ลงมือรักษา

ห้วงแห่งความตระหนกไม่เคยมีอยู่ในพจนานุกรมของถังเสี่ยวหลิง ท่ามกลางความเป็นความตายของไก่ตัวที่อ่อนแอที่สุดซึ่งกำลังชักกระตุกอย่างรุนแรง จิตวิญญาณของเด็กสาวได้ดำดิ่งลงสู่ห้วงมิติเร้นลับส่วนตัวในชั่วพริบตา

รอบกายของนางแปรเปลี่ยนเป็นห้องสีขาวบริสุทธิ์ที่เรียงรายไปด้วยชั้นวางยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์อันคุ้นตา กลิ่นอายของความสะอาดสะอ้านและวิทยาการขั้นสูงลอยวนอยู่รอบตัว ทว่าถังเสี่ยวหลิงไม่มีเวลาให้ชื่นชมสิ่งใด นัยน์ตากระจ่างใสกวาดมองไปยังหมวดหมู่ยารักษาสัตว์ปีกอย่างรวดเร็ว มือบางเอื้อมหยิบขวดแก้วใสขนาดเล็กออกมาสองขวด

ขวดแรกคือโอสถระงับอาการแพ้และลดการอักเสบเฉียบพลัน เพื่อหยุดยั้งปฏิกิริยาตอบสนองทางภูมิคุ้มกันที่กำลังทำลายร่างกายของไก่ป่วย ส่วนขวดที่สองคือผงจุลินทรีย์ชนิดดี หรือที่ศาสตร์ของยุคสมัยนางเรียกว่าโปรไบโอติกส์ ซึ่งมีฤทธิ์ในการปรับสมดุลระบบนิเวศในลำไส้ ฟื้นฟูระบบย่อยอาหารที่ล้มเหลวให้กลับมาทำงานได้อีกครั้ง

เมื่อได้ของที่ต้องการ จิตของนางก็ดีดตัวกลับคืนสู่โลกแห่งความเป็นจริงในกระท่อมดินซอมซ่อ ลมหายใจของไก่ตัวที่ชักเกร็งเริ่มแผ่วเบาลงทุกขณะ ถังเสี่ยวหลิงรีบขยับกายอย่างคล่องแคล่ว นางนำน้ำต้มสุกที่ทิ้งไว้จนอุ่นพอดีเทลงในชามกระเบื้องบิ่นๆ จากนั้นจึงหยิบหญ้าชิงไต้ หรือสมุนไพรสีครามที่นางแอบเก็บและตากแห้งเตรียมไว้ก่อนหน้านี้ออกมา

หญ้าชิงไต้มีสรรพคุณเป็นเลิศในทางยาพื้นบ้าน ช่วยขับพิษร้อน ถอนพิษไข้ และลดอาการบวมอักเสบ นางจัดการนำหญ้าตากแห้งใส่ลงในครกหินใบเล็ก บดขยี้ด้วยความรวดเร็วและหนักแน่นจนกลายเป็นผงละเอียดสีเขียวอมฟ้า จากนั้นจึงเทผงสมุนไพรพื้นบ้านลงในน้ำอุ่น ตามด้วยการหยดโอสถระงับอาการแพ้ และโรยผงจุลินทรีย์จากห้วงมิติเร้นลับผสมผสานลงไป

ปลายก้านไม้ไผ่คนส่วนผสมในชามกระเบื้องอย่างเบามือ บังเกิดเป็นตัวยาเหลวสีครามอมเขียวที่ส่งกลิ่นหอมเย็นของสมุนไพรผสานกับความบริสุทธิ์ของตัวยาจากอีกยุคสมัย นี่คือการผสานศาสตร์แห่งการรักษาสองแขนงเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ ยาจากห้วงมิติจะทำหน้าที่หยุดยั้งอาการวิกฤตและฟื้นฟูจากภายในอย่างเฉียบขาด ในขณะที่หญ้าชิงไต้จะช่วยประคองธาตุและขับพิษไข้ตามวิถีธรรมชาติ เพื่อไม่ให้ร่างกายของสัตว์ปีกที่อ่อนแอต้องรับภาระหนักจนเกินไป

ถังเสี่ยวหลิงใช้กระบอกไม้ไผ่ขนาดเล็กที่เหลาปลายจนมนเกลี้ยงเกลาดั่งหลอดป้อนยา จุ่มสูบตัวยาสีครามขึ้นมาจนเต็ม นางขยับเข้าไปใกล้ร่างของไก่ตัวที่กำลังจะหมดลมหายใจ มือซ้ายช้อนใต้ลำคอของมันขึ้นมาอย่างทะมัดทะแมง นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้กดลงบนตำแหน่งใต้กรามเบาๆ ด้วยน้ำหนักที่พอดี อาศัยสัญชาตญาณและความเชี่ยวชาญของสัตวแพทย์มือฉมัง บังคับให้จะงอยปากที่ปิดสนิทอ้าออกโดยไม่ทำให้สัตว์เกิดความตื่นตระหนก

นัยน์ตาของเด็กสาวเพ่งมองเข้าไปในช่องปากที่ซีดเซียว นางหลบเลี่ยงช่องทางของหลอดลมอย่างระมัดระวัง ก่อนจะสอดปลายกระบอกไม้ไผ่ลงสู่หลอดอาหารโดยตรง แล้วค่อยๆ ดันตัวยาเหลวให้ไหลลงไปอย่างช้าๆ

"กลืนลงไปซะ... หากเจ้าอยากมีชีวิตรอด" นางพึมพำแผ่วเบา นิ้วเรียวลูบไล้ไปตามลำคอของมันเบาๆ เป็นจังหวะ เพื่อกระตุ้นปฏิกิริยาการกลืนตามหลักสรีรวิทยา เพียงชั่วอึดใจ ไก่ตัวนั้นก็กลืนยาลงคอไปจนหมด อาการกระตุกเกร็งที่รุนแรงดูเหมือนจะทุเลาลงเล็กน้อย แม้จะยังร่อแร่ แต่นางก็สามารถยื้อพญามัจจุราชเอาไว้ได้สำเร็จ

เมื่อจัดการตัวที่วิกฤตที่สุดเสร็จสิ้น ถังเสี่ยวหลิงก็ไม่ยอมปล่อยเวลาให้เสียเปล่า นางลงมือป้อนยาไก่ที่เหลืออีกเก้าตัวด้วยวิธีการเดียวกัน ทุกท่วงท่าการจับบังคับ ทุกจังหวะการหยดโอสถ ล้วนเปี่ยมไปด้วยความนุ่มนวลทว่าเด็ดขาด ไม่มีไก่ตัวใดสำลัก ไม่มีตัวยาใดหกเลอะเทอะสูญเปล่า แม้ในร่างของเด็กสาวชาวบ้านผู้ผอมโซ แต่วิญญาณที่ประทับอยู่คือปรมาจารย์แห่งการเยียวยาสรรพสัตว์

เวลาล่วงเลยผ่านไปจนดวงจันทร์ลอยเด่นกลางสิบห้าค่ำ ลมหนาวแห่งต้นเหมันต์ฤดูพัดลอดผ่านรอยแตกของผนังดินเข้ามา บรรยากาศภายในกระท่อมหลังน้อยหนาวเหน็บจนเสียดกระดูก ทว่าถังเสี่ยวหลิงกลับไม่ยอมขยับลุกไปซุกตัวใต้ผ้าห่ม นางเพียงดึงเสื้อกันหนาวตัวเก่าที่เต็มไปด้วยรอยปะชุนมาคลุมไหล่ รื้อฟืนและเศษไม้แห้งมาสุมในเตาไฟเล็กๆ เพื่อสร้างความอบอุ่นให้แก่คอกแยกโรค

ไก่บางตัวอาการหนักหนาสาหัสจนแทบไม่ลืมตา ร่างกายของพวกมันผอมโซจนเห็นกระดูก นอนซุกตัวรวมกันเป็นก้อนกลมใต้แสงไฟสลัว ถังเสี่ยวหลิงนั่งกอดเข่าอยู่หน้าคอก ดวงตากลมโตสะท้อนแสงไฟที่วูบไหว นางจ้องมองดูการขยับขึ้นลงของทรวงอกพวกมันตาไม่กะพริบ

การเฝ้าดูอาการหลังการให้ยาคือช่วงเวลาที่บีบคั้นหัวใจที่สุดสำหรับผู้เป็นหมอ แม้จะมั่นใจในสรรพคุณยาจากมิติและสมุนไพรชิงไต้ แต่นางก็ตระหนักดีว่าร่างกายของไก่เหล่านี้บอบช้ำเกินไป หากคืนนี้พวกมันทนรับการปรับสภาพร่างกายไม่ไหว ทุนรอนก้อนสุดท้ายและความหวังในการพลิกชะตาชีวิตของนางย่อมพังทลายลงไม่เป็นท่า

ความเงียบสงัดของยามวิกาลถูกแทรกด้วยเสียงปะทุของฟืนในเตา เวลาไหลผ่านไปอย่างเชื่องช้าและทรมาน ทุกครั้งที่มีไก่ตัวใดตัวหนึ่งขยับปีก หรือส่งเสียงครางแผ่วเบาในคอ ถังเสี่ยวหลิงจะต้องรีบชะโงกหน้าเข้าไปตรวจดูความผิดปกติ นางไม่ได้หลับตาลงเลยแม้แต่ครึ่งก้านธูป ความลุ้นระทึกเกาะกุมอยู่ในอก ทว่าใบหน้ายังคงเรียบเฉยเยือกเย็น

จนกระทั่งยามโฉ่ว (01.00 - 02.59 น.) ล่วงเลยเข้าสู่ช่วงที่หนาวเหน็บและมืดมิดที่สุดของค่ำคืน จู่ๆ ท่ามกลางความเงียบงัน ไก่ตัวแรกสุดที่เคยมีอาการชักกระตุกเกร็งและถูกป้อนยาเป็นตัวแรก ก็เกิดการตอบสนองที่ผิดแปลกไป!

มันส่งเสียงร้องแหลมเล็กดังก้องขึ้นมาหนึ่งครั้ง ปีกทั้งสองข้างตีพะพือลงบนกองฟางอย่างแรงราวกับพยายามจะตะเกียกตะกายลุกขึ้น ทว่าเพียงเสี้ยววินาทีต่อมา ลำตัวของมันกลับกระตุกเฮือก คอพับอ่อนตกลงไปกองกับพื้นฟาง ร่างกายแข็งทื่อปราศจากการเคลื่อนไหวใดๆ ลมหายใจที่เคยรวยรินดูเหมือนจะขาดห้วงไปในทันที

ถังเสี่ยวหลิงเบิกตากว้าง หัวใจในอกกระตุกวูบหล่นร่วงลงสู่ปลายเท้า นางรีบถลันตัวเข้าไปเปิดประตูกรงไม้ไผ่ออก มือบางสั่นสะท้านเล็กน้อยขณะเอื้อมออกไปสัมผัสร่างที่แข็งทื่อของมัน...

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: รอดตายปาฏิหาริย์]**