ไก่ป่วยสิบตัวของซุนเอ้อร์เฉียง
กลิ่นอับชื้นผสมผสานกับความเหม็นคาวของสิ่งปฏิกูลลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ ทว่าถังเสี่ยวหลิงกลับก้าวเท้าเข้าไปใกล้กรงไม้ไผ่เก่าคร่ำคร่านั้นโดยไม่แสดงสีหน้ารังเกียจแม้แต่น้อย เบื้องหน้านางคือซุนเอ้อร์เฉียง พ่อค้าหน้าเสี้ยมผู้มีแววตาเจ้าเล่ห์ ทว่ายามนี้กลับเต็มไปด้วยความหงุดหงิดงุ่นง่าน เขากำลังยกเท้าขึ้นหมายจะเตะกรงไก่อีกระลอกเพื่อระบายโทสะที่ขาดทุนย่อยยับ
"ช้าก่อน"
น้ำเสียงเรียบเย็นทว่ากังวานใสหลุดออกจากริมฝีปากบาง สกัดกั้นการกระทำอันป่าเถื่อนของพ่อค้าสัตว์ปีกเอาไว้ได้ทันท่วงที
ซุนเอ้อร์เฉียงชะงักฝีเท้าที่ง้างค้างไว้กลางอากาศ เขาหันขวับมามองเด็กสาวรูปร่างผอมบางในชุดผ้าฝ้ายสีซีดปุปะ คิ้วหนาของเขาขมวดเข้าหากันอย่างไม่สบอารมณ์ "อะไรของเจ้า นังหนู! ถอยไปให้พ้นทาง ข้ากำลังอารมณ์ไม่ดี วันนี้ขาดทุนย่อยยับเพราะไอ้พวกไก่เวรนี่ มารดามันเถอะ ข้าจะเอาพวกมันไปโยนทิ้งให้หมาป่าหลังเขากินเสียยังจะดีกว่าเก็บไว้ให้ระคายสายตา!"
ถังเสี่ยวหลิงปรายตามองลูกไก่รุ่นตัวเมียทั้งสิบตัวที่นอนหายใจรวยรินอยู่ก้นกรง พวกมันหลับตาพริ้ม ขนสีเหลืองปนน้ำตาลหลุดร่วงจนเห็นหนังสีแดงระเรื่อ ร่างกายผอมโซสั่นเทาอย่างน่าสงสาร ทว่าในสายตาของนาง แสงสีฟ้าจางๆ จากความสามารถพิเศษที่ซ่อนเร้นยังคงวิเคราะห์ข้อมูลอย่างแม่นยำ... *โรคลำไส้อักเสบติดเชื้อ แม้จะดูรุนแรงจากภายนอก แต่ยังไม่ถึงขั้นอวัยวะภายในล้มเหลวอย่างสมบูรณ์ รักษาได้แน่นอน*
"ไก่พวกนี้... ท่านจะทิ้งหรือ?" ถังเสี่ยวหลิงเอ่ยถามสั้นๆ น้ำเสียงราบเรียบประดุจผิวน้ำในบึงที่ไร้ระลอกคลื่น
"เออ! ไม่ทิ้งแล้วจะเก็บไว้บูชาบรรพชนหรืออย่างไร! โรคห่าลงกินขี้ไหลเป็นน้ำปานนี้ ใครเอาไปกินก็เตรียมตัวลงไปเฝ้ายมบาลได้เลย!" ซุนเอ้อร์เฉียงตวาดลั่น ตะคอกใส่เด็กสาวด้วยความหงุดหงิด
"เช่นนั้น ข้าขอรับไว้" นางกล่าวสวนกลับไปในทันที
คำพูดสั้นๆ เพียงไม่กี่คำของนางกลับทำให้รอบด้านเงียบสงัดลงไปชั่วอึดใจ ชาวบ้านในตลาดเจิ้นหลิงที่เดินผ่านไปมาต่างหยุดชะงัก หันมามองเด็กสาวด้วยสายตาประหลาดใจ เสียงซุบซิบนินทาเริ่มดังระงมขึ้นเซ็งแซ่ราวกับฝูงผึ้งแตกรัง
"สวรรค์! เด็กนั่นเสียสติไปแล้วหรือไร ถึงอยากได้ไก่ใกล้ตายพวกนั้น" แม่ค้าขายผักแผงข้างๆ ยกมือขึ้นป้องปากกระซิบกระซาบ
"ดูการแต่งตัวของนางสิ คงจะยากจนจนไม่มีอันจะกิน ถึงได้คิดจะเอาซากไก่เปื่อยๆ ไปต้มกินกระมัง น่าเวทนานัก" ชายชราผู้หนึ่งส่ายหน้าด้วยความรังเกียจ
"ต่อให้จนยากแค่ไหนก็ไม่ควรเอาชีวิตไปทิ้งนะ โรคสัตว์ระบาดนี่อันตรายนัก หากกินเข้าไปมีหวังได้ตายตกตามกันไปทั้งบ้านแน่!"
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขรม ทว่าถังเสี่ยวหลิงกลับยืนนิ่งสงบดั่งขุนเขา ไม่นำพาต่อวาจาถากถางเหล่านั้นแม้แต่น้อย
ซุนเอ้อร์เฉียงได้ยินเสียงชาวบ้านก็นึกขึ้นได้ ดวงตาที่เคยมืดครึ้มด้วยความโกรธพลันฉายแววเจ้าเล่ห์เพทุบายขึ้นมาทันที แม้ปากจะบอกว่าทิ้ง แต่สัญชาตญาณพ่อค้าหน้าเลือดเตือนเขาว่า หากเปลี่ยนซากไร้ค่าพวกนี้เป็นเงินได้สักแดงสองแดง ก็ยังดีกว่าสูญเปล่า เขาแสร้งทำเป็นกระแอมไอ ปรับสีหน้าให้ดูขึงขังขึ้น
"อะแฮ่ม! นังหนู ถึงข้าจะบอกว่าอยากทิ้ง แต่ไก่พวกนี้ข้าก็ฟูมฟักมาด้วยข้าวเปลือกชั้นดี เป็นไก่รุ่นตัวเมียทั้งสิ้น หากไม่ป่วย พวกมันออกไข่ให้เจ้าได้เป็นกอบเป็นกำ หากเจ้าอยากได้... ข้าเห็นแก่ความยากลำบากของเจ้า คิดราคาไม่แพงเหมาหมดนี่สิบตัว เอามาห้าสิบอีแปะก็พอ!"
ถังเสี่ยวหลิงแค่นเสียงหัวเราะในลำคอแผ่วเบา เป็นเสียงหัวเราะที่เยียบเย็นจนซุนเอ้อร์เฉียงรู้สึกขนลุกซู่โดยไร้สาเหตุ นางไม่ได้โวยวายหรือต่อล้อต่อเถียงให้มากความ เพียงแค่หมุนตัวทำท่าจะเดินจากไป
"ไก่ใกล้ตาย ขนหลุดร่วง ท้องเสียรุนแรง หากข้าไม่เอาไป ตอนนี้ท่านก็ต้องเหนื่อยแบกไปทิ้งเองสิบตัว ห้าอีแปะ... หากไม่ขาย ข้าก็ไม่เอา" นางโยนตัวเลขกลับไปอย่างเลือดเย็น
ซุนเอ้อร์เฉียงเห็นเหยื่อกำลังจะหลุดมือแถมยังถูกกดราคาจนจมดินก็รีบร้องเสียงหลง "เดี๋ยวๆ! นังหนู เจ้าต่อราคาโหดเหี้ยมเกินไปแล้ว เอางี้ ยี่สิบอีแปะ! ขาดตัวแล้ว! ต่ำกว่านี้ข้าเอาไปโยนทิ้งจริงๆ ด้วย!"
ถังเสี่ยวหลิงหยุดฝีเท้า หันกลับมามองพ่อค้าด้วยแววตานิ่งสนิทประดุจห้วงน้ำลึกที่ยากจะหยั่งถึง "สิบห้าอีแปะ รวมกรงไม้ไผ่ใบนั้นด้วย นี่คือคำตอบสุดท้าย หากท่านปฏิเสธ ข้าจะเดินออกจากตรอกนี้ทันที"
น้ำเสียงของนางเด็ดขาดเสียจนพ่อค้าหน้าเสี้ยมไม่อาจต่อรองได้อีก ซุนเอ้อร์เฉียงชั่งใจเพียงครู่ มองดูไก่ที่นอนพะงาบๆ แล้วก็กัดฟันพยักหน้าอย่างเสียไม่ได้ "ตกลง! สิบห้าก็สิบห้า เอาเงินมา แล้วแบกไอ้ตัวอัปมงคลพวกนี้ไปให้พ้นหน้าข้าเลย!"
ถังเสี่ยวหลิงล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ หยิบถุงผ้าใบเล็กที่บรรจุเงินเก็บก้อนสุดท้ายที่เหลือติดตัวออกมาอย่างทะนุถนอม นางนับเหรียญทองแดงสภาพเก่าคร่ำคร่าจำนวนสิบห้าเหรียญส่งให้พ่อค้าอย่างไม่นึกเสียดาย แม้นี่จะเป็นทรัพย์สินหยาดหยดสุดท้ายที่นางมี แต่ในสายตาของสัตวแพทย์มือฉมัง นี่คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด เป็นจุดเริ่มต้นของอาณาจักรปศุสัตว์ที่ไม่มีผู้ใดในยุคนี้อาจเทียบเคียงได้
ซุนเอ้อร์เฉียงรับเหรียญทองแดงมาโยนเตาะแตะในมือพลางหัวเราะเยาะเสียงดังลั่นตลาด "ฮ่าๆๆ! นังหนูโง่เง่าเอ๊ย! เอาเงินตั้งสิบห้าอีแปะมาโยนทิ้งน้ำเล่นแท้ๆ ไก่สภาพนี้ แค่พ้นคืนนี้ไปได้ก็ถือว่าปาฏิหาริย์แล้ว เจ้าเอาเงินไปซื้อซาลาเปากินยังจะอิ่มท้องเสียกว่า มารดามันเถอะ ข้าล่ะเชื่อเลยว่าคนโง่เขลาเบาปัญญาที่ยอมจ่ายเงินซื้อซากศพในแผ่นดินนี้ยังมีอยู่จริง!"
ถังเสี่ยวหลิงขี้เกียจเสวนาให้เปลืองน้ำลาย นางก้มลงผูกเชือกกรงไม้ไผ่เข้ากับตะกร้าสานบนหลังอย่างทะมัดทะแมง การกระทำของนางนุ่มนวลทว่ามั่นคง ไม่ทำให้ลูกไก่ที่บอบช้ำต้องกระทบกระเทือนไปมากกว่านี้ นางปรายตามองซุนเอ้อร์เฉียงที่กำลังหัวเราะร่าด้วยสายตาสมเพชระคนเวทนา
ชายผู้นี้ช่างโง่เขลานักที่ทิ้งขุมทรัพย์ไปอย่างง่ายดาย อนาคตอันใกล้ เขาจะต้องหลั่งน้ำตาเป็นสายเลือดเมื่อเห็นว่า 'ไก่ใกล้ตาย' พวกนี้ สามารถฟื้นคืนชีพและผลิตไข่ทองคำให้นางได้มากเพียงใด เมื่อถึงเวลานั้น ต่อให้เขาคุกเข่าอ้อนวอน นางก็ไม่มีวันปรานี
เด็กสาวสะพายตะกร้าที่บรรจุกรงไก่ขึ้นหลัง ฝีเท้าก้าวเดินออกจากตลาดเจิ้นหลิงอย่างมั่นคง แผ่นหลังบอบบางตั้งตรงอย่างทระนง ไม่สนใจเสียงหัวเราะเยาะของพ่อค้าหรือสายตาที่มองมาอย่างเวทนาของชาวบ้านแม้แต่น้อย
ทว่าในขณะที่มุ่งหน้ากลับสู่หมู่บ้านไป๋เหมานั่นเอง ลมหนาวที่พัดผ่านทุ่งหญ้าคาขาวหอบเอาความรู้สึกบางอย่างมาด้วย สัญชาตญาณของถังเสี่ยวหลิงร้องเตือน ข่าวลือเรื่องเด็กสาวเสียสติซื้อไก่ใกล้ตายคงแพร่สะพัดลอยไปถึงหูคนบางคนในหมู่บ้านเร็วกว่าไฟลามทุ่ง...
เงาร่างผอมบางเดินทอดน่องไปตามเส้นทางดินลูกรัง โดยไม่รู้เลยว่าที่หน้ากระท่อมดินอันซอมซ่อของนางเวลานี้ มีเงาร่างอันคุ้นเคยของใครบางคนกำลังยืนเท้าสะเอว หรี่ตามองมาแต่ไกล พร้อมที่จะสาดวาจาเชือดเฉือนและเหยียบย่ำนางให้จมดิน... ความสงบสุขที่เพิ่งเริ่มต้น กำลังจะถูกท้าทายด้วยความวุ่นวายระลอกใหม่ในไม่ช้า!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: เสียงนินทาในหมู่บ้าน]**