สำรวจเขาชุยผิง
สองเท้าที่สวมรองเท้าฟางเก่าขาดชะงักกึกอยู่เบื้องหน้าพุ่มไม้ทึบ แสงสีแดงจางๆ ที่ทอประกายผ่าน ‘ดวงตาสัตวแพทย์’ ชี้ชัดไปยังตำแหน่งที่ซ่อนเร้นอยู่ใต้เงาไม้ใหญ่ ถังเสี่ยวหลิงไม่รอช้า นางใช้กิ่งไม้แห้งในมือแหวกเถาวัลย์ที่มีหนามแหลมออกอย่างระมัดระวัง นัยน์ตาสีดำขลับพลันเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง
หมู่มวลพืชใบสีเขียวอมน้ำเงินเข้มเจริญเติบโตอยู่รวมกันเป็นหย่อม ลักษณะใบเรียวรี ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อยเล็กน้อย สำหรับชาวบ้านทั่วไป มันอาจเป็นเพียงวัชพืชไร้ค่าที่ขึ้นตามชายป่า ทว่าสำหรับอดีตสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านปศุสัตว์อย่างนาง สิ่งนี้คือขุมทรัพย์
"หญ้าชิงไต้..." หญิงสาวพึมพำแผ่วเบา รอยยิ้มบางๆ ที่หาได้ยากยิ่งปรากฏขึ้นที่มุมปาก
ในตำราแพทย์แผนโบราณและการปศุสัตว์ หญ้าชิงไต้มีฤทธิ์เย็น ขับพิษ ดับความร้อน และที่สำคัญที่สุดคือสรรพคุณอันยอดเยี่ยมในการรักษาอาการอักเสบของระบบทางเดินอาหาร หากนำไปตากแห้ง บดเป็นผง แล้วนำไปสกัดผสมกับยาวิตามินในมิติลี้ลับของนาง มันจะกลายเป็นยารักษาโรคลำไส้อักเสบในสัตว์ปีกและสุกรชั้นเลิศที่ให้ผลชะงัดนัก
ถังเสี่ยวหลิงคุกเข่าลงบนพื้นดินชื้นแฉะ สองมือค่อยๆ เด็ดเก็บใบและลำต้นของหญ้าชิงไต้ด้วยความระมัดระวัง นางจงใจเหลือรากและต้นอ่อนบางส่วนทิ้งไว้ เพื่อให้สมุนไพรล้ำค่าเหล่านี้สามารถเติบโตและขยายพันธุ์ต่อไปได้ในฤดูกาลหน้า นางบรรจงวางหญ้าสมุนไพรลงในตะกร้าไม้ไผ่สะพายหลังที่ผุพังราวกับทะนุถนอมของล้ำค่า
เมื่อได้สิ่งที่ต้องการในขั้นต้นแล้ว หญิงสาวจึงหยัดกายลุกขึ้นและมุ่งหน้าลึกเข้าไปในเขาชุยผิงอีกเล็กน้อย อากาศบนภูเขาช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงค่อนข้างเย็นเยียบ ทว่าความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติกลับทำให้หัวใจของนางเต้นเป็นจังหวะแห่งความหวัง เดินลัดเลาะไปตามแนวป่าทึบได้ไม่นาน เสียงน้ำไหลรินก็แว่วเข้ามากระทบโสตประสาท
เบื้องหน้าของนางคือลำธารสายเล็กที่น้ำใสแจ๋ว ทอดตัวคดเคี้ยวลงมาจากยอดเขา ถังเสี่ยวหลิงเดินเข้าไปใกล้ริมฝั่ง สายตากวาดมองไปตามพื้นโคลนชื้นแฉะและโขดหินริมน้ำ ความรู้พื้นฐานด้านโภชนาการสัตว์หลั่งไหลเข้ามาในหัว นางใช้กิ่งไม้ขุดเขี่ยดินร่วนซุยริมตลิ่ง เพียงไม่ลึกนัก ไส้เดือนดินตัวอวบอ้วนหลายสิบตัวก็ดิ้นขดไปมาให้เห็น
ไม่เพียงเท่านั้น ตามซอกหินและสันทรายริมลำธาร นางยังพบเปลือกหอยน้ำจืดและหอยขมที่ตายแล้วถูกกระแสน้ำพัดมาเกยตื้นอยู่เป็นจำนวนมาก เปลือกหอยเหล่านั้นถูกแสงแดดและสายลมกัดกร่อนจนแห้งกรอบ
"ไส้เดือนคือแหล่งโปรตีนชั้นเยี่ยมที่จะเร่งการเจริญเติบโตและเพิ่มคุณภาพไข่ ส่วนเปลือกหอยพวกนี้ หากนำไปทุบให้ละเอียดผสมลงในอาหาร จะเป็นแหล่งแคลเซียมชั้นดีที่ทำให้เปลือกไข่หนาและแข็งแรง" ถังเสี่ยวหลิงคิดในใจอย่างเป็นระบบ นางเริ่มกอบเก็บเปลือกหอยที่ทับถมกันอยู่ใส่ลงในตะกร้าอย่างรวดเร็ว ส่วนไส้เดือนนั้นนางเพียงจดจำตำแหน่งที่ตั้งทางกายภาพเอาไว้ในหัว เนื่องจากตอนนี้ยังไม่มีสัตว์เลี้ยงให้ให้อาหาร การจับไส้เดือนกลับไปตอนนี้ย่อมไร้ประโยชน์
เมื่อแสงตะวันเริ่มคล้อยต่ำลง ทาบทอขอบฟ้าด้วยสีส้มอมแดง ถังเสี่ยวหลิงจึงสะพายตะกร้าที่บัดนี้มีน้ำหนักพอสมควรเตรียมตัวลงจากเขา ทั้งหญ้าชิงไต้ เปลือกหอย และผักป่าประทังชีวิตอีกเล็กน้อย เพียงพอแล้วสำหรับการออกมาสำรวจในวันแรก
ทว่าในขณะที่นางกำลังเดินไปตามเส้นทางแคบๆ ใกล้ถึงทางเข้าหมู่บ้านไป๋เหมา ร่างของสตรีผู้หนึ่งก็ปรากฏขึ้นขวางทางเดิน
ถังเจียว สวมชุดผ้าฝ้ายสีเถาฮวา (สีดอกท้อ) ตัวใหม่เอี่ยม ปักปิ่นไม้เคลือบเงาบนเรือนผมที่เกล้าอย่างประณีต สีสันอันฉูดฉาดของนางช่างขัดกับบรรยากาศซอมซ่อของหมู่บ้านเกษตรกรรมอย่างสิ้นเชิง ถังเจียวกอดอกเชิดหน้าขึ้น มองต่ำลงมายังลูกพี่ลูกน้องที่สวมเสื้อผ้าเก่าซีดขาดวิ่นและมีคราบดินเปรอะเปื้อนอยู่ประปราย
"โอ๊ะโอ... ข้านึกว่าขอทานเร่ร่อนที่ไหนเสียอีก ที่แท้ก็คุณหนูถังผู้เคยมีที่นาสิบหมู่นี่เอง" ถังเจียวเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหลมสูง เยาะเย้ยถากถางอย่างไม่ปิดบัง สายตาจิกกัดมองตะกร้าไม้ไผ่เก่าๆ บนหลังของเสี่ยวหลิง "ดูสิ สภาพเจ้าตอนนี้ช่างน่าสมเพชนัก ต้องไปคุ้ยเขี่ยหาเศษหญ้าเศษผักป่ามากินประทังชีวิต ไม่เหมือนข้า เสื้อผ้าชุดใหม่นี้ท่านแม่เพิ่งไปตัดมาจากร้านในตลาดเจิ้นหลิง งดงามและมีราคาเกินกว่าที่คนอย่างเจ้าจะได้แตะต้องไปชั่วชีวิต!"
เงินที่นำมาซื้อเสื้อผ้าเหล่านี้ ถังเสี่ยวหลิงรู้ดีแก่ใจว่ามันมาจากไหน หากไม่ใช่เงินห้าสิบตำลึงที่หวังชุ่ยฮวาฮุบที่นาของบิดามารดานางไปขาย!
ทว่าแทนที่จะโกรธเกรี้ยว ปรี๊ดแตก หรือพุ่งเข้าไปทึ้งหัวด่าทอเหมือนที่เด็กสาววัยเดียวกันพึงกระทำ ถังเสี่ยวหลิงกลับยืนนิ่ง ใบหน้าของนางเรียบเฉยประดุจผิวน้ำในบ่อลึก นัยน์ตาสีดำขลับที่ทอดมองถังเจียวนั้น ไร้ซึ่งความอิจฉา ไร้ซึ่งความโกรธแค้น ทว่ามันเป็นสายตาอันเย็นเยียบที่มองทะลุผ่านความกลวงเปล่าของอีกฝ่าย ราวกับกำลังมองดูแม่ไก่ตัวหนึ่งที่กำลังส่งเสียงร้องน่ารำคาญเพื่ออวดขนหางที่ตนเองไม่ได้หามาด้วยน้ำพักน้ำแรง
สัตวแพทย์สาวผู้ผ่านโลกมามากยึดถือคติที่ว่า 'สุนัขที่เห่าเสียงดัง มักจะไม่กัด และไม่มีค่าพอให้ต้องลดตัวลงไปต่อกรด้วยกำลัง'
เมื่อเห็นอีกฝ่ายเอาแต่ยืนจ้องหน้าด้วยแววตาอ่านไม่ออก ถังเจียวก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิด ราวกับหมัดที่ชกออกไปปะทะเข้ากับก้อนสำลี "เจ้าหูหนวกหรืออย่างไร! หรือว่าความอดยากทำให้เจ้าเป็นใบ้ไปแล้ว!"
ถังเสี่ยวหลิงไม่ปริปากเอื้อนเอ่ยแม้แต่ครึ่งคำ นางเพียงขยับตะกร้าบนหลังให้เข้าที่ ก้าวเท้าเบี่ยงตัวเดินหลบไปทางด้านข้างอย่างสง่างาม เมินเฉยต่อการมีอยู่ของถังเจียวราวกับอีกฝ่ายเป็นเพียงธาตุอากาศที่ไร้ค่า
ความเงียบและการถูกเมินเฉยอย่างสมบูรณ์แบบ คือการตบหน้าและดูถูกที่เจ็บปวดที่สุดสำหรับคนชอบอวดอ้าง ถังเจียวหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธที่พุ่งปรี๊ดขึ้นสุมอก นางกระทืบเท้าเร่าๆ ชี้หน้าด่าไล่หลังถังเสี่ยวหลิงที่เดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง
"ถังเสี่ยวหลิง! เจ้ายโสอะไรนักหนา! คอยดูเถอะ สักวันเจ้าจะต้องมาคุกเข่าอ้อนวอนขอข้าวบ้านข้ากิน!"
ถังเสี่ยวหลิงเดินกลับมาถึงลานบ้านหลังเล็กของตน ทิ้งเสียงนกกระจอกเทศที่กำลังโวยวายไว้เบื้องหลัง นางนำหญ้าชิงไต้ในตะกร้าออกมาล้างน้ำให้สะอาด ก่อนจะนำไปแผ่ตากไว้บนกระด้งไม้ไผ่เก่าๆ เพื่อพึ่งลมและแดดอ่อนๆ ยามเย็น จากนั้นจึงนำเปลือกหอยที่เก็บมาได้ มาวางบนแผ่นหินก้อนใหญ่ แล้วใช้หินทุบอีกก้อนบดกระแทกจนเปลือกหอยแตกละเอียดกลายเป็นผงหยาบๆ
ทุกการกระทำของนางเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและเป้าหมายที่ชัดเจน
หลังจากการเตรียมวัตถุดิบเสร็จสิ้น ถังเสี่ยวหลิงเดินเข้าไปในกระท่อมดิน นางล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ หยิบเหรียญทองแดงที่มีสภาพเก่าคร่ำคร่าออกมาวางบนฝ่ามือ... สองอีแปะ นี่คือทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่นางมีติดตัวในภพชาตินี้
ริมฝีปากบางยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย นัยน์ตาฉายแววเจ้าเล่ห์และเด็ดขาดเฉกเช่นนักปราชญ์ผู้วางหมากกระดานใหญ่ เงินสองอีแปะนี้ไม่เพียงพอที่จะซื้อลูกไก่หรือลูกเป็ดสุขภาพดีมาเลี้ยงได้แน่ แต่มันมากพอที่จะเป็นค่าโดยสารเกวียนวัวของท่านลุงเจ้าเถี่ยซู่ เพื่อมุ่งหน้าสู่อำเภอที่ใหญ่ที่สุดในละแวกนี้
นางมีสูตรอาหาร มีสมุนไพร มีมิติลี้ลับบรรจุยาวิตามิน สิ่งเดียวที่นางต้องการตอนนี้ คือ 'ต้นทุน' ที่ถูกแสนถูก ซึ่งคนทั่วไปมองขยะ แต่สำหรับดวงตาสัตวแพทย์ของนาง มันคือทองคำที่รอการขัดเกลา!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: เกวียนวัวมุ่งสู่ตลาดเจิ้นหลิง]**