ศิลปะการเป็นลม
คลื่นความสงสัยในตัวตนของหลินมู่มู่ยังคงวนเวียนอยู่ในห้วงความคิดของกู้เยี่ยนไม่จางหาย สตรีผู้นั้นเปรียบดั่งสายหมอกยามเช้าที่มองเห็นแต่จับต้องไม่ได้ ทั้งยังแปรเปลี่ยนรูปทรงได้ตามใจนึก เมื่อวานนางคือยุวชนหญิงผู้เกียจคร้านที่สุดในสายตาเขา วันนี้นางกลับกลายเป็นเด็กสาวผู้น่าเอ็นดูในสายตาของผู้เป็นย่าไปเสียแล้ว
ทว่าภาระหน้าที่ของหัวหน้าหมู่บ้านชิงสุ่ยหยาไม่เปิดโอกาสให้เขาครุ่นคิดเรื่องส่วนตัวได้นานนัก เมื่อแสงอรุณแรกแห่งวันสาดส่อง ก็เป็นสัญญาณว่าฤดูเก็บเกี่ยวที่หนักหน่วงที่สุดของปีได้มาถึงแล้ว
ทั่วทั้งท้องทุ่งนาของหมู่บ้านแปรเปลี่ยนเป็นสีทองอร่ามสุดลูกหูลูกตา รวงข้าวที่สมบูรณ์ก้มโค้งลงต่ำราวกับกำลังคารวะผืนดิน ชาวบ้านทุกคนไม่ว่าจะชายหรือหญิง ชราหรือหนุ่มสาว ต่างจับเคียวออกมารวมตัวกันกลางทุ่งนาด้วยใบหน้าที่เปี่ยมด้วยความหวังและเหนื่อยล้าในคราวเดียวกัน เสียงพูดคุย เสียงเคียวตัดต้นข้าว และเสียงร้องเพลงพื้นบ้านประสานกันเป็นท่วงทำนองแห่งการเก็บเกี่ยว
กู้เยี่ยนยืนตรวจตราความเรียบร้อยอยู่บนคันนา สายตาคมกริบกวาดมองไปทั่ว ก่อนจะหยุดลงที่ร่างระหงร่างหนึ่งซึ่งยังคงยืนนิ่งอยู่ริมกระท่อมยุวชนหญิง...หลินมู่มู่นั่นเอง
นางสวมเสื้อผ้าฝ้ายสีซีด ผมเปียสองข้างถูกมัดไว้อย่างลวกๆ ใบหน้าขาวนวลของนางดูซีดเซียวราวกับคนป่วย ยืนทำทีเป็นมองท้องฟ้า คล้ายกับว่าการเก็บเกี่ยวอันหนักหน่วงเบื้องหน้าเป็นเพียงภาพวาดทิวทัศน์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับตน
กู้เยี่ยนถอนหายใจยาว เขาก้าวเท้าเดินตรงไปยังร่างนั้นทันที น้ำเสียงที่เอ่ยออกไปเจือความเด็ดขาดตามตำแหน่งหน้าที่ "ยุวชนหญิงหลิน เหตุใดจึงยังไม่ออกไปทำงาน? วันนี้ทุกคนต้องลงนา"
หลินมู่มู่สะดุ้งเล็กน้อยราวกับเพิ่งตื่นจากภวังค์ นางหันมามองเขาด้วยแววตาที่ดูอ่อนแอและน่าสงสาร "ท่านหัวหน้าหมู่บ้าน... ข้า... ข้ารู้สึกไม่ค่อยสบายเลยเจ้าค่ะ วิงเวียนศีรษะเล็กน้อย"
หากเป็นเมื่อก่อน กู้เยี่ยนอาจจะเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่หลังจากเหตุการณ์ขนมสวรรค์ที่เปลี่ยนใจย่าของเขาได้ เขาก็ไม่คิดจะเชื่อคำพูดของนางง่ายๆ อีกต่อไป "ทุกคนก็เหนื่อยเหมือนกัน แต่นี่เป็นหน้าที่สำคัญ หากไม่รีบเกี่ยวข้าวให้เสร็จก่อนฝนจะมา ผลผลิตตลอดทั้งปีของเราจะเสียหาย"
กล่าวจบ เขาก็ยื่นเคียวเล่มเล็กที่เตรียมมาให้นาง "ไปเถิด อย่างน้อยก็ช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ ก็ยังดี"
หลินมู่มู่รับเคียวมาด้วยสองมือที่สั่นเทา (จากการแสดง) นางก้มหน้าลงต่ำเพื่อซ่อนรอยยิ้มที่มุมปาก ในใจพลางสนทนากับระบบ ‘เฮ้ ระบบ ดูสิ ข้ากำลังจะไปทำงานหนักแล้วนะ น่าจะไม่มีรางวัลสำหรับการเป็นคนขยันหรอกใช่ไหม?’
[ติ๊ง! ระบบตรวจพบเจตนาในการอู้งานอย่างแรงกล้า โฮสต์โปรดรักษามาตรฐานปลาเค็มของท่านไว้]
ยอดเยี่ยม! หลินมู่มู่สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเดินโซซัดโซเซไปยังแปลงนาที่ใกล้ที่สุด นางจงใจเลือกทำเลที่ยอดเยี่ยมที่สุด...ใกล้กับกองฟางขนาดใหญ่ที่เพิ่งถูกรวบรวมไว้จนกลายเป็นเบาะนุ่มๆ ชั้นดี
ภาพของยุวชนหญิงผู้บอบบางราวกับกิ่งหลิวลู่ลมกำลังพยายามใช้เคียวเกี่ยวรวงข้าวอย่างทุลักทุเลตกอยู่ในสายตาของทุกคน นางทำท่าทางเงอะงะ ใช้แรงผิดๆ ถูกๆ เหงื่อเม็ดเล็กๆ (ที่เกิดจากความร้อนของแดด ไม่ใช่ความเหนื่อย) เริ่มผุดพรายขึ้นบนหน้าผากขาวเนียน
สวี่หย่าถิงซึ่งทำงานอยู่ไม่ไกลเหลือบมองมาด้วยความสมเพชระคนสะใจ ในที่สุดวันที่หลินมู่มู่ต้องมาทำงานตรากตรำเหมือนคนอื่นก็มาถึง นางอยากจะเห็นนักว่าคนขี้เกียจสันหลังยาวเช่นนี้จะทนได้สักกี่น้ำ
เวลาผ่านไปราวสิบนาที...
หลินมู่มู่รู้สึกว่านี่คือช่วงเวลาที่เหมาะสมแล้วสำหรับการเปิดม่านการแสดงบทใหญ่ นางเริ่มหายใจหอบถี่ มือที่ถือเคียวเริ่มสั่นระริกอย่างควบคุมไม่ได้ ดวงตาหรี่เล็กลงราวกับจะหมดสติเต็มที
"ขะ...ข้า...หน้ามืด..." นางพึมพำเสียงแผ่วเบา แต่ดังพอให้คนที่อยู่ใกล้ๆ ได้ยิน
จากนั้น ร่างของนางก็ค่อยๆ โงนเงนไปมาอย่างมีศิลปะ แขนขาอ่อนระทวยลงทันใด และก่อนที่ทุกคนจะทันได้ทำอะไร ร่างนั้นก็ล้มพับลงไปอย่างสวยงาม...บนกองฟางนุ่มๆ ที่นางเล็งไว้พอดิบพอดี
"ว้าย! ยุวชนหลินเป็นลมไปแล้ว!" เสียงสตรีผู้หนึ่งร้องขึ้นด้วยความตกใจ
ทุกสายตาหันมาจับจ้องที่จุดเกิดเหตุเป็นตาเดียว
กู้เยี่ยนซึ่งกำลังสั่งงานอยู่ไม่ไกลถึงกับใจหายวาบ! แม้จะสงสัยในตัวนางเพียงใด แต่ภาพสตรีร่างบางที่ล้มพับไปต่อหน้าต่อตาก็ทำให้ความกังวลในฐานะผู้รับผิดชอบพุ่งขึ้นมาแทนที่ทุกสิ่ง เขาทิ้งทุกอย่างในมือและรีบวิ่งปราดเข้าไปหานางทันที
"ยุวชนหลิน! หลินมู่มู่!" เขาร้องเรียกพร้อมกับประคองร่างที่อ่อนปวกเปียกของนางขึ้นมา ใบหน้าของนางยามนี้ขาวซีดราวกับกระดาษ ดวงตาปิดสนิท ลมหายใจแผ่วเบา ดูไม่เหมือนการเสแสร้งเลยแม้แต่น้อย
‘การแสดงระดับรางวัลออสการ์ของข้า จะมาพลาดได้อย่างไรกัน’ หลินมู่มู่คิดในใจอย่างภาคภูมิ นางควบคุมแม้กระทั่งสีหน้าและจังหวะการหายใจได้อย่างสมบูรณ์แบบ
เมื่อเห็นว่านางไม่ตอบสนอง กู้เยี่ยนก็ตัดสินใจโดยไม่ลังเล เขารวบร่างของนางขึ้นอุ้มไว้ในอ้อมแขนอย่างมั่นคง ก่อนจะก้าวเท้ายาวๆ ตรงไปยังร่มไม้ใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปเพื่อให้นางได้พักจากแสงแดดที่แผดเผา
ภาพของหัวหน้าหมู่บ้านหนุ่มรูปงามผู้เย็นชา กำลังอุ้มยุวชนหญิงที่ได้ชื่อว่าขี้เกียจที่สุดในอ้อมแขนด้วยท่าทางที่เต็มไปด้วยความห่วงใยนั้น ทำให้ทุกคนในทุ่งนาถึงกับหยุดมือและมองตามเป็นตาเดียว
โดยเฉพาะสวี่หย่าถิง!
ดวงตาของนางเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความริษยาที่ลุกโชนราวกับเปลวเพลิง มือที่กำเคียวอยู่สั่นเทิ้มจนเส้นเลือดปูดโปน เหตุใดกัน? เหตุใดบุรุษที่นางเฝ้าหมายปองจึงต้องแสดงความห่วงใยต่อศัตรูของนางถึงเพียงนี้! อ้อมแขนที่แข็งแกร่งนั้น...ที่ตรงนั้นควรจะเป็นของนางต่างหาก!
ฟันของนางขบกันแน่นจนเกิดเสียงกรอด ดวงตาแดงก่ำจับจ้องไปยังร่างของหลินมู่มู่ที่ซบอยู่บนแผงอกของกู้เยี่ยนด้วยความเกลียดชังจนแทบกระอักเลือด
ในขณะเดียวกัน หลินมู่มู่ซึ่งแสร้งทำเป็นหมดสติอยู่ในอ้อมแขนของกู้เยี่ยนกลับกำลังแอบยิ้มอย่างสมใจอยู่ภายใน อ้อมกอดนี้ช่างแข็งแกร่งและให้ความรู้สึกปลอดภัยอย่างน่าประหลาด กลิ่นแดดอ่อนๆ ผสมกับกลิ่นดินจางๆ จากตัวเขาทำให้รู้สึกผ่อนคลายจนแทบจะหลับไปจริงๆ
และในวินาทีนั้นเอง เสียงที่นางรอคอยก็ดังขึ้นในหัว
[ติ๊ง! ตรวจพบพฤติกรรมการอู้งานขั้นสูงสุด! โฮสต์หลินมู่มู่ทำการ 'อู้งานเนียนกริบ' ได้สำเร็จอย่างสมบูรณ์แบบ]
[ติ๊ง! ระบบขอมอบรางวัลพิเศษ: คูปองอุตสาหกรรมสำหรับจักรยานหนึ่งคัน!]
ดวงตาของหลินมู่มู่แทบจะเบิกโพลงด้วยความยินดี! คูปองจักรยาน! ของล้ำค่าที่หายากยิ่งกว่าทองคำในยุคนี้! หากมีจักรยาน การเดินทางเข้าอำเภออวิ๋นชวนของนางจะสะดวกสบายขึ้นอีกนับร้อยเท่า! นี่มันรางวัลใหญ่ชัดๆ!
นางซ่อนความดีใจไว้ภายใต้ใบหน้าที่ยังคงซีดเซียว ขณะที่กู้เยี่ยนวางร่างของนางลงอย่างแผ่วเบาใต้ร่มไม้ เขาใช้หลังมืออังหน้าผากของนางเพื่อวัดอุณหภูมิ
"ตัวก็ไม่ร้อน..." เขาพึมพำกับตัวเองด้วยความฉงน
หลินมู่มู่แกล้งทำเป็นขยับตัวเล็กน้อยและส่งเสียงครางแผ่วๆ ในลำคอเพื่อไม่ให้เขาจับได้ว่านางแค่แกล้งสลบ
ทว่าวินาทีต่อมา นางกลับรู้สึกถึงสัมผัสที่คาดไม่ถึง...
นิ้วหัวแม่มือที่หยาบกร้านจากการทำงานหนักของกู้เยี่ยน ค่อยๆ ปาดเช็ดเม็ดเหงื่อที่เกาะอยู่ข้างขมับของนางออกอย่างนุ่มนวลที่สุดเท่าที่บุรุษร่างสูงใหญ่เช่นเขาจะทำได้ สัมผัสนั้นอ่อนโยนจนทำให้หัวใจของหลินมู่มู่กระตุกวูบไปชั่วขณะ
นางได้ยินเสียงทุ้มต่ำของเขาดังอยู่ข้างหู เป็นเสียงที่แผ่วเบาราวกระซิบ เต็มไปด้วยความรู้สึกซับซ้อนที่ยากจะหยั่งถึง
"ร่างกายอ่อนแอถึงเพียงนี้... เหตุใดถึงยังดื้อรั้นนักนะ...เจ้า"