แต้มกงเฝินที่น่าขัน
ภายใต้แสงไฟสลัวในโรงครัว เสียงปะทุของถ่านในเตายิ่งขับเน้นให้บรรยากาศเงียบสงัดลงจนน่าอึดอัด วาจาเรียบเฉยแต่แฝงนัยลึกล้ำของกู้เยี่ยนลอยวนเวียนอยู่ในอากาศ "สมุนไพรของเจ้า...ช่างมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์เสียจริงนะ ยุวชนหลิน"
หลินมู่มู่เงยหน้าขึ้นสบตากับดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวคู่นั้น ในใจนางเย้ยหยันเล็กน้อย บุรุษผู้นี้ช่างหลักแหลมเสียจริง เพียงแค่กลิ่นเนื้อย่างจางๆ ที่หลงเหลืออยู่ก็ทำให้เขาเกิดความสงสัยได้ถึงเพียงนี้
ทว่าบนใบหน้างดงามกลับไม่ปรากฏร่องรอยความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย นางเพียงเอียงศีรษะเล็กน้อย ทำทีเป็นไร้เดียงสา "สมุนไพรหรือ? อ้อ...ท่านหัวหน้าคงหมายถึงสมุนไพรป่าที่ข้าเก็บได้จากเชิงเขากระมังเจ้าคะ ได้ยินผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านกล่าวว่ามันช่วยบำรุงร่างกายได้ ข้าจึงลองนำมาต้มดื่มดู"
นางกล่าววาจาอย่างราบรื่นไร้พิรุธ ทั้งยังเป็นคำอธิบายที่สมเหตุสมผลที่สุดในสถานการณ์เช่นนี้ กู้เยี่ยนหรี่ตาลงเล็กน้อย แววสงสัยในดวงตายังไม่จางหายไป เขายังคงจ้องมองนางราวกับจะมองให้ทะลุเข้าไปถึงจิตวิญญาณ ทว่าเมื่อไม่เห็นสิ่งใดผิดปกติบนใบหน้าอันเยือกเย็นและใสซื่อนั้น เขาก็ทำได้เพียงเก็บงำความกังขาไว้ในใจ
"เช่นนั้นหรือ" เขากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบดังเดิม "เช่นนั้นก็รบกวนเจ้าแล้ว"
กล่าวจบเขาก็หมุนกายเดินจากไป ทิ้งให้หลินมู่มู่ยืนมองแผ่นหลังกว้างและองอาจของเขาจนลับสายตา นางลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกในใจ บุรุษผู้นี้อันตรายเกินไปแล้ว ดูท่าหนทางสู่การเป็นปลาเค็มของนางคงมิได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสียทีเดียว
...
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว เผลอครู่เดียวก็สิ้นสุดสัปดาห์แรกของการทำงานในฐานะยุวชนหญิงผู้บุกเบิก
ยามเย็นหลังเลิกงาน เสียงระฆังเหล็กดังขึ้นเป็นสัญญาณให้ทุกคนมารวมตัวกันที่ลานนวดข้าวประจำหมู่บ้าน ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับประกาศผลงานและแจกจ่ายแต้มกงเฝินประจำสัปดาห์
บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักระคนตึงเครียด เหล่ายุวชนและชาวบ้านต่างจับกลุ่มพูดคุยกันด้วยสีหน้าคาดหวัง แต้มกงเฝินเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชีวิตของทุกคนในยุคนี้ มันคือสิ่งที่จะตัดสินว่าในฤดูหนาวที่กำลังจะมาเยือน พวกเขาจะมีอาหารประทังชีวิตอย่างเพียงพอหรือไม่
สมุห์บัญชีเฒ่าผู้ผอมเกร็งยืนอยู่บนแท่นยกสูงเล็กน้อย ในมือถือสมุดบัญชีเล่มหนาที่บันทึกชะตาชีวิตของทุกคนไว้ เขากระแอมเบาๆ หนึ่งครั้ง ก่อนจะเริ่มขานชื่อและจำนวนแต้มที่แต่ละคนทำได้
"หวังต้าจ้วง ขยันขันแข็ง ช่วยแบกหินสร้างคันนา ได้รับ 10 แต้มต่อวัน!"
"หลี่กุ้ยเฟิน ทำงานในแปลงผักอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ได้รับ 8 แต้มต่อวัน!"
เสียงประกาศดังก้องไปทั่ว ทุกครั้งที่ชื่อของผู้ที่ได้แต้มสูงถูกขานออกมา ก็จะได้รับสายตาชื่นชมและอิจฉาจากคนรอบข้างเป็นรางวัล
"สวี่หย่าถิง...ทำงานขยันขันแข็ง ช่วยเหลืองานส่วนรวมอย่างเต็มที่ ได้รับ 9 แต้มต่อวัน!"
เมื่อชื่อของนางถูกขาน สวี่หย่าถิงก็เชิดหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิใจ นางเหลือบมองไปทางหลินมู่มู่ด้วยหางตา พร้อมกับส่งรอยยิ้มเย้ยหยันไปให้ ราวกับจะประกาศชัยชนะของตน
ทว่าหลินมู่มู่กลับไม่แม้แต่จะชายตามองนาง นางนั่งยองๆ อยู่มุมหนึ่งของลานนวดข้าว ในมือถือเมล็ดแตงโมที่ได้จากระบบเมื่อหลายวันก่อน ค่อยๆ ใช้ฟันหน้าขบเปลือกให้แตกออกอย่างเชื่องช้า แล้วหยิบเนื้อในส่งเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ ท่าทางสบายอารมณ์ของนางช่างขัดกับบรรยากาศตึงเครียดรอบข้างอย่างสิ้นเชิง
ในที่สุด สมุห์บัญชีเฒ่าก็เดินทางมาถึงชื่อสุดท้าย เขามองชื่อในสมุดบัญชีด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน ก่อนจะขมวดคิ้วแล้วขานออกมาด้วยน้ำเสียงที่ไม่แน่ใจนัก
"หลินมู่มู่...รับผิดชอบดูแลแปลงผักท้ายหมู่บ้าน...เอ่อ...ได้รับ 2 แต้มต่อวัน"
สิ้นเสียงประกาศ ทั่วทั้งลานพลันเงียบกริบไปชั่วขณะ ราวกับทุกคนพร้อมใจกันหยุดหายใจ ก่อนที่เสียงหัวเราะเยาะจะระเบิดออกมาดังลั่น!
"ฮ่าๆๆ! สองแต้ม! ข้าหูฝาดไปหรือไม่! ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์หมู่บ้านชิงสุ่ยหยาเลยกระมัง!"
"สวรรค์! วันละสองแต้ม แล้วจะเอาอะไรกิน? ปลายปีคงได้ส่วนแบ่งเป็นแค่เศษข้าวไม่กี่กำมือ!"
"นางคิดว่าการมาชนบทเป็นการมาพักร้อนหรืออย่างไร? ขี้เกียจตัวเป็นขนเช่นนี้ ฤดูหนาวปีนี้ได้แข็งตายแน่!"
เสียงนินทาและถ้อยคำดูแคลนดังเซ็งแซ่จากทุกทิศทาง สวี่หย่าถิงหัวเราะจนตัวงอ นางเดินตรงเข้ามาหาหลินมู่มู่พร้อมกับกลุ่มสหาย "โอ้โฮ ยุวชนหลิน ข้าต้องขอแสดงความยินดีกับเจ้าด้วยนะ ที่สร้างสถิติใหม่ให้กับหมู่บ้านของเราได้สำเร็จ! แต้มกงเฝินเพียงสองแต้ม...ช่างน่าขันสิ้นดี! ข้าล่ะอยากจะรู้จริงๆ ว่าพอถึงหน้าหนาว เจ้าจะยังมีหน้ามานั่งแคะเมล็ดแตงโมอย่างสบายใจเช่นนี้อยู่หรือไม่!"
หลินมู่มู่ยังคงไม่ลุกขึ้น นางเพียงเงยหน้าขึ้นมองสวี่หย่าถิงด้วยสายตาเรียบเฉย ก่อนจะคายเปลือกเมล็ดแตงโมลงบนพื้นอย่างไม่ใส่ใจ "เรื่องของข้า ไม่ลำบากให้เจ้าต้องเป็นกังวลหรอก"
ความไม่ยี่หระของนางยิ่งทำให้สวี่หย่าถิงเดือดดาล "หน็อย! ปากดียิ่งนัก! ข้าจะคอยดูวันที่เจ้าไม่มีแม้แต่ข้าวต้มจะกรอกหม้อ แล้วจะมาคุกเข่าอ้อนวอนพวกเรา!"
ทว่าในขณะที่ทุกคนกำลังหัวเราะเยาะนางอย่างสนุกสนานนั้นเอง เสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นในหัวของหลินมู่มู่
[ติ๊ง! ตรวจพบพฤติกรรม "หน้าหนาไม่แคร์โลก" บรรลุเงื่อนไขการเป็นปลาเค็มระดับสูง]
[ระบบกำลังแจกรางวัลพิเศษ: ลูกอมนมตรากระต่ายขาว 2 ถุง, เงินสด 10 หยวน]
มุมปากของหลินมู่มู่ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาที่ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น ในใจนางกำลังร้องตะโกนอย่างมีชัย...ยอดเยี่ยม! การถูกคนทั้งหมู่บ้านรุมประณามช่างเป็นประสบการณ์ที่คุ้มค่าเสียจริง! ภาพลักษณ์ของคนขี้เกียจที่รอวันอดตายของนางในวันนี้...ถือว่าสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ!
ห่างออกไปไม่ไกลนัก กู้เยี่ยนยืนกอดอกพิงต้นไหวใหญ่อยู่เงียบๆ เขามองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยแววตาครุ่นคิด แตกต่างจากคนอื่นๆ ที่มองหลินมู่มู่เป็นตัวตลก ในสายตาของเขากลับเต็มไปด้วยความฉงนสนเท่ห์
เขามิได้ใส่ใจท่าทีเกียจคร้านของนาง แต่สิ่งที่เขากำลังขบคิดคือ...ด้วยแต้มกงเฝินเพียงน้อยนิดเท่าหางอึ่งเช่นนี้ สตรีผู้ดูปราดเปรื่องและไม่ยอมคนอย่างนาง จะเอาชีวิตรอดในฤดูเหมันต์ที่โหดร้ายซึ่งกำลังจะมาเยือนได้อย่างไร?
นางโง่เขลาถึงเพียงนี้เชียวหรือ? หรือว่า...นางมีหนทางอื่นที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้กันแน่? ความสงสัยในตัวยุวชนหญิงผู้นี้ทวีความลึกล้ำขึ้นในใจของเขาอีกหลายส่วน
หลังจากเสียงนินทาเริ่มซาลง ผู้คนก็ทยอยกันแยกย้ายกลับบ้านของตน หลินมู่มู่ลุกขึ้นปัดฝุ่นออกจากกางเกงอย่างไม่รีบร้อน นางเตรียมจะเดินกลับไปยังบ้านพักยุวชนหญิง เพื่อชื่นชมลูกอมและเงินรางวัลที่เพิ่งได้รับมาอย่างเงียบๆ
แต่แล้ว ขณะที่นางกำลังจะก้าวเท้าเดิน ร่างของสวี่หย่าถิงพร้อมด้วยสหายอีกสองสามคนก็ก้าวเข้ามาขวางทางนางไว้
ใบหน้าของสวี่หย่าถิงประดับด้วยรอยยิ้มเยือกเย็น แววตาเต็มไปด้วยความมุ่งร้ายอย่างไม่ปิดบัง "จะรีบไปไหนกันเล่า ยุวชนหลินผู้ยิ่งใหญ่" นางกล่าวด้วยน้ำเสียงหวานหยดย้อยที่แฝงไปด้วยยาพิษ "ในเมื่อเจ้าดูจะไม่เดือดร้อนกับแต้มกงเฝินอันน่าสมเพชของเจ้าเลยสักนิด...ข้ามีเรื่องอยากจะ 'สนทนา' กับเจ้าสักหน่อย"