ทะลุมิติมาเป็นตัวแทน

ความเจ็บปวดแปลบปลาบแล่นริ้วขึ้นมาบีบรัดขมับ เสียงก่นด่าแหลมสูงดังทะลุโสตประสาทปลุกให้สติที่หลับใหลตื่นขึ้น

"นังลูกเนรคุณ! ลืมตาขึ้นมาเดี๋ยวนี้! อย่ามาแสร้งทำเป็นตายเพื่อหลีกหนีความรับผิดชอบนะ!"

หลินหว่านอิงขมวดคิ้ว ค่อยๆ ลืมตาขึ้น แสงสลัวจากหลอดไฟเก่าตะเกียบส่องให้เห็นสภาพห้องแคบซอมซ่อ หญิงวัยกลางคนผู้มีใบหน้าดุร้ายกำลังชี้นิ้วด่าทอเธออยู่ ถัดไปคือชายวัยกลางคนที่ยืนเอามือไพล่หลังด้วยสีหน้าเย็นชา และหญิงสาวหน้าตาสะสวยที่กำลังยืนบีบน้ำตาสะอึกสะอื้น

ความทรงจำแปลกประหลาดสายหนึ่งไหลทะลักเข้าสู่สมองราวกับเขื่อนแตก หลินหว่านอิง... ผู้บริหารสูงสุดหญิงแห่งวงการธุรกิจยุคอนาคต ทะลุมิติมาอยู่ในร่างของเด็กสาววัยสิบเจ็ดปีที่มีชื่อเดียวกันในยุคเจ็ดศูนย์ที่ข้าวยากหมากแพง!

เจ้าของร่างเดิมคือลูกสาวคนรองของตระกูลหลิน ผู้ถูกใช้งานเยี่ยงทาสมาตั้งแต่จำความได้ เสื้อผ้ามีแต่รอยปะชุน ข้าวปลาอาหารตกถึงท้องเพียงแค่น้ำต้มข้าวใสๆ ทว่ากลับต้องรับภาระงานบ้านทุกอย่าง ส่วน 'หลินหว่านอวี้' พี่สาวคนโต กลับได้รับการประคบประหงมราวกับไข่ในหิน

"น้องรอง ขอบใจเจ้ามากนะที่จะไปเป็นยุวชนลงชนบทแทนพี่" หลินหว่านอวี้ก้าวออกมาเบื้องหน้า หยาดน้ำตาไหลอาบแก้มราวกับดอกหลีฮวาต้องหยาดฝน "พี่สุขภาพอ่อนแอ ไปตกระกำลำบากที่หมู่บ้านซีซานไม่ไหวจริงๆ เจ้าแข็งแรงกว่า ทนลำบากเก่งกว่า ถือว่าช่วยต่อชีวิตให้พี่เถอะนะ"

คำพูดช่างฟังดูอ่อนหวาน แต่ซ่อนเร้นความเห็นแก่ตัวไว้อย่างมิดชิด หลินหว่านอิงในอดีตอาจจะก้มหน้ายอมรับชะตากรรม แต่ไม่ใช่กับหลินหว่านอิงคนนี้!

"ทนลำบากเก่งกว่า?" หลินหว่านอิงแค่นเสียงหยัน พยายามยันกายลุกขึ้นยืน ทว่าร่างกายที่ขาดสารอาหารมานานกลับซูบซีดและไร้เรี่ยวแรงจนหน้ามืด

ในเสี้ยววินาทีแห่งความหน้ามืดนั้นเอง จิตสำนึกของเธอพลันเชื่อมต่อเข้ากับมิติเร้นลับบางอย่าง... ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่สามชั้นจากยุคอนาคต! ภาพของกินของใช้เรียงรายตระการตาปรากฏขึ้นในหัว หลินหว่านอิงไม่รอช้า ใช้ความคิดดึงเอา 'ลูกอมกลูโคสสกัดเข้มข้น' จากแผนกยาในมิติมาไว้ในกำมือ ก่อนจะแสร้งยกมือขึ้นปิดปากไอ แล้วลอบส่งลูกอมเม็ดนั้นเข้าปากอย่างแนบเนียน

ความหวานซาบซ่านละลายบนลิ้น พลังงานถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว อาการวิงเวียนและแขนขาอ่อนแรงมลายหายไปสิ้น บัดนี้เธอมีเรี่ยวแรงพอที่จะสั่งสอนคนหน้าไม่อายแล้ว!

"เจ้าหัวเราะอันใด!" จ้าวชุนเหมยผู้เป็นแม่ตวาดลั่น "พี่สาวเจ้าพูดดีด้วย ยังจะมาทำหน้าตากวนโทสะอีก!"

หลินหว่านอิงปัดฝุ่นตามเสื้อผ้าที่เก่าขาด ยืดแผ่นหลังตั้งตรง นัยน์ตาหงส์ทอประกายเย็นเยียบกวาดมองคนทั้งครอบครัว "ท่านแม่บอกว่าพี่ใหญ่อ่อนแอ? สุขภาพไม่ดี? แต่เหตุใดคนสุขภาพไม่ดีถึงมีแรงแอบไปเดินเรื่องแย่งโควต้างานในโรงงานทอผ้าที่ควรจะเป็นของข้าไปหน้าตาเฉยเล่า? แถมยังมีแรงไปพลอดรักกับคู่หมั้นของข้าจนได้เสียกันอีก!"

สิ้นคำพูดนั้น บรรยากาศในห้องพลันเงียบสงัดราวกับป่าช้า

หลินหว่านอวี้หน้าถอดสี ถอยหลังไปครึ่งก้าว "จะ... เจ้าพูดเหลวไหลอันใด! พี่ไม่เคยทำเรื่องน่าอายเช่นนั้นนะ!"

"เหลวไหลหรือ?" หลินหว่านอิงก้าวประชิดตัวพี่สาวด้วยความเร็วที่เหนือความคาดหมาย ก่อนจะเงื้อมือขึ้นสูง

เพียะ!

เสียงฝ่ามือกระทบเนื้อดังก้องไปทั่วห้อง หลินหว่านอวี้ถูกตบจนหน้าหัน รอยนิ้วมือสีแดงห้าเส้นประทับลงบนแก้มขาวซีด ร่างของนางทรุดลงไปกองกับพื้นพร้อมกับเสียงกรีดร้องด้วยความตกตะลึง

"หลินหว่านอิง! นังเด็กสารเลว! แกกล้าลงมือทำร้ายพี่สาวแกเรอะ!" จ้าวชุนเหมยเบิกตากว้าง พุ่งปรี่เข้ามาหมายจะกระชากผมลูกสาวคนรอง

ทว่าหลินหว่านอิงเพียงแค่เบี่ยงตัวหลบอย่างไหลลื่น พลางตวัดสายตาดุดันมองจ้าวชุนเหมยจนอีกฝ่ายชะงักฝีเท้า "ข้าตบเพื่อเตือนสติคนหน้าหนา! แย่งงานข้า แย่งคู่หมั้นข้า แล้วยังจะบีบบังคับให้ข้าไปรับความลำบากที่ชนบทแทนตัวเองอีก ดอกบัวขาวจอมเสแสร้งเช่นนี้ ตบแค่ฉาดยเดียวยังนับว่าเมตตาเกินไป!"

"พอได้แล้ว!" หลินเจี้ยนกั๋วผู้เป็นพ่อตบโต๊ะเสียงดังลั่น ใบหน้าถมึงทึงด้วยความโกรธจัด "เรื่องงานในโรงงานและเรื่องคู่หมั้น เป็นข้ากับแม่เจ้าที่ตัดสินใจเอง! หว่านอวี้เหมาะสมกว่าเจ้าทุกประการ ส่วนเรื่องลงชนบท ชื่อของเจ้าถูกส่งไปที่หน่วยงานแล้ว! พรุ่งนี้เช้าเจ้าต้องเก็บของแล้วไสหัวไปที่หมู่บ้านซีซานซะ นี่คือคำสั่ง!"

หลินหว่านอิงหันไปเผชิญหน้ากับบิดาบังเกิดเกล้า รอยยิ้มเย็นเยียบผุดขึ้นที่มุมปาก "อ้อ... ที่แท้ก็ร่วมมือกันรังแกข้าทั้งครอบครัว"

"ใช่! แล้วแกจะทำไม!" จ้าวชุนเหมยเชิดหน้าขึ้น กัดฟันกรอด "แกมันก็แค่ตัวไร้ค่า เลี้ยงเสียข้าวสุก! ยอมไปเป็นยุวชนชนบทเพื่อครอบครัวเสียแต่โดยดีเถอะ!"

หลินหว่านอิงมองดูใบหน้าอันน่ารังเกียจของคนทั้งสาม นางไม่ได้กรีดร้องโวยวาย ไม่ได้ร้องไห้คร่ำครวญเหมือนเจ้าของร่างเดิม แต่กลับพยักหน้าช้าๆ

"ได้... ในเมื่อส่งชื่อไปแล้ว ข้าก็จะไป" น้ำเสียงของนางราบเรียบ ทว่าแฝงไปด้วยแรงกดดันบางอย่างที่ทำให้ผู้ฟังขนลุกซู่ "แต่จงจำคำข้าไว้ให้ดี ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป หลินหว่านอิงคนเดิมที่ยอมก้มหัวให้พวกท่านเหยียบย่ำได้ตายไปแล้ว พวกท่านเอาสิ่งใดของข้าไป ข้าจะทวงคืนให้หมด!"

"ปากดีนัก! ยังไม่สำนึกอีก!" หลินเจี้ยนกั๋วเดือดดาลจนเส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบๆ เขารีบก้าวเดินไปเปิดประตูห้องเก็บฟืนที่อยู่ติดกัน "ลากตัวมันไปขังไว้ในห้องเก็บฟืน! คืนนี้ห้ามให้ข้าวมันกินแม้แต่คำเดียว พรุ่งนี้เช้าค่อยลากคอมันขึ้นรถไฟไปชนบท!"

จ้าวชุนเหมยไม่รอช้า รีบผลักร่างของหลินหว่านอิงเข้าไปในห้องเก็บฟืนอันมืดมิดและคับแคบทันที

ปัง!

เสียงประตูไม้ปิดกระแทกและถูกลงกลอนจากด้านนอกอย่างแน่นหนา ตามมาด้วยเสียงด่าทอของจ้าวชุนเหมยที่ค่อยๆ ห่างออกไป

ภายในห้องเก็บฟืนที่ทั้งชื้นและเหม็นอับ หลินหว่านอิงยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางความมืด ทว่าบนใบหน้างามกลับไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย นางค่อยๆ ยกมือขึ้นลูบข้อมือของตนเองเบาๆ นัยน์ตาทอประกายพราวระยับราวกับนักล่าที่กำลังจ้องมองเหยื่อ

คิดจะขังนางให้อดตายงั้นหรือ? ช่างโง่เขลานัก พวกเขาคงไม่รู้สินะว่านางไม่ได้มาตัวเปล่า...

รอยยิ้มร้ายกาจปรากฏขึ้นบนมุมปากของหลินหว่านอิง ในเมื่อกล้าส่งนางไปตกระกำลำบาก คืนนี้นางก็จะขอกวาดล้างทรัพย์สินทั้งหมดของตระกูลหลินให้เหี้ยนเตียน ไม่ให้เหลือแม้แต่เศษฝุ่นเลยคอยดู!