มิติห้องยารักษาสัตว์
กลิ่นของน้ำยาฆ่าเชื้อและยาสมุนไพรรักษาสัตว์ที่แสนคุ้นเคยลอยมาเตะจมูก!
ถังเสี่ยวหลิงเบิกตากว้าง ทัศนียภาพรอบกายมิใช่ลานดินที่เต็มไปด้วยหญ้าคาและวัชพืชรกเรื้ออีกต่อไป ทว่านางกำลังยืนอยู่ท่ามกลางห้องโถงกว้างขวางที่สว่างไสวด้วยแสงสีฟ้าอมเขียวเรืองรอง ผนังทั้งสี่ด้านเต็มไปด้วยชั้นวางของที่ทำจากโลหะสีเงินยวงเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ ท่ามกลางบรรยากาศที่สะอาดสะอ้านและเงียบสงบอย่างประหลาด
"นี่มัน... มิติส่วนตัวหรือ?" นางพึมพำกับตนเองด้วยความตื่นตะลึง สัญชาตญาณของการเป็นผู้ที่ผ่านการทะลุมิติมาทำให้ตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว
สัตวแพทย์สาวก้าวเท้าเข้าไปสำรวจชั้นวางของเหล่านั้นอย่างระมัดระวัง ความหวังสายหนึ่งสว่างวาบขึ้นในใจ หากนี่คือมิติวิเศษดั่งในตำนาน อาจจะมีน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ที่ดื่มแล้วอิ่มทิพย์ หรือผลไม้สวรรค์ที่ช่วยต่อชีวิตให้ร่างที่กำลังจะอดตายร่างนี้ได้ ทว่าเมื่อสายตากวาดมองไปตามป้ายระบุหมวดหมู่บนชั้นวาง ความหวังที่จะได้เห็นอาหารอันโอชะก็พังทลายลงในพริบตา
ไม่มีซาลาเปาร้อนๆ ไม่มีข้าวสารขาวสะอาด ไม่มีแม้แต่น้ำพุวิเศษใดๆ ทั้งสิ้น!
สิ่งที่มีอยู่เต็มชั้นวางคือขวดแก้วและกล่องกระดาษที่บรรจุ 'ยาสำหรับสัตว์' ล้วนๆ! ตั้งแต่ยารักษาอาการอักเสบ ยาถ่ายพยาธิ ยาแก้โรคลำไส้ ไปจนถึงขวดบรรจุ 'วิตามินรวม' และยาสกัดบำรุงแร่ธาตุสำหรับปศุสัตว์ ทุกสิ่งทุกอย่างถูกจัดแบ่งหมวดหมู่ไว้สำหรับสัตว์ปีก สุกร โคกระบือ และสัตว์ฟันแทะอย่างละเอียดลออ ราวกับยกห้องจ่ายยาของฟาร์มปศุสัตว์ขนาดใหญ่มาไว้ในที่แห่งนี้
"สวรรค์ช่างมีอารมณ์ขันนัก ส่งข้ามาเกิดใหม่พร้อมกับห้องยารักษาสัตว์ แต่กลับไม่ยอมประทานข้าวสารให้ข้าประทังชีวิตแม้แต่เม็ดเดียว" ถังเสี่ยวหลิงแค่นยิ้มขื่นขมพลางลูบท้องที่กำลังส่งเสียงประท้วงอย่างหนัก
ทว่าในวินาทีที่ความท้อแท้กำลังจะเข้าครอบงำ ทันใดนั้น แสงสว่างจางๆ จากชั้นวางยาก็พุ่งวาบเข้าสู่ดวงตาทั้งสองข้างของนาง ถังเสี่ยวหลิงหลับตาปี๋ด้วยความตกใจ รู้สึกถึงความเย็นซ่านที่ไหลผ่านกระแสประสาทตา ก่อนที่ข้อมูลลึกลับบางอย่างจะสลักลึกลงในห้วงคำนึง
'ดวงตาสัตวแพทย์'
เมื่อนางลืมตาขึ้นอีกครั้ง โลกการมองเห็นก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย ความรู้และสัญชาตญาณบอกนางว่า บัดนี้ดวงตาของนางมีความสามารถพิเศษในการ 'เพ่งพินิจ' สถานะของสัตว์ทุกชนิด เพียงแค่จดจ้อง นางจะสามารถมองเห็นทะลุไปถึงอาการเจ็บป่วย ความขาดแคลนสารอาหาร และประเมินคุณภาพของสัตว์ตัวนั้นๆ ได้อย่างแม่นยำ ราวกับมีเครื่องมือตรวจโรคชั้นยอดฝังอยู่ในดวงตา
"ดวงตาสัตวแพทย์... กับตู้ยาวิตามินรวมเหล่านี้" แววตาของถังเสี่ยวหลิงที่เคยหม่นหมองพลันสาดประกายแห่งความมุ่งมั่นอันแรงกล้า "จริงอยู่ที่ไม่มีอาหารคนให้กิน แต่ความรู้ของข้าบวกกับทรัพยากรในมิตินี้ ย่อมสามารถเนรมิตทรัพย์สินขึ้นมาได้อย่างแน่นอน หากนำวิตามินรวมเหล่านี้ไปปรับสูตรผสมกับรำข้าวหรือเศษผักหญ้า แม้แต่ไก่ที่ผอมโซที่สุดก็ยังสามารถกลับมาออกไข่ได้ดั่งทองคำ!"
'จ๊อกกก...'
ยังไม่ทันที่นางจะได้วางแผนการใหญ่ไปมากกว่านั้น ความเจ็บปวดจากกระเพาะอาหารที่บิดเกร็งก็ดึงสติของนางอย่างรุนแรง พลังงานในร่างกายของร่างเดิมอ่อนล้าเกินกว่าจะคงสภาพอยู่ในมิติได้นาน ทัศนียภาพของห้องยาค่อยๆ พร่ามัวและแตกสลายกลายเป็นละอองแสง
วูบ!
ถังเสี่ยวหลิงลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง พบว่าตนเองยังคงนอนกองอยู่บนพื้นดินเย็นเฉียบหน้ากระท่อมซอมซ่อ ลมหนาวพัดกรีดผิวหนังจนสั่นสะท้าน นางพยายามยันกายลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก
"เสี่ยวหลิง... เสี่ยวหลิงเอ๊ย เจ้าอยู่หรือไม่?"
เสียงกระซิบแผ่วเบาแต่เจือไปด้วยความร้อนรนดังมาจากริมรั้วไม้ไผ่ที่ผุพัง ถังเสี่ยวหลิงหันไปมอง จึงเห็นสตรีวัยกลางคนสวมเสื้อผ้าฝ้ายปะชุนเนื้อหยาบกำลังชะเง้อคอมองซ้ายมองขวาอย่างระแวดระวัง นางคือ หลินอวี้หลาน ภรรยาของเจ้าเถี่ยซู่ เพื่อนบ้านที่มีอาณาเขตติดกับลานหลังบ้านของตระกูลถัง
"ท่านป้าหลิน..." ถังเสี่ยวหลิงขยับริมฝีปากที่แห้งผาก เอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
หลินอวี้หลานเห็นสภาพที่ผอมโซราวกับหนังหุ้มกระดูกของเด็กสาวก็ให้รู้สึกเวทนาจับใจ นางรีบผลักบานประตูรั้วที่พังครึ่งซีกเข้ามา ก่อนจะล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ ดึงเอาห่อผ้าสีทึบที่ยังคงมีไออุ่นกรุ่นๆ ออกมา ยัดใส่มือของถังเสี่ยวหลิงอย่างรวดเร็ว
"รีบรับไปซุกไว้เร็วเข้า ป้าสะใภ้ใหญ่ของเจ้าเพิ่งเดินเชิดหน้าออกไปทางหน้าหมู่บ้าน ข้าจึงลอบนำสิ่งนี้มาให้" หลินอวี้หลานกระซิบเสียงสั่น แววตาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นว่าจะมีผู้ใดมาเห็น
ถังเสี่ยวหลิงเปิดห่อผ้าออกดู ภายในนั้นคือ 'แผ่นแป้งหยาบ' ที่ทำจากแป้งธัญพืชผสมรำข้าวและผักป่า แม้สีสันจะดูคล้ำและเนื้อสัมผัสกระด้าง ทว่าสำหรับผู้ที่ไม่ได้ข้าวตกถึงท้องมาหลายวัน นี่คืออาหารโอชะที่ประเมินค่ามิได้
"ท่านป้า... นี่มันอาหารส่วนของครอบครัวท่าน..." ถังเสี่ยวหลิงรู้ดีว่าในยุคข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ ครอบครัวเจ้าเองก็ปากกัดตีนถีบ การแบ่งแผ่นแป้งหยาบชิ้นขนาดเท่าฝ่ามือนี้มาให้ ย่อมหมายความว่าหลินอวี้หลานหรือลูกชายของนางต้องยอมอดอาหารไปส่วนหนึ่ง
"อย่าได้พูดมาก รีบกินประทังชีวิตเสียเถิด" หลินอวี้หลานลูบผมที่ยุ่งเหยิงของเด็กสาวด้วยความสงสาร "บิดามารดาของเจ้าด่วนจากไป ทิ้งเจ้าไว้เพียงลำพัง ป้าสะใภ้ใหญ่ของเจ้าก็ช่างใจดำอำมหิตนัก ฮุบที่นาไปจนหมดสิ้นแล้วยังปล่อยให้หลานสาวอดอยากปางตาย เสี่ยวหลิงเอ๊ย... เจ้าต้องเข้มแข็งนะ ต้องมีชีวิตรอดต่อไปให้ได้"
กล่าวจบนางก็รีบหมุนตัวเดินกลับออกไปทางช่องรั้วอย่างรวดเร็ว ปล่อยให้ถังเสี่ยวหลิงกำแผ่นแป้งหยาบในมือไว้แน่น
สัมผัสอุ่นๆ จากแผ่นแป้งส่งผ่านฝ่ามือไปถึงขั้วหัวใจ ถังเสี่ยวหลิงยกแผ่นแป้งขึ้นกัดคำโต เนื้อแป้งแห้งฝืดและสากระคายคอราวกับเคี้ยวกรวดทราย ทว่านางกลับเคี้ยวและกลืนลงไปอย่างตั้งใจทุกคำ รสชาติของความห่วงใยจากเพื่อนบ้านในยามที่ตกต่ำที่สุด ถูกสลักลึกลงในจิตวิญญาณ
'บุญคุณข้าวหนึ่งมื้อยามยาก แค้นนี้ต้องชำระ บุญคุณนี้ต้องทดแทน' สัตวแพทย์สาวปฏิญาณในใจ หลินอวี้หลานและครอบครัวเจ้า จะเป็นกลุ่มคนแรกที่นางจะตอบแทนอย่างงามเมื่อถึงเวลาที่นางผงาดขึ้นมาได้
เมื่อแผ่นแป้งหยาบตกถึงกระเพาะ ร่างกายที่เคยสั่นเทาและไร้เรี่ยวแรงก็เริ่มมีกำลังวังชาขึ้นมาบ้าง ความร้อนรุ่มจากมิติลี้ลับกลางหน้าอกก็ดูเหมือนจะผสานเข้ากับร่างกายได้ดีขึ้น ถังเสี่ยวหลิงค่อยๆ หยัดกายลุกขึ้นยืน นัยน์ตาสีดำขลับทอดมองข้ามรั้วผุพังไปยังทิศเหนือของหมู่บ้าน
ที่นั่นคือ 'เขาชุยผิง' ภูเขาเตี้ยๆ ที่อุดมไปด้วยพรรณไม้และเงาไม้ทึบ
"ในเมื่อยังไม่มีเงินทุนซื้อสัตว์มาเลี้ยง ข้าก็ต้องใช้ดวงตาสัตวแพทย์และตู้ยาวิตามินในมิติ สร้างต้นทุนขึ้นมาจากความว่างเปล่าเสียก่อน"
นางลูบคางอย่างครุ่นคิด ภูเขาชุยผิงแม้จะไม่มีสัตว์ร้ายขนาดใหญ่ แต่มักจะมีพืชป่า สมุนไพรพื้นบ้าน และอาจมีแมลงหรือเศษซากที่สามารถนำมาสกัดผสมกับยาวิตามินเพื่อทำเป็นยาบำรุงสัตว์ชั้นเลิศได้ หากนางหาหญ้าสมุนไพรบางชนิดมาตากแห้งเตรียมไว้ ย่อมเป็นจุดเริ่มต้นของการพลิกชะตาชีวิตครั้งนี้
สายลมเย็นพัดหอบเอาใบไม้แห้งปลิวว่อน ถังเสี่ยวหลิงกระชับเสื้อผ้าฝ้ายบางๆ ของตนให้แน่นขึ้น ก่อนจะก้าวเดินออกจากกระท่อมดินซอมซ่อ มุ่งหน้าสู่เส้นทางลาดชันของตีนเขาชุยผิง ทว่าในขณะที่กำลังก้าวผ่านแนวป่าไผ่ท้ายหมู่บ้านนั้นเอง 'ดวงตาสัตวแพทย์' ของนางพลันตอบสนองอย่างรุนแรง ภาพตรงหน้าปรากฏเส้นแสงสีแดงจางๆ ลอยล่องออกมาจากพุ่มไม้ทึบเบื้องหน้า ราวกับกำลังบ่งบอกถึงบางสิ่งที่มีคุณค่ามหาศาลซึ่งซ่อนเร้นอยู่!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: สำรวจเขาชุยผิง]**