ลูกสมุนตัวน้อย

เมื่อต้องเผชิญหน้ากับรอยยิ้มอันหวานล้ำแต่แฝงเร้นด้วยเจตนาร้ายของสวี่หย่าถิง หลินมู่มู่เพียงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาของนางสงบนิ่งราวผืนน้ำในบ่อโบราณ ไร้ซึ่งความตื่นตระหนกแม้เพียงเศษเสี้ยว

"สนทนา?" นางทวนคำด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ราวกับกำลังเอ่ยถึงเรื่องดินฟ้าอากาศอันน่าเบื่อหน่าย "ข้ากับสหายสวี่มีเรื่องอันใดให้ต้องสนทนากันอีกหรือ? เรื่องแต้มกงเฝินก็ประกาศไปแล้ว เรื่องลำดับความขยันหมั่นเพียรก็เป็นที่ประจักษ์แล้ว ดูเหมือนว่าข้าจะไม่มีสิ่งใดให้เจ้าต้อง 'ชี้แนะ' อีกกระมัง"

คำพูดของนางแม้จะสุภาพ แต่กลับแทงใจดำสวี่หย่าถิงอย่างจัง การเน้นย้ำเรื่อง 'ลำดับความขยันหมั่นเพียร' ไม่ต่างอะไรกับการตบหน้าอีกฝ่ายฉาดใหญ่ ว่าถึงแม้ตนจะรั้งท้าย แต่สวี่หย่าถิงก็มิได้โดดเด่นไปกว่ากันสักเท่าใดนัก

ใบหน้าของสวี่หย่าถิงพลันแข็งค้าง รอยยิ้มหวานหยดเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความเย็นเยียบ "ปากดียิ่งนัก! ข้าเพียงแค่เป็นห่วงในฐานะสหายร่วมอุดมการณ์" นางแค่นเสียง "ผืนดินที่จัดสรรให้พวกเรายุวชนหญิงดูแลนั้นเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน หากมีใครบางคนเกียจคร้านจนทำให้ผลผลิตเสียหาย ทุกคนก็จะถูกหักแต้มกงเฝินไปพร้อมกัน... มันคงน่าเสียดาย หากแปลงผักงามๆ ต้องถูกดินเลวๆ หรือวัชพืชขึ้นรกรุงรังเพราะความไม่ใส่ใจของใครบางคน"

ดวงตาของหลินมู่มู่ทอประกายวูบหนึ่ง นางเข้าใจในทันที สตรีผู้นี้มิได้มาเพื่อวิวาทะด้วยวาจา แต่กำลังประกาศสงครามอย่างเงียบงัน เป้าหมายของนางคือแปลงผักเล็กๆ ที่นางรับผิดชอบอยู่นั่นเอง ช่างเป็นแผนการที่ตื้นเขินและคาดเดาได้ง่ายดายเสียจริง

"เช่นนั้นหรือ" หลินมู่มู่แสร้งทำเป็นครุ่นคิด "คำเตือนของสหายสวี่ช่างเปี่ยมด้วยความปรารถนาดี ข้าจะจดจำไว้"

กล่าวจบนางก็ไม่รอให้สวี่หย่าถิงได้เอ่ยคำใดต่อ ร่างระหงหมุนกายเดินจากไปอย่างไม่ไยดี ทิ้งให้สวี่หย่าถิงและกลุ่มสหายยืนกำหมัดแน่นด้วยความเจ็บใจที่ทำอะไรนางไม่ได้

ขณะที่เดินกลับไปยังเรือนพักยุวชนหญิง ในใจของหลินมู่มู่กลับคำนวณแผนการอย่างรวดเร็ว การจะไปนั่งเฝ้าแปลงผักด้วยตนเองนั้นขัดต่อหลักการ 'ปลาเค็ม' อย่างร้ายแรง นางจะไม่มีวันสละเวลาพักผ่อนอันมีค่าเพื่อรับมือกับแผนการโง่ๆ ของสวี่หย่าถิงเด็ดขาด แต่การจะปล่อยให้อีกฝ่ายทำตามอำเภอใจแล้วค่อยไปฟ้องร้องหัวหน้าหมู่บ้านทีหลังก็ดูจะยุ่งยากเกินไป

นางต้องการพยาน... พยานปากเอกที่ทุกคนต้องเกรงใจและเชื่อถือ

และความคิดนั้นก็พลันสว่างวาบขึ้นมา พร้อมกับภาพของรางวัลที่เพิ่งได้รับจากระบบ ลูกอมนมตรากระต่ายขาวสองถุง... ของหายากที่เด็กๆ ในยุคนี้ต่างใฝ่ฝันถึง

มุมปากของหลินมู่มู่ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ นางล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ สัมผัสห่อกระดาษไขบางๆ ที่บรรจุลูกอมไว้ ก่อนจะเปลี่ยนเส้นทาง มุ่งหน้าไปยังลานกว้างกลางหมู่บ้านแทน

ณ ที่แห่งนั้น ใต้ต้นไหวขนาดใหญ่ มีร่างเล็กป้อมของเด็กชายวัยห้าหกขวบกำลังนั่งยองๆ ใช้กิ่งไม้ขีดเขียนพื้นดินเล่นอย่างเบื่อหน่าย เด็กน้อยสวมเสื้อผ้าเก่าๆ ที่มีรอยปะชุนอยู่หลายแห่ง ใบหน้ามอมแมมเล็กน้อย แต่ดวงตากลมโตคู่นั้นกลับสุกใสเปี่ยมด้วยความซุกซนเฉลียวฉลาด

นั่นคือ 'กู้เสี่ยวตง' หลานชายหัวแก้วหัวแหวนของหัวหน้าหมู่บ้านกู้เยี่ยน

หลินมู่มู่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ปรับเปลี่ยนสีหน้าเป็นมิตรและอบอุ่นที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก่อนจะเดินเข้าไปหาเด็กน้อยอย่างช้าๆ

"เสี่ยวตง กำลังเล่นอะไรอยู่หรือจ๊ะ?" นางเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน

กู้เสี่ยวตงเงยหน้าขึ้นมองอย่างระแวดระวัง เขาจำได้ว่าสตรีผู้นี้คือยุวชนหญิงคนใหม่ที่เพิ่งมาถึง "ข้าไม่ได้เล่น ท่านปู่บอกว่าห้ามข้าวิ่งซน"

"เป็นเด็กดีจริงๆ" หลินมู่มู่ย่อตัวลงให้อยู่ในระดับสายตาเดียวกับเด็กชาย "พี่สาวมีของอร่อยมาให้เจ้าด้วยนะ อยากลองชิมดูหรือไม่?"

นางค่อยๆ คลี่ห่อกระดาษไขในมือออก เผยให้เห็นลูกอมสีขาวนวลทรงกระบอกที่ห่อด้วยกระดาษลายกระต่ายอันเป็นเอกลักษณ์ กลิ่นหอมหวานของนมข้นลอยฟุ้งออกมาเตะจมูกทันที

ดวงตาของกู้เสี่ยวตงเบิกกว้างขึ้นในบัดดล เขาเคยเห็นลูกอมชนิดนี้เพียงครั้งเดียวในชีวิต ตอนที่ท่านปู่พาเข้าไปในอำเภอ มันเป็นของล้ำค่าที่เด็กในหมู่บ้านชนบทอย่างเขาไม่มีวันได้สัมผัส

เด็กน้อยกลืนน้ำลายลงคอเสียงดังเอื๊อก แต่ก็ยังคงรักษาท่าทีไว้ "ท่านปู่บอกว่าห้ามรับของจากคนแปลกหน้า"

"พี่สาวชื่อหลินมู่มู่ ตอนนี้พวกเราก็รู้จักกันแล้วนี่นา" หลินมู่มู่แย้มยิ้มอย่างใจเย็น นางแกะลูกอมออกจากห่อหนึ่งเม็ดแล้วยื่นไปตรงหน้าเขา "ลองชิมดูสิจ๊ะ หอมหวานมากเลยนะ"

กลิ่นหอมยั่วยวนที่ลอยอยู่ปลายจมูกทำลายกำแพงความตั้งใจของเด็กน้อยลงอย่างราบคาบ กู้เสี่ยวตงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือเล็กๆ ไปหยิบลูกอมเม็ดนั้นเข้าปากอย่างรวดเร็ว

ทันทีที่ลูกอมสัมผัสลิ้น รสชาติหวานมันของนมก็แผ่ซ่านไปทั่วโพรงปาก ความอร่อยล้ำลึกชนิดที่ไม่เคยได้ลิ้มลองมาก่อนทำให้ดวงตาของกู้เสี่ยวตงเปล่งประกายเจิดจ้า เขาเคี้ยวลูกอมหนุบหนับในปากด้วยความสุขอย่างยิ่งยวด

"อร่อยหรือไม่?" หลินมู่มู่ถามพลางซ่อนรอยยิ้มแห่งชัยชนะไว้

"อร่อย!" เด็กน้อยพยักหน้าหงึกๆ อย่างไม่ลังเล "อร่อยที่สุดในโลกเลย!"

"พี่สาวยังมีอีกเยอะเลยนะ" นางส่ายห่อลูกอมในมือเบาๆ ให้เกิดเสียง "แต่ว่า...พี่สาวมีเรื่องอยากให้เจ้าช่วยเล็กน้อย หากเจ้าช่วยพี่สาวได้ ลูกอมที่เหลืออยู่นี่จะเป็นของเจ้าทั้งหมดเลย"

ข้อเสนอของนางไม่ต่างจากเสียงสวรรค์สำหรับกู้เสี่ยวตง "ท่านจะให้ข้าทำอะไร? ข้าทำได้ทุกอย่างเลย! ต่อให้ต้องไปจับกบในนาหรือปีนต้นไม้เก็บผลไม้ก็ได้!"

"ไม่ลำบากถึงเพียงนั้นหรอก" หลินมู่มู่หัวเราะเบาๆ "พี่สาวเพียงแค่อยากให้เจ้าไปนั่งเล่นที่แปลงผักของพี่สาวสักพักหนึ่งเท่านั้นเอง ช่วยพี่สาวดูว่ามีคนไม่ดีจะมาโยนดินเลวๆ หรือถอนต้นกล้าของพี่สาวทิ้งหรือไม่"

"แค่นี้เองหรือ?" กู้เสี่ยวตงถามอย่างไม่เชื่อหู

"ใช่จ้ะ แค่นี้เอง" นางยืนยัน "เจ้าแค่นั่งเฝ้าอยู่ตรงนั้น ใครเข้ามาใกล้ก็แค่ตะโกนดังๆ ว่า 'คนไม่ดีมาแล้ว!' ก็พอ ทำได้หรือไม่?"

"ทำได้! สบายมาก!" เด็กน้อยรับคำอย่างแข็งขัน สำหรับเขาแล้ว การได้นั่งกินขนมอร่อยๆ พร้อมกับทำหน้าที่องครักษ์พิทักษ์แปลงผัก ช่างเป็นงานที่วิเศษที่สุดในโลก

หลินมู่มู่จูงมือลูกสมุนตัวน้อยคนใหม่ไปยังแปลงผักท้ายเรือนพักยุวชนหญิง นางจัดหาที่นั่งเหมาะๆ ใต้ร่มไม้ให้เขา ก่อนจะมอบลูกอมให้อีกสองเม็ดเป็นรางวัลล่วงหน้า แล้วจึงเดินกลับไปนอนเล่นที่เรือนพักอย่างสบายอารมณ์ ปล่อยให้ 'ระบบรักษาความปลอดภัยชีวภาพ' ทำงานไป

เวลาผ่านไปจนตะวันคล้อยต่ำ แสงสีทองสุดท้ายของวันอาบไล้ไปทั่วหมู่บ้านชิงสุ่ยหยา สวี่หย่าถิงซึ่งเฝ้ารอโอกาสอยู่ตลอดบ่าย เห็นว่ารอบกายเริ่มปลอดคนแล้วจึงลอบเดินออกมาจากเรือนพัก ในมือของนางหิ้วถังใบเล็กที่บรรจุดินปนทรายซึ่งมีสภาพเป็นกรด ไม่เหมาะแก่การเพาะปลูกมาจนเต็ม

นางย่องเท้าเบาราวกับแมวขโมย ตรงไปยังแปลงผักส่วนของหลินมู่มู่ด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมในใจ คืนนี้แค่โปรยดินเลวพวกนี้ลงไป พรุ่งนี้เช้าต้นกล้าของนางก็จะเริ่มเหี่ยวเฉา ไม่กี่วันก็ตายเรียบ ถึงตอนนั้นต่อให้หลินมู่มู่จะปากดีแค่ไหน ก็ต้องถูกหักแต้มกงเฝินอย่างน่าสมเพช!

ทว่า... ขณะที่นางกำลังจะสาดดินในถังลงบนแปลงผักเขียวชอุ่มนั้นเอง!

"หยุดเดี๋ยวนี้นะ! ยายคนไม่ดี!"

เสียงแหลมเล็กแต่ดังลั่นของเด็กชายตะโกนขึ้นจากใต้ต้นไม้ใกล้ๆ ร่างเล็กป้อมของกู้เสี่ยวตงกระโดดออกมา ชี้หน้าสวี่หย่าถิงด้วยท่าทีเอาเรื่อง "เจ้ากำลังจะทำลายผักของพี่สาวมู่มู่! ข้าเห็นนะ! ข้าจะไปฟ้องท่านปู่กู้เยี่ยนให้มาจับเจ้าไปขังเลย!"

สวี่หย่าถิงสะดุ้งสุดตัวราวกับถูกน้ำร้อนสาด นางหันขวับไปมองแล้วก็ต้องเบิกตาโพลงด้วยความตกใจปนตระหนก...นั่นมันกู้เสี่ยวตง! หลานชายของหัวหน้าหมู่บ้านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร!

ใบหน้าของนางซีดเผือดในทันที การถูกจับได้คาหนังคาเขาว่ากำลังทำลายทรัพย์สินส่วนรวมก็ว่าแย่แล้ว แต่การถูกหลานชายของกู้เยี่ยนจับได้นั้นเลวร้ายยิ่งกว่าสิบเท่า! นางไม่อาจแก้ตัว ไม่อาจข่มขู่ และไม่อาจทำร้ายเด็กคนนี้ได้เลยแม้แต่น้อย

"ขะ...ข้าเปล่านะ! ข้าแค่จะมาช่วยพรวนดิน!" นางแก้ตัวเสียงสั่น

"โกหก! ในถังนั่นมันดินเลวชัดๆ!" กู้เสี่ยวตงไม่หลงกล เขายังคงตะโกนต่อไปด้วยเสียงที่ดังขึ้นเรื่อยๆ "คนไม่ดี! คนใจร้าย! จะมาทำลายผักของพี่สาวคนสวย!"

เสียงตะโกนของเด็กน้อยเริ่มเรียกความสนใจจากชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาสองสามคน สวี่หย่าถิงรู้สึกราวกับมีเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงใบหน้า ความอัปยศและความกลัวถาโถมเข้าใส่จนนางทำอะไรไม่ถูก นางเหลือบมองถังดินในมือสลับกับใบหน้าของกู้เสี่ยวตง ก่อนจะตัดสินใจทิ้งถังดินลงกับพื้นแล้ววิ่งหนีกลับเรือนพักไปอย่างไม่คิดชีวิต

หลินมู่มู่เดินออกมาจากเรือนพักด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ นางมองตามแผ่นหลังของสวี่หย่าถิงที่วิ่งหนีไปอย่างลนลาน ก่อนจะหันมาหาลูกสมุนตัวน้อยของนาง

"เก่งมากเสี่ยวตง! เจ้าคือวีรบุรุษของพี่สาวเลยนะ!" นางกล่าวชมพร้อมกับยื่นห่อลูกอมที่เหลือทั้งหมดให้เขา

กู้เสี่ยวตงรับห่อขนมมาด้วยดวงตาเป็นประกาย ใบหน้าเล็กๆ แดงก่ำด้วยความภาคภูมิใจ "พี่สาวมู่มู่ ต่อไปถ้ามีใครมารังแกท่านอีก บอกข้าได้เลยนะ ข้าจะช่วยท่านจัดการเอง!"

บัดนี้ ในใจของเด็กน้อย กู้เสี่ยวตง สตรีตรงหน้ามิใช่เพียงพี่สาวคนสวยที่ใจดีให้ขนม แต่คือนายหญิงที่เขาต้องให้ความคุ้มครองดูแลอย่างสุดชีวิต! พันธมิตรคนแรกในหมู่บ้านชิงสุ่ยหยาของหลินมู่มู่ได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว...ด้วยพลังของลูกอมกระต่ายขาว

ขณะที่หลินมู่มู่กำลังชื่นชมความสำเร็จของตนเองอยู่นั้น เสียงทรงอำนาจและเย็นชาของสตรีสูงวัยคนหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านหลัง ทำให้บรรยากาศอันชื่นมื่นพลันหยุดชะงักลง

"ยุวชนหลิน! เจ้าใช้หลานชายข้าทำเรื่องไร้สาระอันใดกัน!"

หลินมู่มู่หันกลับไปเผชิญหน้ากับเจ้าของเสียงนั้น...แม่เฒ่าซุน ย่าแท้ๆ ของกู้เยี่ยน กำลังยืนเท้าสะเอวจ้องมองนางด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตรอย่างยิ่งยวด