ปรับปรุงเล้าไก่

สายลมฤดูใบไม้ร่วงพัดกระหน่ำระลอกแล้วระลอกเล่า ท่ามกลางความมืดมิดของยามราตรี โครงไม้ไผ่เก่าคร่ำคร่าที่ใช้เป็นเล้าไก่ชั่วคราวสั่นสะท้านและส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดบาดหู ถังเสี่ยวหลิงยืนหยัดอยู่กลางลานบ้าน ดวงตากระจ่างใสจ้องมองเพิงฟางที่โอนเอนราวกับเรือลำน้อยกลางพายุด้วยความเคร่งเครียด

นางย่อมรู้ดีว่าการบำรุงด้วยอาหารผสมโอสถสกัดนั้นเป็นเพียงปัจจัยภายใน หากแต่สภาพแวดล้อมและที่อยู่อาศัยคือปัจจัยภายนอกที่ไม่อาจละเลย ไก่ป่าและสัตว์ปีกทั้งหลายนั้นอ่อนไหวต่อลมหนาวและโรคระบาด หากปล่อยให้ลมเย็นยะเยือกจากภูเขาชุยผิงพัดโกรกเข้ามาได้ตลอดคืน หรือปล่อยให้ช่องโหว่ของรั้วกลายเป็นประตูต้อนรับพังพอนและสุนัขจิ้งจอกที่หิวโซ ต้นทุนชีวิตที่นางเพียรพยายามกอบกู้มาย่อมมลายสูญในพริบตา

ทว่าลำพังเรี่ยวแรงของเด็กสาววัยแรกรุ่นที่เพิ่งฟื้นไข้ ไม่อาจตัดไม้ไผ่ลำใหญ่หรือปีนป่ายขึ้นไปมุงหลังคาให้แน่นหนาได้ด้วยตัวคนเดียว นางจำต้องพึ่งพากำลังของบุรุษผู้มีความชำนาญ

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น เมื่อแสงตะวันสีทองฉาบทาเหนือยอดเขา ถังเสี่ยวหลิงเดินออกจากลานบ้านมุ่งหน้าไปยังเรือนของครอบครัวเจ้าที่อยู่ติดกัน เสียงมีดพร้ากระทบเขียงไม้ดังแว่วมาให้ได้ยิน เจ้าเถี่ยซู่กำลังเตรียมเครื่องมือสำหรับออกไปทำงานในนา ขณะที่หลินอวี้หลานกำลังวุ่นวายอยู่กับการตากเมล็ดผัก

"อ้าว เสี่ยวหลิงแต่เช้าตรู่ มีเรื่องอันใดให้ลุงช่วยหรือไม่" เจ้าเถี่ยซู่เงยหน้าขึ้นมาเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้มซื่อตรง แม้จะเป็นเพียงชาวนาธรรมดา แต่แววตาของเขากลับเปี่ยมไปด้วยความเมตตาและจริงใจ

เด็กสาวค้อมศีรษะแสดงความเคารพอย่างมีมารยาท ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและชัดเจน "ท่านลุงเจ้า ข้ามีเรื่องอยากรบกวนท่านสักคราเจ้าค่ะ เล้าไก่ที่ลานหลังบ้านของข้าทรุดโทรมเต็มทน หากปล่อยไว้ลมหนาวคงพัดจนพังทลาย ข้าอยากขอแรงท่านลุงช่วยซ่อมหลังคาและล้อมรั้วไม้ไผ่ให้มิดชิด..."

นางสูดหายใจเข้าลึก ก่อนจะกล่าวต่อด้วยแววตาเด็ดเดี่ยว "ทว่ายามนี้ข้าไร้ซึ่งเงินทอง ไม่อาจจ่ายค่าจ้างเป็นอีแปะให้ท่านได้ ข้าจึงอยากขอใช้แรงงานของข้าเป็นการแลกเปลี่ยน ข้าจะไปช่วยถอนหญ้าในนาของบ้านเจ้าแทนค่าแรงและค่าไม้ไผ่ ท่านลุงเห็นสมควรหรือไม่เจ้าคะ"

เจ้าเถี่ยซู่ชะงักไปครู่หนึ่ง เขามองดรุณีตรงหน้าด้วยความประหลาดใจระคนชื่นชม เดิมทีหากนางเอ่ยปากขอร้อง เขาผู้เป็นเพื่อนบ้านที่เห็นกันมาแต่อ้อนแต่ออกย่อมยินดีช่วยเหลือโดยไม่คิดมูลค่า ทว่าถังเสี่ยวหลิงในวันนี้กลับแตกต่างออกไป นางไม่ยอมรับความสงสารอย่างไร้ศักดิ์ศรี แต่เลือกที่จะใช้หยาดเหงื่อแรงกายของตนเพื่อแลกเปลี่ยนอย่างเท่าเทียมและยุติธรรม

"เด็กโง่เอ๋ย เรื่องเล็กน้อยเพียงเท่านี้ ใยต้องพูดจาห่างเหินเป็นทางการถึงเพียงนั้น" เจ้าเถี่ยซู่หัวเราะเบาๆ แต่เมื่อเห็นสายตาจริงจังที่ไม่มีแววล้อเล่นของเด็กสาว เขาก็พยักหน้ารับอย่างหนักแน่น "ตกลง ในเมื่อเจ้ามีใจมุมานะ ลุงก็จะรับข้อเสนอนี้ วันนี้ลุงจะไปจัดการเล้าไก่ให้เจ้า ส่วนเรื่องถอนหญ้าในนา ไว้เจ้าจัดการธุระทางนี้เสร็จค่อยไปทำก็ยังไม่สาย"

การตกลงแลกเปลี่ยนแรงงานในครั้งนี้ ไม่เพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของถังเสี่ยวหลิงได้ แต่ยังเป็นการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสองครอบครัวให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นด้วยพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกัน

สายวันนั้น ลานหลังบ้านตระกูลถังก็คลาคล่ำไปด้วยเสียงฟันไม้และเสียงตอกลิ่ม เจ้าเถี่ยซู่แบกมัดไม้ไผ่สีสุกที่ตัดเตรียมไว้จากหลังเขาและหอบฟางแห้งฟ่อนใหญ่มาถึง เขาลงมือทำงานอย่างคล่องแคล่ว ท่อนแขนกำยำผ่ากระบอกไม้ไผ่ออกเป็นซีกๆ เพื่อเตรียมสานเป็นรั้ว

ถังเสี่ยวหลิงไม่ได้ยืนดูอยู่เฉยๆ นางคอยเป็นลูกมือหยิบจับเครื่องมือส่งให้ พร้อมกับใช้ความรู้ด้านสัตวบาลจากยุคก่อนมาประยุกต์ใช้ในการออกแบบโครงสร้างอย่างแยบยล

"ท่านลุงเจ้า รบกวนท่านสานรั้วด้านล่างให้ตาถี่สักหน่อยนะเจ้าคะ ฝังลึกลงไปในดินสักครึ่งฉื่อ เพื่อป้องกันมิให้พวกงูหรือพังพอนขุดดินลอดเข้ามาได้ ส่วนใต้หลังคาด้านบน... ขอให้เว้นช่องลมไว้สักเล็กน้อย ให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก ไก่จะได้ไม่อึดอัดจนล้มป่วยเจ้าค่ะ"

เจ้าเถี่ยซู่เลิกคิ้วด้วยความทึ่ง แม้จะเป็นเพียงการซ่อมเล้าไก่เล็กๆ แต่รายละเอียดที่เด็กสาวชี้แนะกลับสมเหตุสมผลและรอบคอบยิ่งนัก เขาทำตามคำแนะนำของนางอย่างว่าง่าย สานซีกไม้ไผ่ขัดกันจนแน่นหนาไม่มีช่องโหว่ให้สัตว์ร้ายแทรกตัวเข้ามาได้ จากนั้นจึงปีนขึ้นไปบนโครงไม้ไผ่ นำฟางแห้งมามุงซ้อนกันเป็นชั้นหนา ปูทับด้วยกิ่งไม้และผูกมัดด้วยเถาวัลย์อย่างแน่นหนาเพื่อป้องกันลมกรรโชก

เวลาล่วงเลยจนถึงยามอู่ (11.00 - 12.59 น.) เล้าไก่โฉมใหม่ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า มันไม่ใช่อาณาจักรที่หรูหรา หากแต่เป็นป้อมปราการขนาดย่อมที่แข็งแกร่ง รั้วไม้ไผ่สูงตระหง่านล้อมรอบพื้นที่อย่างมิดชิด หลังคาฟางหนานุ่มให้ความอบอุ่นและกันลมฝนได้อย่างยอดเยี่ยม ภายในเล้ายังมีมุมสำหรับวางรังฟางที่นางเตรียมไว้สำหรับการวางไข่ในอนาคต

ไก่ทั้งสิบตัวที่ถูกปล่อยให้เดินเตาะแตะอยู่ริมรั้ว ดูเหมือนจะรับรู้ได้ถึงความปลอดภัยของบ้านหลังใหม่ พวกมันส่งเสียงร้องกะต๊ากๆ อย่างเริงร่า พากันเดินเข้าไปสำรวจภายในเล้า คุ้ยเขี่ยกองฟางอย่างมีความสุข

"เอาล่ะ เรียบร้อยแล้ว" เจ้าเถี่ยซู่ยกหลังมือปาดเหงื่อบนหน้าผาก มองผลงานของตนด้วยความพึงพอใจ "เล้าไก่นี้แข็งแรงพอจะทนลมหนาวไปได้ตลอดฤดู ต่อให้มีพังพอนภูเขาลงมาก็กัดไม้ไผ่ไม่เข้าหรอก"

"ขอบพระคุณท่านลุงเจ้ามากเจ้าค่ะ พรุ่งนี้เช้าข้าจะไปที่นาของท่านแต่ตรู่" ถังเสี่ยวหลิงค้อมศีรษะ รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนมุมปาก แม้จะเป็นเพียงก้าวเล็กๆ แต่โครงสร้างพื้นฐานของฟาร์มปศุสัตว์ของนางได้ถูกวางรากฐานอย่างมั่นคงแล้ว

เมื่อเจ้าเถี่ยซู่ขอตัวกลับไปพักผ่อน ถังเสี่ยวหลิงก็กลับมาหมกมุ่นกับการเตรียมอาหารผสมไส้เดือนสูตรพิเศษ เพื่อเร่งการเจริญเติบโตของไก่เหล่านี้ให้พร้อมสำหรับการให้ผลผลิต ทุกอย่างดูเหมือนจะดำเนินไปอย่างราบรื่นและเปี่ยมด้วยความหวัง

ทว่า... กลิ่นอายของไก่ที่ฟื้นตัวและเริ่มอวบอ้วนขึ้นอย่างผิดหูผิดตานั้น ช่างหอมหวนเกินกว่าจะรอดพ้นประสาทสัมผัสของนักล่าแห่งพงไพร

ยามดึกสงัด เมื่อความมืดกลืนกินหมู่บ้านไป๋เหมา สายลมเย็นเยือกพัดลงมาจากยอดเขาชุยผิงอีกครา นำพาเอาเงาร่างสายหนึ่งเร้นกายมาตามพงหญ้าสูงนอกรั้วบ้านตระกูลถัง ดวงตาสีเหลืองอำพันคู่หนึ่งวาวโรจน์อยู่ในความมืด สัญชาตญาณดิบเถื่อนของมันถูกกระตุ้นด้วยกลิ่นคาวเลือดเนื้ออันโอชะที่ลอยออกมาจากเล้าไก่หลังใหม่

*แกรก... แกรก...*

เสียงกรงเล็บแหลมคมขูดขีดลงบนซีกไม้ไผ่ที่เพิ่งสานเสร็จใหม่ๆ ดังแผ่วเบาฝ่าความเงียบงัน สัตว์ร้ายตัวนั้นกำลังทดสอบความแข็งแกร่งของป้อมปราการ มันเดินวนเวียนหาช่องโหว่ ก่อนจะพุ่งตัวกระแทกเข้ากับมุมหนึ่งของรั้วอย่างแรง!

*ตึง!!*

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ขนเงางาม]**