แลกยาบังหน้า

เสียงฝีเท้าเหยียบย่ำใบไม้แห้งหยุดลงแล้ว!

หลินชิงกลั้นหายใจ หัวใจเต้นระทึกราวกับจะทะลุออกมานอกอก นางซ่อนตัวหลังพุ่มไม้อย่างมิดชิด มือข้างหนึ่งกำหัวโสมป่าไว้แน่น อีกข้างกำกิ่งไม้แหลมคมเตรียมพร้อมป้องกันตัว สรรพเสียงในป่ายามค่ำคืนพลันเงียบสงัดลงอย่างน่าประหลาด มีเพียงเสียงลมหายใจของนางที่ดังสะท้อนอยู่ในโสตประสาท

นางรอนานราวครึ่งชั่วยาม แต่กลับไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ อีก หลินชิงค่อยๆ ผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก บางทีอาจเป็นเพียงสัตว์ป่าที่เดินผ่าน หรืออาจเป็นชาวบ้านที่ขึ้นเขามาหาของป่าแล้วเปลี่ยนใจกลับไป เมื่อเห็นว่าไม่มีอันตราย นางจึงไม่คิดจะสืบสาวต่อให้เสียเวลาอีก

สิ่งสำคัญที่สุดในยามนี้คือการนำโสมป่ากลับไปให้เร็วที่สุด!

หลินชิงใช้ชายเสื้อเช็ดเหงื่อที่ชื้นบนหน้าผาก นางนำดินโคลนมาพอกทับหัวโสมไว้อย่างลวกๆ เพื่ออำพรางรูปทรงและกลิ่นอายของมัน ก่อนจะซุกไว้ในอกเสื้ออย่างระมัดระวัง แล้วรีบสาวเท้าลงจากภูเขาหมอกเร้นด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่ชีวิตนี้จะทำได้

โชคยังดีที่ทางไปบ้านหมออู๋อยู่สุดหมู่บ้าน ไม่ต้องเดินผ่านลานบ้านใหญ่ของตระกูลซู นางมาถึงหน้าเรือนไม้หลังเล็กที่ทั้งเป็นที่พำนักและสถานพยาบาลในเวลาเดียวกัน ประตูไม้ยังคงแง้มอยู่ เผยให้เห็นแสงตะเกียงริบหรี่ที่ส่องสว่างออกมา

หลินชิงสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อระงับความตื่นเต้น แล้วผลักประตูเข้าไป

“ท่านหมออู๋ ยังไม่พักผ่อนหรือเจ้าคะ”

หมออู๋ ชายชราผมขาวโพลนที่กำลังก้มหน้าก้มตาคัดแยกสมุนไพรอยู่หลังโต๊ะไม้เงยหน้าขึ้น เมื่อเห็นว่าเป็นสะใภ้รองตระกูลซูที่เพิ่งวิ่งมาตามเขาเมื่อครู่ ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย “มีอันใดอีกเล่า อาการสามีเจ้าทรุดลงอีกหรือ”

“มิได้เจ้าค่ะ เพียงแต่ข้ามีของบางอย่างอยากจะให้ท่านหมอช่วยดู” หลินชิงกล่าวพลางเดินเข้าไปใกล้ นางค่อยๆ คลี่ชายผ้าที่ซ่อนสมบัติล้ำค่าออกมา วางหัวโสมที่ยังมีดินเกาะอยู่ลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบา

ดวงตาที่เคยปรือของหมออู๋พลันเบิกกว้างขึ้นทันที! เขารีบวางสมุนไพรในมือลงแล้วหยิบหัวโสมนั้นขึ้นมาพิจารณาอย่างละเอียด ปัดเศษดินออกอย่างเบามือ ใช้แว่นขยายส่องดูปมรากและลวดลายบนลำต้นอย่างพิถีพิถัน ยิ่งดูก็ยิ่งฉายแววตื่นเต้น

“นี่...นี่มันโสมป่า! อายุน่าจะร่วมสิบปี! แม้จะเติบโตในที่ที่ไม่สมบูรณ์นัก แต่สรรพคุณยายังคงอยู่ครบถ้วน! เจ้าไปได้มาจากที่ใดกัน!” หมออู๋ถามเสียงสั่นเทา ของล้ำค่าเช่นนี้ไม่ได้พบเห็นกันได้บ่อยๆ ในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้

“ข้าบังเอิญพบบนภูเขาเจ้าค่ะ” หลินชิงตอบตามความจริงไปครึ่งหนึ่ง “ท่านหมอ... ของสิ่งนี้พอจะแลกเป็นเงินค่ารักษาให้สามีข้าได้หรือไม่เจ้าคะ”

หมออู๋วางโสมลงอย่างอาลัยอาวรณ์ เขาลูบเคราครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “โสมต้นนี้หากนำไปขายในอำเภอคงได้ราคางาม แต่เจ้าคงรีบร้อนใช้เงิน ข้าจะให้เจ้าสองตำลึงเงิน ถือว่าช่วยกันไป”

สองตำลึงเงิน! เพียงพอแล้ว!

“ตกลงเจ้าค่ะ!” หลินชิงตอบรับทันที นางไม่ต้องการกำไรสูงสุด นางต้องการเพียงเงินมาช่วยชีวิตสามีเท่านั้น

หมออู๋พยักหน้าอย่างพึงพอใจ เขาเดินไปเปิดหีบไม้ใบเล็ก หยิบเงินสองตำลึงส่งให้นาง หลินชิงรับมาด้วยมือที่สั่นเทาน้อยๆ นี่คือเงินก้อนแรกที่นางหามาได้ด้วยตัวเองในภพนี้

“ข้าจะจ่ายค่าตรวจและค่ายาให้ท่านหมอเดี๋ยวนี้เลยเจ้าค่ะ รบกวนท่านหมอไปดูอาการสามีข้าอีกครั้งได้หรือไม่” นางยื่นเงินกลับไปให้หนึ่งตำลึง

หมออู๋รับเงินมาแล้วพยักหน้า “ไปเถิด ข้าจะจัดยาแล้วตามไป”

เมื่อกลับมาถึงกระท่อมซอมซ่อของตน หลินชิงเห็นซูมู่หานยังคงนอนไม่ได้สติอยู่บนเตียง ใบหน้าแดงก่ำเพราะพิษไข้ ลมหายใจร้อนผ่าว นางรีบนำผ้าชุบน้ำมาเช็ดตัวให้เขาเพื่อบรรเทาความร้อน

ครู่ต่อมา หมออู๋ก็มาถึงพร้อมกับห่อยาสมุนไพรและอุปกรณ์ตรวจ เขาวางของลงแล้วเริ่มจัดแจงต้มยาให้ทันที

นี่คือโอกาส!

หลินชิงแสร้งทำเป็นเข้าไปช่วย “ท่านหมอให้ข้าช่วยนะเจ้าคะ ท่านบอกมาเถิดว่าต้องทำอันใดบ้าง”

“ไม่ต้องๆ เจ้าไปดูแลสามีเจ้าเถอะ เรื่องต้มยาข้าทำเอง” หมออู๋โบกมือปฏิเสธ

“เช่นนั้นข้าไปตักน้ำมาเพิ่มให้นะเจ้าคะ” หลินชิงฉวยโอกาสนี้ทันที นางรีบหยิบถังไม้เดินเลี่ยงไปที่มุมมืดหลังครัว หัวใจเต้นไม่เป็นส่ำ

‘ระบบ! ขอแลกแต้ม ซื้อยาลดไข้กับยาแก้อักเสบชนิดผงที่ดีที่สุด!’

นางสั่งการในใจอย่างรวดเร็ว พริบตาต่อมา ขวดพลาสติกเล็กๆ สีขาวก็ปรากฏขึ้นในมิติซูเปอร์มาร์เก็ต นางใช้แต้มความสุขของเสี่ยวเป่าที่สะสมไว้เมื่อตอนได้กินไข่ตุ๋นแลกมาอย่างไม่ลังเล ก่อนจะเบิกมันออกมาไว้ในฝ่ามืออย่างรวดเร็ว

นางแอบซ่อนตัวอยู่หลังเสาไม้เก่าๆ ใช้นิ้วบดเม็ดยาจนเป็นผงละเอียดในผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กอย่างรีบร้อน เมื่อหมออู๋หันไปเติมฟืนใต้เตา นางก็สบโอกาสเทผงยาสีขาวทั้งหมดลงไปในหม้อดินที่กำลังเดือดปุดๆ คนให้เข้ากันอย่างรวดเร็วจนแน่ใจว่ามันละลายหายไปกับน้ำสมุนไพรสีเข้มจนหมดสิ้น

ภารกิจลุล่วง! นี่แหละคือ ‘ยา’ ที่แท้จริงที่จะช่วยชีวิตซูมู่หานได้

หลังจากป้อนยาให้ซูมู่หานเรียบร้อยแล้ว หมออู๋ก็หันมาตรวจดูบาดแผลที่ขาของเขาอย่างละเอียดอีกครั้ง เขาค่อยๆ เลิกขากางเกงที่ขาดรุ่งริ่งขึ้นอย่างระมัดระวัง เผยให้เห็นข้อเท้าที่บวมปูดจนน่ากลัวและมีรอยเขียวช้ำม่วงคล้ำเป็นวงกว้าง

หมออู๋ใช้มือกดคลึงเบาๆ บริเวณรอบๆ บาดแผล สีหน้าของเขาค่อยๆ เคร่งเครียดขึ้นทุกขณะ

“เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ ท่านหมอ” หลินชิงถามเสียงแผ่ว รอคอยคำตัดสินราวกับนักโทษที่รอฟังคำพิพากษา

หมออู๋ถอนหายใจยาว “เฮ้อ... หนักหนาเอาการ ไข้คงลดลงในไม่ช้า แต่ที่น่าเป็นห่วงคือกระดูกข้อเท้าของเขา” เขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ “กระดูกร้าวเสียแล้ว ต่อจากนี้อย่างน้อยสามเดือน ห้ามให้เขาทำงานหนักหรือเดินมากเป็นอันขาด หากไม่พักฟื้นให้ดี มีหวังได้กลายเป็นคนพิการไปตลอดชีวิต”

สามเดือน! พิการตลอดชีวิต!

คำพูดของหมออู๋เปรียบเสมือนสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางใจของหลินชิง นางหน้าซีดเผือด แต่ก็ยังพยายามรักษาสติไว้

ทว่า...ถ้อยคำเหล่านั้นไม่ได้เข้าหูของหลินชิงเพียงผู้เดียว

ที่บานประตูผุๆ ของกระท่อม มีเงาตะคุ่มร่างหนึ่งยืนแนบหูฟังอยู่ตั้งแต่หมออู๋มาถึง เมื่อเฉินเจียว สะใภ้ใหญ่แห่งตระกูลซู ได้ยินคำวินิจฉัยทั้งหมดอย่างชัดเจน ดวงตาของนางก็ทอประกายแห่งความยินดีและเจ้าเล่ห์ขึ้นมาทันที!

ซูมู่หานจะกลายเป็นคนพิการ! เป็นตัวถ่วงของบ้าน!

ความคิดชั่วร้ายผุดขึ้นในสมองของนางอย่างรวดเร็ว นางไม่รอช้าอีกต่อไป เงาร่างนั้นหมุนตัวอย่างเงียบกริบราวกับแมวขโมย แล้ววิ่งเหยาะๆ ตรงไปยังเรือนใหญ่ของตระกูลซูทันที... ปากของนางขยับพึมพำแผนการชั่วร้าย ถึงเวลาแล้วที่ต้องกำจัดส่วนเกินอย่างบ้านรองให้พ้นไปจากตระกูลซูเสียที