไปยังต้นตอของกลิ่น...ช่องว่างมืดทึบระหว่างอาคารที่เขาเพิ่งเดินผ่านมา!
หัวใจของเฉียวอันที่เพิ่งจะกลับมาเต้นเป็นปกติ พลันหล่นวูบลงไปกองอยู่ที่ปลายเท้าอีกครั้ง! นางเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด เขาสังเกตเห็นนางแล้วหรือ? เป็นไปได้อย่างไร! นางมั่นใจว่าตนเองซ่อนตัวได้มิดชิดแล้ว!
หรือจะเป็นเพราะ...กลิ่น!
เฉียวอันรีบก้มลงมองย่ามผ้าในอ้อมแขนทันที กระติกน้ำร้อนที่นางนำมานั้นเป็นของเก่า แม้จะพยายามปิดฝาให้แน่นที่สุดแล้ว แต่ก็คงไม่อาจกักเก็บกลิ่นหอมเย้ายวนของชานมไข่มุกที่อยู่ภายในไว้ได้ทั้งหมด ยิ่งนางกอดมันไว้แนบอก ความร้อนก็ยิ่งทำให้กลิ่นระเหยออกมาได้ง่ายขึ้น
บัดซบ! จุดอ่อนที่นางคาดไม่ถึงที่สุด!
"เว่ยกั๋ว ไปดูในนั้น" ลู่เจิงออกคำสั่งเสียงเรียบ ทว่าแววตาของเขากลับจับจ้องไปยังเงามืดหลังถังขยะไม่วางตา ความสงสัยฉายชัดขึ้นเรื่อยๆ
"ครับหัวหน้า!" เฉินเว่ยกั๋วรับคำสั่งแล้วสาวเท้าตรงเข้ามาทันที
จบสิ้นแล้ว! คราวนี้นางไม่รอดแน่! เฉียวอันหลับตาปี๋ สมองว่างเปล่า ในใจได้แต่สาปแช่งโชคชะตาของตนเองที่ต้องมาพบจุดจบตั้งแต่ยังไม่ทันได้เริ่มทำอะไรด้วยซ้ำ
ทว่าในจังหวะนั้นเอง! พลันมีเสียงตะโกนดังขึ้นจากอีกฟากของถนน
"จับได้แล้ว! จับคนที่มีของเถื่อนได้คนหนึ่งครับหัวหน้า!"
เสียงนั้นดึงดูดความสนใจของเจ้าหน้าที่ทุกคนรวมถึงเฉินเว่ยกั๋วให้หันไปมอง ลู่เจิงเองก็ละสายตาจากช่องว่างนั้นชั่วครู่เพื่อมองไปยังทิศทางของเสียง เป็นชายคนหนึ่งที่ถูกเจ้าหน้าที่สองนายกดตัวลงกับพื้น ข้างกายมีกระสอบป่านที่ภายในบรรจุข้าวสารอยู่จำนวนหนึ่ง
เสี้ยววินาทีแห่งความสับสนวุ่นวายนั้นเองคือโอกาสสวรรค์ประทาน!
สัญชาตญาณของเฉียวอันทำงานฉับไวกว่าความคิด นางไม่รอช้าแม้แต่วินาทีเดียว อาศัยจังหวะที่ทุกคนกำลังให้ความสนใจกับผู้ต้องหารายใหม่ ค่อยๆ ขยับกายอย่างเงียบเชียบที่สุด ถอยลึกเข้าไปในช่องว่างระหว่างตึกนั้น ซึ่งเป็นทางที่เชื่อมต่อไปยังด้านหลังของตรอกอูเจียอันซับซ้อนราวกับเขาวงกต
ลู่เจิงหันกลับมามองยังจุดเดิมอีกครั้ง แต่สิ่งที่เขาพบกลับมีเพียงความว่างเปล่าและเงามืดมิดเช่นเดิม กลิ่นหอมหวานอันน่าหลงใหลนั้นเจือจางลงไปมากแล้ว เหลือเพียงไอจางๆ ที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศ ก่อนจะเลือนหายไปกับสายลมในที่สุด
คิ้วของเขาขมวดมุ่นยิ่งกว่าเดิม "เว่ยกั๋ว"
"ครับหัวหน้า!" เฉินเว่ยกั๋วที่เพิ่งหันกลับมาถามขึ้น "มีอะไรหรือครับ"
ลู่เจิงส่ายหน้าช้าๆ ดวงตาหรี่ลงอย่างใช้ความคิด "ไม่มีอะไร...อาจจะแค่คิดไปเอง จัดการพวกที่เหลือให้เรียบร้อย แล้วตามเข้าไปในตรอก"
แม้จะพูดเช่นนั้น แต่ในใจของเขากลับยังคงติดอยู่กับกลิ่นหอมประหลาดนั้นไม่หาย มันเป็นกลิ่นที่ปลุกความทรงจำบางอย่างในส่วนลึกของจิตใจให้ตื่นขึ้น เป็นกลิ่นที่ทำให้ ‘พญายมหน้าน้ำแข็ง’ ผู้ไม่เคยหวั่นไหวต่อสิ่งใด รู้สึกราวกับหัวใจถูกขนนกนุ่มๆ ปัดป่ายอย่างแผ่วเบา...
อีกด้านหนึ่ง เฉียวอันวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต ลัดเลาะไปตามซอกซอยเล็กๆ ด้านหลังของตลาดมืดที่บัดนี้ก็ตกอยู่ในความโกลาหลไม่แพ้กัน จนกระทั่งมาถึงกำแพงอิฐผุพังแห่งหนึ่ง นางจึงทรุดตัวลงพิงกำแพงอย่างหมดแรง สองขาสั่นระริกจนแทบจะยืนไม่อยู่ มือข้างหนึ่งยังคงกอดย่ามผ้าไว้แนบอก ส่วนอีกข้างยกขึ้นกุมหน้าอกที่หัวใจยังคงเต้นโครมครามไม่หยุด
นางรอดมาได้อย่างหวุดหวิด...เส้นยาแดงผ่าแปดของจริง!
ภาพใบหน้าอันเย็นชาและดวงตาคมกริบคู่นั้นของ ‘พญายมหน้าน้ำแข็ง’ ยังคงติดตรึงอยู่ในห้วงความคิดของนาง ชายผู้นี้น่ากลัวเกินไปแล้ว! โดยเฉพาะจมูกของเขาที่ไวยิ่งกว่าสุนัขตำรวจเสียอีก!
เฉียวอันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามสงบสติอารมณ์ที่ยังคงเตลิดเปิดเปิง แม้จะรอดพ้นจากเงื้อมมือของผู้ตรวจการมาได้ แต่สถานการณ์ของนางในตอนนี้ก็ยังคงน่าเป็นห่วง ตลาดมืดทั้งตลาดกำลังถูกกวาดล้าง แล้วนางจะเอาชานมไข่มุกที่อุตส่าห์เสี่ยงตายนำมาไปขายให้ใครได้เล่า...