เกวียนวัวมุ่งสู่ตลาดเจิ้นหลิง

ยามรุ่งอรุณที่หมู่บ้านไป๋เหมายังคงถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกสีขาวขุ่น น้ำค้างบนยอดหญ้าสะท้อนแสงแรกของวัน ทว่าถังเสี่ยวหลิงได้ตื่นขึ้นมาเตรียมตัวตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง นางบรรจงเก็บผงเปลือกหอยบดละเอียดและหญ้าชิงไต้ตากแห้งที่เตรียมไว้เมื่อเย็นวานลงในห่อผ้าซอมซ่ออย่างระมัดระวัง แม้ของเหล่านี้ในสายตาผู้อื่นจะเป็นเพียงเศษขยะไร้ค่า ทว่าสำหรับสัตวแพทย์อย่างนาง นี่คือยาสมุนไพรชั้นเลิศที่ใช้ปรับสมดุลลำไส้และเสริมแคลเซียมให้แก่สัตว์ปีก

ร่างบางสะพายตะกร้าไม้ไผ่สานใบเก่าขึ้นหลัง สองเท้าก้าวเดินออกจากกระท่อมดินมุ่งหน้าไปยังจุดจอดเกวียนหน้าหมู่บ้าน ในมือของนางกำเหรียญทองแดงสองอีแปะซึ่งเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายในชีวิตไว้อย่างมั่นคง

เมื่อถึงลานดินกว้างหน้าหมู่บ้าน เกวียนเทียมวัวตัวใหญ่ของเจ้าเถี่ยซู่จอดรออยู่ก่อนแล้ว ชายวัยกลางคนผู้มีใบหน้ากร้านแดดกร้านลมกำลังง่วนอยู่กับการจัดวางฟางข้าวให้ผู้โดยสารนั่ง เมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมาเห็นเด็กสาวร่างผอมบางเดินเข้ามาใกล้ แววตาของเขาก็ฉายความประหลาดใจระคนเวทนา

"เสี่ยวหลิงเอ๋ย เช้าตรู่ป่านนี้ เจ้าจะเข้าไปทำอันใดในเมืองหรือ?" เจ้าเถี่ยซู่เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและเจือความห่วงใย

ถังเสี่ยวหลิงยิ้มน้อยๆ เป็นการทักทาย ก่อนจะยื่นเหรียญทองแดงสองอีแปะส่งให้ชายวัยกลางคน "ข้าจะเข้าตลาดเจิ้นหลิงเจ้าค่ะ ท่านลุงเจ้า นี่ค่าโดยสารของข้า"

เจ้าเถี่ยซู่มองเหรียญทองแดงที่ขึ้นสนิมเขียวในมือของเด็กสาวแล้วอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจยาว เขารู้ดีว่าบิดามารดาของนางทิ้งที่นาไว้ให้ถึงสิบหมู่ แต่กลับถูกป้าสะใภ้ใจดำอย่างหวังชุ่ยฮวาใช้เล่ห์เหลี่ยมฮุบไปจนหมดสิ้น บัดนี้เด็กสาวตรงหน้าแทบไม่เหลือสิ่งใดติดตัว เขาอยากจะปฏิเสธไม่รับเงินก้อนนี้ ทว่าก็รู้ดีถึงความเด็ดเดี่ยวและหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีที่ซ่อนอยู่ในแววตาของนาง จึงจำใจรับเงินนั้นมาเก็บไว้

"ขึ้นมาเถอะ นั่งข้างหน้าใกล้ๆ ข้าจะได้ไม่โดนลมหนาวพัดมากนัก" เขากล่าวพลางขยับที่ทางให้นาง

เมื่อผู้โดยสารอีกสองสามคนซึ่งเป็นชาวบ้านที่นำผักไปขายขึ้นมานั่งจนครบ เจ้าเถี่ยซู่ก็ตวัดแส้เบาๆ ให้สัญญาณ เกวียนวัวเริ่มเคลื่อนตัวออกเดินทาง ล้อไม้ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดบดไปตามถนนดินขรุขระ ทิ้งหมู่บ้านไป๋เหมาไว้เบื้องหลัง

การเดินทางจากหมู่บ้านไป๋เหมาถึงตลาดเจิ้นหลิงกินเวลาถึงหนึ่งชั่วยาม ตลอดเส้นทางที่เกวียนวัวโคลงเคลงไปมา ถังเสี่ยวหลิงนั่งเงียบกริบ นัยน์ตาสีนิลทอดมองทิวทัศน์สองข้างทางเพื่อจดจำภูมิประเทศอย่างละเอียด ขณะที่เจ้าเถี่ยซู่ซึ่งนั่งขับเกวียนอยู่ข้างๆ อดไม่ได้ที่จะหันมากล่าวชี้แนะด้วยความหวังดี

"เสี่ยวหลิงเอ๋ย... ลุงรู้ว่าตอนนี้เจ้าลำบาก แต่ชีวิตคนเราก็ต้องดิ้นรนกันต่อไป ประเดี๋ยวพอถึงตลาดเจิ้นหลิง เจ้าลองแบ่งเงินที่เหลือไปซื้อลูกเจี๊ยบสักสองสามตัวมาเลี้ยงสิ เลือกตัวที่ขนฟูๆ แข็งแรงๆ หน่อย เอาไปเลี้ยงไว้ในลานหลังบ้าน ป้าอวี้หลานของเจ้ายังมีเศษผักเศษรำข้าวเหลืออยู่บ้าง พอจะแบ่งให้เจ้าไปผสมเป็นอาหารไก่ได้ เลี้ยงให้โตสักหน่อย พอพวกมันเริ่มออกไข่ เจ้าก็จะมีไข่ไก่ไว้กินประทังชีวิต หรือนำไปแลกข้าวสารก็ยังได้"

คำกล่าวของเจ้าเถี่ยซู่เต็มไปด้วยความปรารถนาดีอย่างแท้จริง ถังเสี่ยวหลิงสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นนั้น นางหันไปพยักหน้าเบาๆ "ขอบคุณท่านลุงเจ้าที่ชี้แนะ ข้าจะจดจำไว้เจ้าค่ะ"

ทว่าในใจของนางกลับกำลังคำนวณแผนการที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นหลายเท่านัก หากเป็นชาวบ้านทั่วไป การซื้อลูกไก่แข็งแรงมาเลี้ยงย่อมเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุด แต่นั่นไม่ใช่หนทางของนาง ประการแรก นางไม่มีเงินเหลือแม้แต่อีแปะเดียวที่จะซื้อลูกไก่สภาพดี ประการที่สอง การเลี้ยงลูกไก่ตั้งแต่เล็กจนกว่าจะโตพอออกไข่ได้ ต้องใช้เวลาหลายเดือน ซึ่งนั่นช้าเกินไปสำหรับสถานการณ์อดมื้อกินมื้อเช่นนี้

นางต้องการทางลัด... นางต้องการ 'ของมีตำหนิ' ที่ถูกตีราคาเป็นขยะ แต่สามารถนำมาฟื้นฟูได้ด้วยความรู้สัตวแพทย์และน้ำจากมิติลี้ลับของนาง!

หลังจากผ่านพ้นทิวเขาและทุ่งนาอันกว้างใหญ่ ในที่สุดเกวียนวัวก็ชะลอความเร็วลงเมื่อเข้าสู่เขตตลาดเจิ้นหลิง ตลาดประจำอำเภอแห่งนี้คึกคักและเต็มไปด้วยชีวิตชีวา เสียงพ่อค้าแม่ขายตะโกนเรียกลูกค้าดังเซ็งแซ่ประสานกับเสียงล้อรถเข็น กลิ่นควันไฟจากการทำอาหารคาวหวานลอยปะปนกับกลิ่นสาบของสัตว์เลี้ยงที่ถูกนำมาวางขาย

ถังเสี่ยวหลิงก้าวลงจากเกวียนวัว กล่าวขอบคุณเจ้าเถี่ยซู่ ก่อนจะเดินกลืนหายเข้าไปในฝูงชน เป้าหมายของนางชัดเจน คือโซนค้าสัตว์ปีกและไข่ไก่ที่อยู่ลึกเข้าไปด้านในของตลาด

เมื่อก้าวเข้าสู่พื้นที่ค้าปศุสัตว์ นัยน์ตาของถังเสี่ยวหลิงก็เปล่งประกายคมกริบประดุจพญาเหยี่ยวที่กำลังมองหาเหยื่อ นางไม่ได้เดินดูส่งเดช ทว่ากำลังทำการสำรวจ 'กลไกราคา' อย่างเป็นระบบ นางหยุดยืนดูการต่อรองราคาที่แผงขายไก่เนื้อ แวะฟังแม่ค้าคุยกันเรื่องราคาไข่ไก่ และสังเกตคุณภาพของสัตว์ที่ถูกนำมาขาย

"แม่ไก่ไข่ตัวโต แข็งแรง ท้องพร้อมไข่! ตัวละสี่สิบอีแปะเท่านั้น!"

"ลูกเจี๊ยบสายพันธุ์ดี ขนฟูตัวแน่น ห้าตัวยี่สิบอีแปะ! เร่เข้ามา!"

ถังเสี่ยวหลิงรับฟังตัวเลขเหล่านั้นแล้ววิเคราะห์ในหัวอย่างรวดเร็ว ราคาของสัตว์ปีกที่นี่ถือว่าสูงเอาการ บ่งบอกถึงความต้องการของตลาดที่มีมาก แต่ในขณะเดียวกัน นางก็แอบใช้ 'ดวงตาสัตวแพทย์' เพ่งมองดูลักษณะของสัตว์เหล่านั้น ไก่หลายตัวที่ชาวบ้านคิดว่าแข็งแรงดี ในสายตาของนางกลับมีภาวะขาดสารอาหาร ขนไม่เงางาม และมีสัญญาณของโรคพยาธิซ่อนอยู่ หากนางนำสูตรอาหารบำรุงที่ถูกต้องมาใช้ ผลผลิตที่นางทำได้จะต้องเหนือกว่าไก่ในตลาดแห่งนี้อย่างเทียบไม่ติด

ยิ่งเดินสำรวจลึกเข้าไป กลิ่นสาบสัตว์ก็ยิ่งรุนแรงขึ้น นางรับรู้ได้ว่าการแข่งขันในตลาดนี้ดุเดือดเพียงใด พ่อค้าคนกลางกดราคาชาวบ้านอย่างไร้ปรานี ในขณะที่ชาวบ้านก็พยายามนำสัตว์ปีกที่ดีที่สุดมาขายเพื่อแลกเงินตราให้ได้มากที่สุด

ในขณะที่นางกำลังประเมินสถานการณ์อยู่นั้นเอง พลันโสตประสาทของนางก็จับเสียงสบถด่าทออย่างหยาบคายดังมาจากตรอกแคบๆ ท้ายตลาด

"มารดามันเถอะ! ขาดทุน! ขาดทุนย่อยยับ! เลี้ยงมาตั้งนาน ดันมาเป็นโรคห่าอะไรก็ไม่รู้! ขี้ไหลเป็นน้ำ ขนร่วงหมดสภาพ ใครจะไปซื้อไก่ใกล้ตายแบบนี้วะ! เอาไปโยนทิ้งให้หมาป่ากินเสียให้หมด!"

ถังเสี่ยวหลิงชะงักฝีเท้า นางหันขวับไปยังทิศทางของเสียงนั้นทันที นัยน์ตาสีนิลหรี่ลงเล็กน้อย เมื่อมองทะลุฝูงชนเข้าไป นางเห็นพ่อค้าหน้าเสี้ยมผู้หนึ่งกำลังเตะกรงไม้ไผ่เก่าๆ ด้วยความเกรี้ยวกราด ภายในกรงนั้นมีไก่รุ่นตัวเมียสภาพผอมโซ ขนหลุดรุ่ย และมีร่องรอยของสิ่งปฏิกูลเปรอะเปื้อน นอนกองรวมกันอยู่ราวๆ สิบตัว สภาพของพวกมันดูร่อแร่ราวกับรอเวลาตาย

ชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาต่างยกมือขึ้นปิดจมูกและเบือนหน้าหนีด้วยความรังเกียจ ไม่มีใครแม้แต่จะปรายตามองซากสิ่งมีชีวิตที่ไร้ค่าเหล่านั้น

ทว่าในพริบตานั้นเอง ความสามารถ 'ดวงตาสัตวแพทย์' ของถังเสี่ยวหลิงก็ทำงานโดยอัตโนมัติ ภาพในกรอบสายตาของนางปรากฏแสงสีฟ้าจางๆ คลุมร่างของไก่เหล่านั้น พร้อมกับข้อมูลอาการป่วยที่ผุดขึ้นในสมองอย่างชัดเจนราวกับอ่านตำราแพทย์...

*โรคลำไส้อักเสบติดเชื้อ อาการรุนแรงปานกลาง ขาดน้ำ... อวัยวะภายในยังไม่เสียหายหนัก... สามารถรักษาได้!*

ริมฝีปากบางของถังเสี่ยวหลิงค่อยๆ ยกยิ้มขึ้นมา เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมั่นใจและเยือกเย็นประดุจจิ้งจอกที่พบขุมทรัพย์อันประเมินค่ามิได้ ในขณะที่ทุกคนมองเห็นเพียงซากศพที่รอวันฝัง ทว่าในสายตาของปรมาจารย์สัตวแพทย์แห่งยุคศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด นี่แหละคือ 'ต้นทุน' ที่นางไม่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ตามหา!

เด็กสาวกระชับสายสะพายตะกร้าบนบ่า ก่อนจะก้าวเท้ามุ่งหน้าตรงไปยังกรงไก่ต้องห้ามนั้นอย่างไม่ลังเล

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ไก่ป่วยสิบตัวของซุนเอ้อร์เฉียง]**