ลืมตาตื่นในกระท่อมร้าง
ความเจ็บปวดแปลบปลาบราวกับมีเข็มเล่มเล็กนับพันทิ่มแทงทะลุขมับ คือความรู้สึกแรกที่ปลุกจิตสำนึกให้ตื่นขึ้นจากการหลับใหลอันยาวนาน
ความทรงจำมากมายหลั่งไหลพรั่งพรูเข้ามาประดุจสายน้ำเชี่ยวกราก ทับซ้อนและหลอมรวมเข้ากับดวงจิตอย่างรุนแรง ถังเสี่ยวหลิง... สัตวแพทย์ปศุสัตว์สาวผู้ปราดเปรื่องแห่งยุคปัจจุบัน ผู้ที่อุทิศทั้งชีวิตให้กับการวิจัยโภชนาการและการขยายพันธุ์สัตว์จนได้รับรางวัลระดับชาติ ทว่าอุบัติเหตุอันไม่คาดฝันในห้องทดลองกลับพรากสติสัมปชัญญะของนางไปชั่วนิรันดร์
เมื่อเปลือกตาอันหนักอึ้งและบวมช้ำค่อยๆ ขยับเปิดขึ้น สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือกลิ่นอายของดินชื้น เชื้อรา และความเก่าเก็บที่ลอยปะทะจมูก ลมหนาวสายหนึ่งกรีดกรายผ่านรอยแยกของผนังดินที่แตกร้าว พัดเข้ามากระทบผิวเนื้อที่สวมเพียงเสื้อผ้าฝ้ายหยาบกระด้างและบางเบาจนไม่อาจต้านทานความเหน็บหนาวได้
นางกำลังอยู่ที่ใด?
ถังเสี่ยวหลิงพยายามกะพริบตาเพื่อปรับแสงสว่าง ภาพตรงหน้าคือหลังคาที่มุงด้วยหญ้าแฝกเก่าๆ มีรอยโหว่จนเห็นแสงอาทิตย์สีหม่นลอดผ่านลงมา เมื่อประกอบเข้ากับความทรงจำที่เพิ่งหลอมรวมเสร็จสิ้น นางจึงได้ประจักษ์ถึงความจริงอันน่าเหลือเชื่อ... นางได้ทะลุมิติข้ามกาลเวลามาอยู่ในร่างของเด็กสาววัยสิบห้าหนาวผู้มีนามกรเดียวกันในหมู่บ้านเล็กๆ นามว่า 'ไป๋เหมา'
ชีวิตของเด็กสาวเจ้าของร่างเดิมนี้นับว่าอาภัพอับโชคนัก บิดามารดาด่วนจากไปเพราะโรคระบาด ทิ้งไว้เพียงที่นาอันอุดมสมบูรณ์สิบหมู่ซึ่งเป็นหยาดเหงื่อแรงกายทั้งชีวิต ทว่าความตายของบุพการีกลับกลายเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของฝันร้าย หวังชุ่ยฮวา ป้าสะใภ้ใหญ่ผู้มีจิตใจละโมบและใบหน้าดั่งมารร้าย ได้ฉวยโอกาสที่เด็กสาวกำลังโศกเศร้า ใช้อุบายสกปรกและเส้นสายของญาติพี่น้อง ปลอมแปลงหนังสือสัญญาเพื่อฮุบที่นาสิบหมู่ผืนนั้นไปขายทอดตลาด ได้เงินก้อนโตถึงห้าสิบตำลึงเงิน!
เด็กสาวผู้น่าสงสารไร้ที่พึ่ง ถูกผู้เป็นป้าสะใภ้ขับไล่ไสส่งให้มาซุกหัวนอนอยู่ในกระท่อมดินผุพังท้ายหมู่บ้าน พร้อมกับที่ดินรกร้างหลังบ้านเพียงหนึ่งหมู่ ความหนาวเหน็บและความอดอยากหิวโหยได้พรากลมหายใจของเด็กสาวไปอย่างเงียบงัน เปิดทางให้ดวงจิตของสัตวแพทย์สาวจากต่างยุคเข้ามาสวมรอยแทน
"นังเด็กไร้ค่า ตายเสียก็ดี จะได้ไม่เปลืองข้าวสุก!"
เสียงแหลมปรี๊ดบาดหูที่เต็มไปด้วยความเหยียดหยามดังแว่วมาจากมุมครัวเล็กๆ ภายในกระท่อม
ถังเสี่ยวหลิงหันขวับไปมองตามเสียง เห็นสตรีวัยกลางคนร่างอวบอ้วนสวมชุดผ้าฝ้ายสีน้ำตาลกำลังคุ้ยเขี่ยหาของอยู่หน้าเตาไฟดินเหนียว สตรีผู้นั้นคือหวังชุ่ยฮวา ป้าสะใภ้ใหญ่ผู้ไร้ยางอาย นางกำลังถือถุงผ้าเก่าๆ ขูดเอาข้าวสารก้นหม้อที่เหลือเพียงหยิบมือสุดท้ายของหลานสาวเทลงในห่อผ้าของตนเองอย่างหน้าไม่อาย
ความโกรธาแล่นริ้วขึ้นมาในอก หากเป็นถังเสี่ยวหลิงคนเก่า คงได้แต่นั่งกอดเข่าร้องไห้ปล่อยให้ถูกรังแกตามยถากรรม ทว่าถังเสี่ยวหลิงในยามนี้คือสัตวแพทย์สาวผู้เด็ดขาด เยือกเย็น และผ่านโลกมาอย่างโชกโชน นางเป็นคนพูดน้อย ทว่าทุกการกระทำล้วนเด็ดขาดและเป็นคำตอบสุดท้ายเสมอ
นางฝืนพยุงร่างกายที่อ่อนระโหยโรยแรงลุกขึ้นจากเตียงฟาง แม้สองขาจะสั่นเทา ทว่าแววตากลับแน่วแน่และเย็นเยียบดุจน้ำแข็งพันปี มือบางเอื้อมไปคว้าท่อนฟืนไม้สนขนาดเหมาะมือที่ตกอยู่ข้างเตียง สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อรวบรวมเรี่ยวแรงอันน้อยนิด ก่อนจะก้าวเดินอย่างไร้สุ้มเสียงเข้าหาผู้บุกรุก
"ป้าสะใภ้ใหญ่ ท่านกำลังทำอันใด"
น้ำเสียงแหบพร่าทว่าเย็นเยือกดุจสายลมเหมันต์ดังขึ้นเบื้องหลัง
หวังชุ่ยฮวาสะดุ้งเฮือกราวกับถูกผีหลอก นางหันขวับมามองด้วยความตกใจ เมื่อเห็นร่างผอมบางของหลานสาวยืนอยู่ นางก็ถอนหายใจยาว ก่อนจะเชิดหน้าขึ้นเผยรอยยิ้มเย้ยหยัน "อ้าว นังตัวดี ข้าก็นึกว่าเจ้าตรอมใจตายตามบิดามารดาของเจ้าไปแล้วเสียอีก! ข้าวสารแค่นี้เจ้าเก็บไว้ก็รังแต่จะปล่อยให้เน่าเสีย สู้ให้ข้าเอาไปต้มน้ำข้าวให้ลูกเจียวเจียวของข้าบำรุงผิวพรรณไม่ดีกว่าหรือ ถือเป็นการตอบแทนที่ตระกูลถังของเราเมตตาให้อาหารเจ้ากินมาหลายปีอย่างไรเล่า"
สิ้นคำกล่าวอ้างอันไร้ยางอาย หวังชุ่ยฮวาก็ยื่นมืออวบอูมหมายจะคว้าไหใส่ข้าวสารใบเล็กเพื่อขูดเอาเศษข้าวที่ติดก้นไหไปให้หมดจด
ทว่า ก่อนที่ปลายนิ้วของนางจะได้สัมผัสกับขอบไห...
ปึก!
ไม้ฟืนในมือของถังเสี่ยวหลิงฟาดลงบนหลังมือของหวังชุ่ยฮวาอย่างแม่นยำและรวดเร็ว นางไม่ได้ใช้กำลังมหาศาล เพราะรู้ดีว่าร่างกายนี้อ่อนแอเกินไป ทว่าตำแหน่งที่ฟาดลงไปนั้นคือจุดศูนย์รวมเส้นประสาทบริเวณข้อมือพอดี ส่งผลให้ความเจ็บปวดชาหนึบแล่นปราดไปทั้งท่อนแขนในชั่วพริบตา
"โอ๊ย! นังเด็กบ้า! เจ้ากล้าทุบตีข้าหรือ!" หวังชุ่ยฮวาแผดเสียงร้องลั่น ปล่อยถุงข้าวสารหลุดมือร่วงลงพื้น
ถังเสี่ยวหลิงก้าวเท้าเหยียบถุงข้าวสารนั้นเอาไว้ทันที แววตาที่จ้องมองป้าสะใภ้ปราศจากความหวาดกลัวหรือความอ่อนแอเยี่ยงกาลก่อน มันว่างเปล่า ลึกล้ำ และแฝงไปด้วยรังสีอำมหิตที่กดดันจนคนมองสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม
นางไม่พูดพร่ำทำเพลงให้เสียเวลา ทว่าเอื้อนเอ่ยถ้อยคำเชือดเฉือนด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ที่นาสิบหมู่ของบิดามารดาข้า ท่านใช้อุบายชั่วช้าปลอมแปลงหนังสือสัญญา นำไปขายทอดตลาดได้เงินมาถึงห้าสิบตำลึงเงิน... ท่านคิดว่าเรื่องนี้สวรรค์ไม่รู้ ดินไม่เห็นกระนั้นหรือ"
คำพูดของนางคล้ายคมดาบที่พาดอยู่บนลำคอ หวังชุ่ยฮวาหน้าซีดเผือด แววตาหลุกหลิกด้วยความตื่นตระหนก "จะ... เจ้าพูดจาเหลวไหลอันใด! ที่นานั่นบิดาเจ้าเป็นหนี้ลุงใหญ่ของเจ้าก่อนตาย จึงยกให้ใช้หนี้ต่างหาก! หนังสือสัญญานั้นมีรอยนิ้วมือของบิดาเจ้าประทับอยู่อย่างชัดเจน!"
"เช่นนั้นหรือ" ถังเสี่ยวหลิงแค่นยิ้มบางเบาที่มุมปาก "หากข้าเดินไปที่ศาลว่าการอำเภอ ขอให้ท่านนายอำเภอตรวจสอบรอยนิ้วมือบนสัญญาฉบับนั้น ขอดูว่ารอยนิ้วมือของคนตายกับรอยนิ้วมือที่ท่านแอบอ้างประทับลงไป มันจะเหมือนกันหรือไม่... การปลอมแปลงลายลักษณ์อักษรเพื่อฉ้อโกงทรัพย์สิน โทษทัณฑ์คือโบยห้าสิบไม้และเนรเทศไปใช้แรงงานที่ชายแดน ท่านป้าสะใภ้ใหญ่... ท่านอยากลองดูหรือไม่เล่าว่าแผ่นหลังอวบๆ ของท่านจะทนรับไม้พลองได้กี่ไม้"
คำขู่ที่ตรงจุดและอ้างอิงถึงข้อกฎหมายอย่างมีหลักการ ทำให้หวังชุ่ยฮวาถึงกับผงะ นางไม่เคยรู้เลยว่าหลานสาวหัวอ่อนที่เอาแต่ก้มหน้ารับกรรมผู้นี้ จะล่วงรู้เรื่องราวข้อกฎหมายและการตรวจสอบของทางการได้ลึกซึ้งถึงเพียงนี้ ความหวาดกลัวเริ่มเกาะกุมจิตใจ สตรีชาวบ้านอย่างนางย่อมเกรงกลัวศาลว่าการเป็นที่สุด
หวังชุ่ยฮวากุมมือที่ปวดแปลบ ถอยหลังกรูดไปสองก้าว "นัง... นังเด็กอกตัญญู! ฝากไว้ก่อนเถิด!"
นางสบถด่าด้วยความขลาดเขลา ก่อนจะหมุนตัววิ่งหนีเตลิดออกจากกระท่อมไปราวกับเห็นสุนัขบ้า ทิ้งไว้เพียงฝุ่นตลบที่หน้าประตู
เมื่อแผ่นหลังอวบอ้วนพ้นจากสายตา ถังเสี่ยวหลิงก็ถอนหายใจยาว ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนกองฟางอย่างหมดสภาพ ขาของนางสั่นเทาจากการฝืนใช้พลังงาน ร่างกายนี้ช่างอ่อนแอและบอบบางยิ่งนัก หากเมื่อครู่หวังชุ่ยฮวาตัดสินใจเข้าสู้ นางคงไม่มีแรงต่อกรได้นานเป็นแน่ การใช้ปัญญาข่มขู่ศัตรูให้ล่าถอยจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในยามนี้
นางก้มลงเก็บถุงข้าวสารขึ้นมาปัดฝุ่น เปิดปากถุงดูพบว่ามีข้าวสารสีหม่นผสมกรวดทรายอยู่ไม่ถึงหนึ่งกำมือ หากนำไปต้มคงได้เพียงน้ำข้าวใสๆ ไม่กี่คำเท่านั้น
ร่างบางลุกขึ้นยืนอีกครั้งด้วยความยากลำบาก เดินสำรวจไปทั่วกระท่อมดินแคบๆ แห่งนี้ ผนังดินแตกร้าว หลังคาแฝกมีรอยรั่วขนาดใหญ่ หากฝนตกหนักคงไม่ต่างจากการนอนกลางแจ้ง เมื่อล้วงมือเข้าไปใต้ฟางปูเตียง นางพบถุงผ้าขนาดจิ๋วที่ร่างเดิมซ่อนไว้อย่างมิดชิด เทออกมาดูมีเพียงเหรียญทองแดงเก่าๆ ยี่สิบอีแปะ... นี่คือทรัพย์สินทั้งหมดในชีวิตของนางตอนนี้
ถังเสี่ยวหลิงผลักประตูหลังบ้านออกไป เบื้องหน้าคือลานดินขนาดหนึ่งหมู่ที่ล้อมรอบด้วยรั้วไม้ไผ่ผุพัง หญ้าคาและวัชพืชขึ้นสูงระดับหัวเข่า ไม่มีแปลงผัก ไม่มีเล้าสัตว์ สภาพรกร้างว่างเปล่าสะท้อนถึงความสิ้นหวังอย่างถึงที่สุด
"ยี่สิบอีแปะ... ข้าวสารก้นหม้อ... และที่ดินรกร้างหนึ่งหมู่" นางพึมพำกับตนเองเสียงแผ่ว
ในฐานะสัตวแพทย์ปศุสัตว์ผู้ปราดเปรื่อง นางเคยบริหารจัดการฟาร์มปศุสัตว์ขนาดใหญ่ จัดการกับงบประมาณมหาศาลและสัตว์นับหมื่นตัว มาบัดนี้กลับต้องเริ่มต้นจากศูนย์ในยุคโบราณที่แร้นแค้น ทว่าแววตาของนางกลับปราศจากความย่อท้อ "ความรู้คือต้นทุนที่ไม่มีวันถูกปล้นชิงไปได้" นางเชื่อมั่นในความจริงข้อนี้เสมอ
"ผลผลิตคือคำตอบสุดท้าย... รอให้ข้าตั้งตัวได้ก่อนเถิด หวังชุ่ยฮวา ห้าสิบตำลึงเงินของบิดามารดาข้า ข้าจะทวงคืนกลับมาทุกอีแปะพร้อมดอกเบี้ยอย่างสาสม" นางสัญญากับวิญญาณของร่างเดิมในใจอย่างแน่วแน่
ทว่า ความมุ่งมั่นอันแรงกล้ากลับไม่อาจเอาชนะความหิวโหยของสังขารได้ เสียงร้องประท้วงจากกระเพาะอาหารดังโครกคราก ความรู้สึกวิงเวียนศีรษะตีตื้นขึ้นมาจนภาพตรงหน้าเริ่มพร่ามัว ร่างกายนี้ขาดอาหารมาหลายวันจนถึงขีดจำกัดแล้วจริงๆ
ถังเสี่ยวหลิงพยายามประคองตัวเดินกลับเข้ากระท่อมเพื่อจะจุดเตาต้มน้ำข้าว แต่ขาทั้งสองข้างกลับไร้เรี่ยวแรงอย่างสิ้นเชิง สติสัมปชัญญะเริ่มดับวูบลงราวกับเปลวเทียนที่ถูกลมหนาวพัดพา
ในเสี้ยววินาทีที่ร่างของนางกำลังจะร่วงหล่นกระแทกพื้นดินนั้นเอง บริเวณกลางหน้าอกที่ไร้ซึ่งสิ่งใดประดับ กลับบังเกิดความร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างกะทันหัน ความร้อนนั้นแผ่ซ่านไปทั่วร่างอย่างน่าประหลาด ก่อนที่แสงสว่างวาบสีฟ้าอมเขียวจะระเบิดออกในห้วงคำนึง ดึงดูดสติของนางให้ดำดิ่งเข้าไปในพื้นที่ลี้ลับบางอย่าง... กลิ่นของน้ำยาฆ่าเชื้อและยาสมุนไพรรักษาสัตว์ที่แสนคุ้นเคยลอยมาเตะจมูก!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: มิติห้องยารักษาสัตว์]**