กลิ่นเนื้อหมูเจ้าปัญหา

ภายหลังจากที่กู้เยี่ยนจากไปพร้อมกับความงุนงงสับสน หลินมู่มู่ผู้หลับใหลอย่างเป็นสุขท่ามกลางเหล่าสุกรผู้สงบเสงี่ยมก็ค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้น นางบิดขี้เกียจคราหนึ่ง รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน การอู้งานช่างเป็นโอสถทิพย์ขนานเอกโดยแท้

เมื่อท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีครามเข้ม แสงสุดท้ายของวันกำลังจะลับขอบฟ้า กระเพาะน้อยๆ ของนางก็เริ่มส่งเสียงประท้วงขึ้นมาเบาๆ หลินมู่มู่เดินเอื่อยเฉื่อยกลับมายังเรือนพักยุวชน บรรยากาศเงียบสงัดกว่าปกติ ด้วยเหล่าสหายยุวชนส่วนใหญ่ยังคงตรากตรำทำงานอยู่ในไร่นาเพื่อเก็บแต้มกงเฝินให้ได้มากที่สุดก่อนหมดวัน

ช่างเป็นโอกาสอันดี!

ดวงตาของหลินมู่มู่ทอประกายระยับ นางย่องเงียบไปยังโรงครัวเล็กๆ ท้ายเรือนพักซึ่งใช้ร่วมกัน ในใจพลันนึกถึงรางวัลชิ้นใหญ่ที่ระบบเพิ่งมอบให้...เนื้อหมูสามชั้นหนึ่งจินเต็มๆ!

ในยุคสมัยที่ข้าวสารทุกเม็ด เนื้อทุกชิ้นมีค่าดั่งทองคำ การได้ลิ้มรสเนื้อหมูถือเป็นความหรูหราที่มิอาจฝันถึงได้บ่อยครั้งนัก แต่นาง...หลินมู่มู่...เพียงแค่นอนหลับก็ได้รับมันมาอย่างง่ายดาย

นางใช้ความคิดเพียงเล็กน้อย เนื้อหมูสามชั้นสดใหม่ราวกับเพิ่งออกจากโรงเชือดก็ปรากฏขึ้นในมือน้ำหนักพอดีหนึ่งจิน ชิ้นเนื้อมีชั้นไขมันสีขาวนวลสลับกับชั้นเนื้อสีแดงสดเป็นลวดลายงดงามน่ารับประทาน แค่เห็นก็น้ำลายสอแล้ว

หลินมู่มู่ไม่รอช้า นางหยิบมีดฝานเนื้อหมูออกเป็นแผ่นบางๆ อย่างชำนาญ ความทรงจำจากชาติก่อนในฐานะนักชิมผู้ช่ำชองผุดขึ้นมาโดยอัตโนมัติ นางจุดเตาถ่านขนาดเล็ก ควันไฟลอยขึ้นเพียงเบาบางก่อนจะจางหายไปในอากาศยามเย็น จากนั้นจึงค่อยๆ บรรจงวางแผ่นเนื้อหมูลงบนกระทะเหล็กที่ร้อนได้ที่

ฉ่าาาา!

เสียงไขมันปะทะกับความร้อนดังขึ้นพร้อมกับกลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ที่ระเบิดออกมาทันที กลิ่นหอมของเนื้อหมูที่กำลังถูกย่างจนไขมันละลายออกมาเคลือบชิ้นเนื้อให้เป็นสีทองอร่าม มันคือกลิ่นสวรรค์ที่สามารถปลุกวิญญาณคนตายให้ฟื้นคืนได้ กลิ่นที่รุนแรงและยั่วยวนเกินกว่าจะเก็บงำไว้ได้ในยุคแห่งความขาดแคลนเช่นนี้

หลินมู่มู่หลับตาพริ้ม สูดดมกลิ่นหอมกรุ่นที่ตนเป็นผู้สร้างขึ้นด้วยความสุขใจ นางหารู้ไม่ว่า กลิ่นเนื้อหมูเจ้าปัญหานี้ได้ลอยลมฝ่าความมืดของราตรี ไปกระทบเข้ากับนาสิกของบุคคลที่ไม่พึงประสงค์เข้าอย่างจัง

ณ ลานหน้าหมู่บ้าน หวังต้าฮวา ป้าใหญ่ร่างท้วมผู้เป็นกระบอกเสียงประจำหมู่บ้านชิงสุ่ยหยา พลันชะงักฝีเท้าที่กำลังจะก้าวกลับบ้าน นางสูดจมูกฟุดฟิดไปมาสองสามครั้ง ดวงตาหยีเล็กเบิกกว้างขึ้นด้วยความตื่นเต้นระคนอิจฉา

"กลิ่นเนื้อ! นี่มันกลิ่นเนื้อหมูย่างชัดๆ!"

ในยามข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ ใครกันบังอาจมีปัญญาหาเนื้อหมูมากินได้? หากเป็นครอบครัวหัวหน้าหมู่บ้านหรือบ้านผู้ใหญ่บ้านก็ว่าไปอย่าง แต่นี่...ทิศทางของกลิ่นมันลอยมาจากเรือนพักของเหล่าหนุ่มสาวปัญญาชน!

ความคิดชั่วร้ายแล่นปราดขึ้นมาในสมองของหวังต้าฮวา หรือว่าจะเป็นของที่ถูกขโมยมาจากโรงครัวส่วนกลาง? หากนางจับได้คาหนังคาเขา ไม่เพียงแต่จะได้หน้า ได้รับคำชมเชยจากคณะกรรมการหมู่บ้าน บางทีอาจมีรางวัลเป็นคูปองอาหารติดไม้ติดมือกลับมาด้วย!

เมื่อคิดได้ดังนั้น หวังต้าฮวาก็ไม่ลังเลอีกต่อไป นางสาวเท้ายาวๆ มุ่งหน้าตรงไปยังเรือนพักยุวชนทันที โดยมีสวี่หย่าถิงซึ่งเพิ่งเลิกงานและกำลังเดินผ่านมาพอดีมองตามด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ สวี่หย่าถิงแอบได้ยินหวังต้าฮวาพึมพำเรื่องกลิ่นเนื้อ นางปะติดปะต่อเรื่องราวได้อย่างรวดเร็ว ใบหน้าซีดเซียวจากความเหนื่อยล้าพลันปรากฏรอยยิ้มหยัน...หลินมู่มู่เอ๋ย วันนี้เจ้าคงไม่รอดเงื้อมมือข้าแล้ว! นางแสร้งทำเป็นเดินตามไปสมทบอยู่ห่างๆ ราวกับเป็นผู้สังเกตการณ์โดยบังเอิญ

ปัง! ปัง! ปัง!

เสียงทุบประตูรุนแรงจนน่ากลัวดังขึ้น พร้อมกับเสียงตวาดลั่นของหวังต้าฮวา "เปิดประตู! เปิดเดี๋ยวนี้! ข้ารู้ว่ามีคนแอบขโมยของส่วนรวมมาซ่อนไว้ในนี้! ใครที่กำลังกินของดีๆ อยู่ รีบเอาออกมาซะดีๆ!"

หลินมู่มู่ที่กำลังจะคีบเนื้อหมูชิ้นสุดท้ายเข้าปากถึงกับสะดุ้งสุดตัว! เสียงนี้จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากหวังต้าฮวา!

นางไม่เสียเวลาตื่นตระหนก ในเสี้ยวพริบตาที่เสียงฝีเท้าหลายคู่ดังใกล้เข้ามา หลินมู่มู่ใช้ความคิดรวบรวมสมาธิ สรรพสิ่งบนเตา ทั้งกระทะเหล็ก เนื้อหมูย่างสีทองน่ากิน ตะเกียบ แม้กระทั่งคราบไขมันที่กระเด็นออกมา...ทั้งหมดพลันอันตรธานหายไปจากสายตา ถูกเก็บเข้าไปในมิติลับส่วนตัวของนางอย่างรวดเร็วจนน่าเหลือเชื่อราวกับไม่เคยมีอยู่

จากนั้นนางจึงรีบคว้ากาต้มน้ำใบเก่ามาวางบนเตาแทนที่อย่างรวดเร็ว พร้อมกับกำสมุนไพรตากแห้งกลิ่นฉุนที่แขวนอยู่ข้างฝาโยนลงไปในน้ำที่ยังคงร้อนระอุทันที

แอ๊ด...

ประตูโรงครัวถูกกระชากเปิดออกอย่างแรงโดยไม่รอให้เจ้าของห้องอนุญาต ร่างท้วมของหวังต้าฮวาปรากฏขึ้นพร้อมกับชาวบ้านอีกสองสามคนที่ถูกลากมาเป็นพยาน ใบหน้าของนางแดงก่ำด้วยความตื่นเต้นที่จะได้จับขโมยให้มั่นคา แต่ภาพที่เห็นกลับทำให้นางต้องขมวดคิ้วมุ่น

ภายในโรงครัวเล็กๆ มีเพียงหลินมู่มู่นั่งอยู่หน้าเตาด้วยท่าทางสงบนิ่ง ในกาต้มน้ำมีเพียงไอน้ำร้อนกรุ่นพร้อมกับกลิ่นสมุนไพรแปลกๆ ฉุนกึกจนแสบจมูกลอยออกมา ไม่มีวี่แววของเนื้อหมูย่างแม้แต่ชิ้นเดียว

"เนื้อล่ะ! เนื้อหมูที่เจ้าขโมยมาซ่อนไว้ที่ไหน!" หวังต้าฮวาทะยานเข้าไป จ้องเขม็งไปทั่วทุกซอกทุกมุม

หลินมู่มู่เอียงคอ กะพริบตาปริบๆ ดวงตากลมโตฉายแววใสซื่อบริสุทธิ์ "เนื้ออะไรหรือเจ้าคะ ท่านป้าหวัง? ข้าเพียงแค่รู้สึกหนาวๆ เลยมาต้มน้ำสมุนไพรดื่มไล่ความเย็นเท่านั้นเอง"

"อย่ามาโกหก! ข้าได้กลิ่นชัดเจน! กลิ่นเนื้อหมูย่างหอมฟุ้งไปทั่ว!" หวังต้าฮวาตวาดลั่น พยายามดมหากลิ่นที่ปรารถนา แต่บัดนี้กลับมีเพียงกลิ่นสมุนไพรฉุนกึกตลบอบอวลไปทั่วทั้งห้องจนกลบกลิ่นอื่นไปจนหมดสิ้น

สวี่หย่าถิงที่ยืนแอบมองอยู่ด้านนอกขมวดคิ้วแน่น เป็นไปได้อย่างไร? นางก็ได้กลิ่นชัดๆ เหตุใดจึงไม่เหลือร่องรอยใดๆ เลย

ความวุ่นวายดังไปถึงหูของกู้เยี่ยนที่กำลังเดินตรวจตราความเรียบร้อย เขามาถึงพร้อมกับใบหน้าเคร่งขรึมและน้ำเสียงเย็นเยียบดุจน้ำแข็งพันปี "เกิดอะไรขึ้น? เหตุใดจึงมาส่งเสียงดังเอะอะโวยวายกันที่นี่?"

หวังต้าฮวารีบฟ้องทันที "หัวหน้ากู้! ท่านมาก็ดีแล้ว! ข้าสงสัยว่ายุวชนหลินแอบขโมยเนื้อจากโรงครัวส่วนกลางมาย่างกิน! ข้าได้กลิ่นชัดเจน แต่พอมาถึงนางกลับซ่อนของกลางไปหมดแล้ว!"

กู้เยี่ยนปรายตามองไปรอบๆ โรงครัวที่เล็กและแคบอย่างประเมิน ก่อนจะหยุดลงที่กาต้มน้ำสมุนไพรบนเตา แล้วหันไปมองหลินมู่มู่ที่ยังคงนั่งนิ่งด้วยสีหน้าไม่ทุกข์ไม่ร้อน

"ยุวชนหลิน มีอะไรจะแก้ต่างหรือไม่?"

หลินมู่มู่ลุกขึ้นยืนช้าๆ โค้งคำนับให้เขาอย่างนอบน้อม "เรียนหัวหน้ากู้ ข้าไม่ได้ขโมยอะไรทั้งสิ้นเจ้าค่ะ ข้าเพียงต้มน้ำสมุนไพรดื่มตามปกติ อากาศเริ่มเย็นแล้ว ข้ากลัวว่าจะไม่สบายจนทำงานให้ส่วนรวมไม่ได้เต็มที่เท่านั้นเอง"

คำพูดของนางสมเหตุสมผลไร้ที่ติ ทั้งยังแฝงนัยว่าที่ทำไปก็เพื่อส่วนรวม กู้เยี่ยนพยักหน้าช้าๆ เขาหันกลับไปเผชิญหน้ากับหวังต้าฮวาด้วยสายตาคมกริบ "ท่านป้าหวัง ท่านมีหลักฐานอื่นอีกหรือไม่ นอกจาก 'กลิ่น' ที่ท่านว่า?"

หวังต้าฮวาอึกอัก พูดไม่ออก "ก็...ก็มันไม่มีแล้ว แต่ข้าสาบานได้ว่า..."

"พอแล้ว!" กู้เยี่ยนตัดบทอย่างเฉียบขาด "ในเมื่อไม่มีหลักฐาน การบุกรุกเข้าที่พักของผู้อื่นและกล่าวหาอย่างเลื่อนลอยถือเป็นความผิดร้ายแรงที่ทำลายความสามัคคีในหมู่คณะ! ท่านป้าหวัง ในฐานะที่เป็นผู้อาวุโส ท่านควรเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่คนรุ่นหลัง มิใช่สร้างความวุ่นวายไร้สาระเช่นนี้! กลับไปทบทวนความผิดของตนเองเสีย!"

หวังต้าฮวาหน้าซีดเผือด นางไม่เคยถูกกู้เยี่ยนตำหนิด้วยถ้อยคำรุนแรงเช่นนี้ต่อหน้าธารกำนัลมาก่อน ความอับอายแล่นปราดขึ้นมาจนใบหน้าสลับเขียวสลับแดง ก่อนจะกระทืบเท้าปึงปังเดินจากไปอย่างหัวเสีย ชาวบ้านที่เหลือเห็นท่าไม่ดีก็รีบสลายตัวไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้สวี่หย่าถิงยืนกำหมัดแน่นด้วยความผิดหวังและเจ็บใจ

บัดนี้ในโรงครัวจึงเหลือเพียงหลินมู่มู่และกู้เยี่ยนสองต่อสอง บรรยากาศพลันเงียบสงัดลงจนได้ยินเสียงถ่านในเตาปะทุเบาๆ

กู้เยี่ยนยังไม่ไปไหน เขายืนนิ่ง ดวงตาคมดุจเหยี่ยวยังคงจับจ้องอยู่ที่นางไม่วางตา สายตาของเขามิได้แสดงความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยม แต่กลับฉายแววครุ่นคิดและสงสัยอย่างลึกซึ้ง ราวกับกำลังพยายามมองให้ทะลุเปลือกนอกอันใสซื่อของนางเข้าไป

เขากวาดสายตามองใบหน้าที่งดงามแต่เยือกเย็นของนางอีกครั้ง ก่อนที่สายตาจะเลื่อนลงไปหยุดอยู่ที่เตาถ่านที่ยังคงมีไฟคุแดงอยู่...แล้วพลันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่แฝงไปด้วยความหมายที่ยากจะหยั่งถึง

"สมุนไพรของเจ้า...ช่างมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์เสียจริงนะ ยุวชนหลิน"