เสียงนินทาในหมู่บ้าน
สายลมเย็นเยียบแห่งต้นฤดูสารทพัดผ่านทุ่งหญ้าคาขาวที่พลิ้วไหวโอนเอน ราวกับกำลังส่งเสียงกระซิบกระซาบส่งต่อเรื่องราวไปตามสายลม ฝีเท้าของถังเสี่ยวหลิงย่ำลงบนเส้นทางดินลูกรังอย่างมั่นคง ทว่าทันทีที่ก้าวล่วงเข้าสู่เขตหมู่บ้านไป๋เหมา บรรยากาศรอบกายกลับแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ตามใต้ต้นอู๋ถงใหญ่และริมลำธารที่เหล่าสตรีมักมารวมตัวกันซักผ้า สายตานับสิบคู่ต่างจับจ้องมาที่แผ่นหลังบอบบางและตะกร้าสานใบใหญ่ของนางราวกับนัดหมายกันไว้ เสียงซุบซิบนินทาดังแว่วมาเป็นระยะ แม้จะพยายามกดเสียงให้ต่ำ ทว่าในความเงียบสงบของหมู่บ้านชนบท วาจาเหล่านั้นกลับแจ่มชัดยิ่งกว่าตีระฆัง
"นั่นไง นังหนูสกุลถังกลับมาแล้ว! ข้าเพิ่งได้ยินสหายที่เพิ่งกลับจากตลาดเจิ้นหลิงเล่าให้ฟัง ว่านางเอาเงินอีแปะก้อนสุดท้ายไปกว้านซื้อซากไก่ขี้เรื้อนใกล้ตายมาจากแผงของซุนเอ้อร์เฉียง!" หญิงชาวบ้านผู้หนึ่งป้องปากกระซิบกระซาบ แต่สายตากลับจ้องมองมาอย่างโจ่งแจ้ง
"สวรรค์! เด็กคนนี้สติฟั่นเฟือนไปแล้วหรือไรกัน? ลำพังข้าวสารจะกรอกหม้อในแต่ละวันยังไม่มี ดันเอาเงินไปละลายแม่น้ำทิ้งเสียได้ สงสัยความอดอยากจะทำให้นางเสียสติไปแล้วกระมัง" อีกเสียงหนึ่งดังผสมโรงเจือความสมเพชเวทนา
ถังเสี่ยวหลิงได้ยินทุกถ้อยคำอย่างชัดเจน ทว่าดวงหน้างามกลับเรียบเฉยไร้ระลอกคลื่น ในฐานะสัตวแพทย์ผู้ผ่านโลกมาแล้วหนึ่งชาติ นางย่อมรู้ดีว่าธรรมชาติของมนุษย์มักตัดสินสิ่งต่างๆ จากเปลือกนอกและวิสัยทัศน์อันคับแคบ วาจานินทาของชาวบ้านไม่อาจทำให้เนื้อไก่เพิ่มขึ้นหรือไข่ฟักออกมาได้ มีเพียงผลลัพธ์เท่านั้นที่จะอุดปากคนเหล่านี้ได้อย่างชะงัด นางจึงเลือกที่จะเชิดหน้าขึ้น ก้าวเดินต่อไปโดยไม่แม้แต่จะปรายตามองเหล่านกกระจอกที่กำลังส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว
ทว่าเมื่อร่างผอมบางเดินมาถึงหน้ากระท่อมดินซอมซ่ออันเป็นที่พักพิงเดียวที่เหลืออยู่ รอยยิ้มเย็นเยียบก็ผุดขึ้นที่มุมปากของถังเสี่ยวหลิง เมื่อเห็นเงาร่างสองสายยืนเท้าสะเอวดักรออยู่หน้าประตูลานบ้านราวกับทวารบาลผู้คอยขัดขวางโชคลาภ
"โอ้โห! ดูสิว่าใครกลับมา แม่เล้าไก่เศรษฐีนีของพวกเรานี่เอง!"
เสียงแหลมปรี๊ดของหวังชุ่ยฮวา ป้าสะใภ้ใหญ่ผู้มีใบหน้าอวบอูมและริมฝีปากบางเฉียบดังขึ้นทันทีที่เห็นหลานสาว นางกอดอกเชิดหน้า มองตะกร้าสานบนหลังเสี่ยวหลิงด้วยสายตาเหยียดหยามสุดแสน "ถังเสี่ยวหลิง เอ๋ย ถังเสี่ยวหลิง ข้าล่ะนึกว่าหลังจากที่เจ้าฟื้นคืนสติขึ้นมาจะฉลาดหลักแหลมรู้จักทำมาหากินเสียอีก ที่แท้ก็ยังโง่เขลาเบาปัญญาดุจเดิม! เอาเงินไปซื้อซากศพสัตว์พวกนี้ เจ้าคิดจะเปิดสุสานไก่ในลานหลังบ้านหรืออย่างไร!"
ข้างกายของหวังชุ่ยฮวาคือ ถังเจียว ลูกพี่ลูกน้องที่สวมชุดกระโปรงสีชมพูสดใสขัดกับวิถีชีวิตชาวบ้านทั่วไป นางยกชายแขนเสื้อขึ้นปิดปาก หัวเราะคิกคักด้วยจริตจะก้านที่ดัดแปลงมาอย่างสุดความสามารถ "ท่านแม่เจ้าคะ ท่านอย่าไปว่าพี่เสี่ยวหลิงสิเจ้าคะ นางคงคิดว่าตัวเองเป็นเทพธิดาจำแลงกระมัง ถึงได้คิดจะชุบชีวิตไก่ขี้เรื้อนพวกนี้ให้กลับมาฟักไข่ทองคำได้ ช่างน่าสมเพชเสียนี่กระไร ซื้อไก่ใกล้ตายมาเลี้ยง ไม่สู้เอาเงินไปซื้อซาลาเปาเนื้อกินให้อิ่มท้องก่อนตายจะไม่ดีกว่าหรือ?"
ถังเสี่ยวหลิงหยุดฝีเท้าลง นางไม่ได้วางตะกร้าลงในทันที แต่กลับใช้ดวงตากระจ่างใสที่บัดนี้แฝงประกายเย็นเยียบดุจน้ำแข็งจ้องมองสองแม่ลูกตรงหน้า สายตาของนางไร้ซึ่งความหวาดกลัวหรือความโกรธเกรี้ยว มีเพียงความว่างเปล่าราวกับกำลังมองดูฝูงแมลงวันตัวกวนใจ
"เรือนของข้ามิได้ต้อนรับสุนัขที่มาเห่าหอนหน้าประตู" น้ำเสียงของเด็กสาวราบเรียบ ทว่าทุกถ้อยคำกลับคมกริบดุจใบมีด "หากป้าสะใภ้ใหญ่กับน้องเจียวว่างงานนัก มิสู้เอาเวลาไปถอนหญ้าในนาสิบหมู่ที่ท่าน 'ได้มา' อย่างไร้ยางอายเถิด มัวแต่มายืนผายลมอันใดตรงนี้? หรือว่ากลิ่นเหม็นเน่าในจิตใจมันอัดอั้นจนต้องมาระบายออกที่หน้าบ้านผู้อื่น?"
"นังเด็กปากดี!" หวังชุ่ยฮวาใบหน้าเขียวคล้ำสลับแดงด้วยความโกรธจัด นางชี้หน้าเสี่ยวหลิงจนนิ้วสั่นระริก ไม่คิดว่านังหลานสาวหัวอ่อนในอดีตจะกล้ายอกย้อนด้วยถ้อยคำเชือดเฉือนถึงเพียงนี้
ถังเสี่ยวหลิงคร้านจะเสวนาต่อ นางหันหลังให้สองแม่ลูกอย่างหมดความสนใจ เดินตรงเข้าไปในลานหลังบ้านขนาดหนึ่งหมู่ของตนเอง การกระทำอันเย็นชาที่เพิกเฉยต่อการคงอยู่ของพวกนางโดยสิ้นเชิง ถือเป็นการตบหน้าหวังชุ่ยฮวาและถังเจียวฉาดใหญ่ยิ่งกว่าการทุบตีด้วยกำลัง
เด็กสาวปลดตะกร้าลงวางในมุมที่ร่มรื่นอย่างเบามือที่สุด ก่อนจะเริ่มลงมือทำงานของตนโดยไม่สนใจเสียงก่นด่าที่ยังคงแว่วมาจากหน้าประตู นางหยิบไม้กวาดทางมะพร้าวเก่าๆ มาปัดกวาดลานดินในมุมหนึ่งให้สะอาดสะอ้าน จากนั้นจึงนำแผ่นไม้ผุพังและเศษซี่ไผ่ที่กองทิ้งไว้มาประกอบเป็นคอกขนาดย่อม
ในสายตาของชาวบ้าน นี่อาจเป็นการกระทำที่ไร้สาระ ทว่าในมุมมองของสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ นี่คือขั้นตอนที่สำคัญที่สุด... 'การกั้นพื้นที่แยกโรค'
ถังเสี่ยวหลิงจัดแจงผูกมัดซี่ไผ่เข้าด้วยกันอย่างแน่นหนา สร้างเป็นปราการชั่วคราวเพื่อป้องกันมิให้ไก่ป่วยเหล่านี้สัมผัสกับสภาพแวดล้อมภายนอกโดยตรง ป้องกันทั้งลมหนาวที่อาจซัดสาดเข้ามา และป้องกันมิให้เชื้อโรคแพร่กระจายลงสู่ดินในลานบ้าน ทุกการเคลื่อนไหวของนางลื่นไหลและแฝงไปด้วยแบบแผนอันชาญฉลาด นางนำฟางแห้งที่สะอาดมารองพื้นคอก เพื่อสร้างความอบอุ่นให้กับสัตว์ปีกที่กำลังอ่อนแอถึงขีดสุด
หวังชุ่ยฮวาและถังเจียวยืนมองการกระทำอันเงียบเชียบและมุ่งมั่นนั้นด้วยความรู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่านในใจ พวกนางอุตส่าห์มารอเยาะเย้ยเพื่อหวังจะได้เห็นน้ำตาและความอับอายของเด็กสาว ทว่ากลับต้องมาพบกับกำแพงน้ำแข็งที่ตอกกลับมาอย่างไร้เยื่อใย
"ได้! ในเมื่อเจ้าอยากจะเล่นบทคนบ้าก็เชิญตามสบาย!" หวังชุ่ยฮวากระทืบเท้าด้วยความขัดใจ "พรุ่งนี้เช้าข้าจะมารอดูศพไก่ของเจ้า ถึงตอนนั้นอย่ามาก้มหัวร้องไห้ขอข้าวข้ากินก็แล้วกัน ไปเถอะเจียวเอ๋อร์ ปล่อยให้นังโง่นี่อยู่กับซากศพของมันไป!" สองแม่ลูกสะบัดหน้าเดินจากไปพร้อมกับเสียงบ่นกระปอดกระแปด ทิ้งให้ลานหลังบ้านกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง
เมื่อเสียงฝีเท้าของคนน่ารำคาญจากไป ถังเสี่ยวหลิงจึงถอนหายใจออกมาแผ่วเบา นางค่อยๆ เปิดฝากรงไม้ไผ่ออก สภาพของไก่ทั้งสิบตัวในเวลานี้เข้าขั้นวิกฤตอย่างแท้จริง ขนของพวกมันหลุดร่วง หงอนซีดเผือด และนอนนิ่งไม่ไหวติง นางค่อยๆ ช้อนตัวพวกมันออกมาวางบนฟางแห้งในคอกแยกโรคอย่างทะมัดทะแมงทีละตัว
ทว่าในจังหวะนั้นเอง ไก่ตัวที่ดูอ่อนแอที่สุดกลับเกิดอาการกระตุกเกร็ง ลำตัวของมันสั่นเทิ้มอย่างรุนแรง จะงอยปากอ้าพะงาบๆ หอบหายใจอย่างยากลำบากราวกับเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายกำลังจะเหือดหายไป สัญญาณแห่งมัจจุราชกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้เพียงชั่วพริบตา
สถานการณ์มาถึงจุดเป็นจุดตาย หากช้าไปเพียงครึ่งเค่อ ไก่ตัวนี้รวมถึงตัวอื่นๆ คงไม่พ้นต้องกลายเป็นซากศพจริงๆ อย่างที่ป้าสะใภ้ปรามาสไว้ นัยน์ตากระจ่างใสของถังเสี่ยวหลิงหรี่แคบลง ประกายแห่งความมุ่งมั่นพาดผ่านดวงตา ร่องรอยของสัตวแพทย์มือฉมังถูกปลุกเร้าขึ้นมาอย่างเต็มเปี่ยม นางไม่รีรอสิ่งใดอีกต่อไป จิตใต้สำนึกเชื่อมต่อเข้ากับห้วงมิติเร้นลับที่ซ่อนอยู่ภายในจิตวิญญาณทันที!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ลงมือรักษา]**