แผนการถอยเพื่อรุก

ราตรีกาลโรยตัวลงมาพร้อมกับความเงียบงัน แต่ภายในเรือนใหญ่ของตระกูลซูกลับคุกรุ่นไปด้วยไอแห่งความอัปมงคล เฉินเจียวสะใภ้ใหญ่ปาดเหงื่อที่หน้าผาก เล่าเรื่องที่ได้ยินจากปากหมออู๋ด้วยน้ำเสียงที่พยายามกดให้ต่ำ แต่ก็ไม่อาจซ่อนความยินดีไว้ได้มิด

“...ท่านแม่เจ้าขา ท่านหมอบอกว่ากระดูกข้อเท้าของอาซาน้องรองร้าว หากไม่พักฟื้นให้ดีสามเดือนเต็ม มีหวังได้กลายเป็นคนพิการไปตลอดชีวิตเจ้าค่ะ!”

หวังชุ่ยฮวาซึ่งกำลังนั่งพิงหมอนอยู่บนเตียงพลันลุกพรวดขึ้นมา ดวงตาที่เคยหรี่ปรือกลับเบิกโพลงเป็นประกายวาบ “เจ้าว่ากระไรนะ! พิการ!”

“เจ้าค่ะ ท่านแม่” เฉินเจียวพยักหน้าหงึกหงัก “ข้าได้ยินมากับหูตัวเองชัดเจน”

ความเงียบเข้าครอบงำชั่วขณะ ก่อนที่เสียงหัวเราะแหบแห้งจะดังขึ้นจากลำคอของหวังชุ่ยฮวา นางหัวเราะจนตัวโยนราวกับได้ฟังเรื่องตลกที่สุดในรอบปี “ฮ่าๆๆ! ดี! ดีเหลือเกิน! สวรรค์มีตาโดยแท้! แต่เดิมก็เป็นตัวไร้ประโยชน์อยู่แล้ว ตอนนี้ยังจะมาเป็นตัวถ่วงพิการอีก”

รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นบนใบหน้าเหี่ยวย่นของนาง “ในเมื่อมันจะเป็นภาระ ก็อย่าหวังว่าจะได้อยู่อย่างสบายอีกต่อไป!”

หญิงชราไม่รอช้า สลัดผ้าห่มแล้วก้าวฉับๆ ออกจากเรือนใหญ่ มุ่งตรงไปยังกระท่อมซอมซ่อท้ายบ้านราวกับพายุที่พร้อมจะทำลายล้างทุกสิ่ง

ปัง!

บานประตูผุพังถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรง หลินชิงที่กำลังเช็ดตัวให้ซูมู่หานอยู่สะดุ้งสุดตัว หันขวับไปมองด้วยสายตาตื่นตระหนก

หวังชุ่ยฮวายืนเท้าสะเอวอยู่ที่ปากประตู จ้องมองคนทั้งสองด้วยสายตาดูแคลน “พวกเจ้ายังมีหน้ามานั่งดูแลกันอีกรึ! ซูมู่หาน! เจ้าคนไร้ค่า! ไม่เพียงแต่หาเงินเข้าบ้านไม่ได้ ยังจะมานอนเป็นผักให้เมียเจ้าเลี้ยงอีก!”

“ท่านแม่ ท่านพูดเกินไปแล้วนะเจ้าคะ มู่หานบาดเจ็บเพราะไปทำงานหาเงินมาให้ครอบครัวนะเจ้าคะ” หลินชิงเอ่ยแย้งเสียงสั่น พยายามประคองร่างสามีไว้

“หุบปาก!” หวังชุ่ยฮวาตวาดลั่น “นับแต่นี้ไป กระท่อมหลังนี้ ข้าวทุกเม็ดที่พวกเจ้ากิน ถือเป็นของบ้านใหญ่ทั้งสิ้น! หากอยากจะอยู่ที่นี่ต่อไป เจ้า...หลินชิง! ก็ต้องทำงานเพื่อแลกมันมา!”

นางชี้นิ้วมาที่หลินชิง “งานบ้านทั้งหมดในบ้านใหญ่ ซักเสื้อผ้าให้ทุกคน หุงหาอาหาร ขนน้ำ ตัดฟืน เจ้าต้องทำทั้งหมด! หากทำไม่ได้ ก็ไสหัวออกไปจากบ้านตระกูลซูพร้อมกับผัวพิการและลูกอมโรคของเจ้าเสีย!”

ถ้อยคำประกาศิตนั้นโหดร้ายเสียยิ่งกว่าการใช้ดาบกรีดแทง หลินชิงหน้าซีดเผือด ร่างกายสั่นเทิ้มราวกับลูกนกในพายุ น้ำตาหยดแล้วหยดเล่ารินไหลอาบแก้ม นางคุกเข่าลงกับพื้นอย่างสิ้นแรง

“ท่านแม่... ได้โปรดเมตตาพวกเราด้วยเถิดเจ้าค่ะ... ฮือ... แค่งานในส่วนของบ้านเราก็หนักหนาแล้ว หากต้องทำทั้งหมดนั่น ข้า...ข้าคงทำไม่ไหว” นางร้องไห้ฟูมฟาย ปล่อยเสียงสะอื้นไห้ออกมาอย่างไม่อายผู้ใด เสียงของนางดังลอดออกไปนอกกระท่อมที่ไร้ซึ่งกำแพงกั้นที่ดีพอ

ซูมู่หานพยายามยันตัวลุกขึ้น “ท่านแม่! ท่านจะบีบคั้นกันเกินไปแล้ว!”

“เจ้าคนพิการยังจะมีปากเสียงอีกรึ!” หวังชุ่ยฮวาถลึงตาใส่ “หลินชิง! ข้าให้เวลาเจ้าตัดสินใจถึงเช้า หากไม่ตกลงก็เก็บของออกไปได้เลย!” พูดจบนางก็สะบัดหน้าเดินกลับเรือนใหญ่ไป ทิ้งให้หลินชิงนั่งร้องไห้ปานจะขาดใจอยู่ตรงนั้น

ทว่า... การแสดงละครฉากใหญ่เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น

เช้าวันรุ่งขึ้น แสงอาทิตย์ยังไม่ทันจับขอบฟ้าดี ชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาต่างก็ได้เห็นภาพอันน่าเวทนา หลินชิงในสภาพอิดโรย ดวงตาบวมช้ำจากการร้องไห้ กำลังหอบตะกร้าเสื้อผ้าใบใหญ่มุ่งหน้าไปยังลำธารท้ายหมู่บ้าน เสื้อผ้ากองนั้นสูงจนแทบจะท่วมหัวของนาง

ป้าหลี่ เพื่อนบ้านปากตลาดที่กำลังจะออกไปทุ่งนาพอดีเห็นเข้าก็รีบปรี่เข้ามาถาม “อ้าว! หนูรอง นี่เจ้าจะไปไหนกัน เสื้อผ้ามากมายปานนี้ของใครกันรึ”

หลินชิงปาดน้ำตาป้อยๆ ทำทีเป็นฝืนยิ้ม “เสื้อผ้าของทุกคนในบ้านใหญ่เจ้าค่ะป้าหลี่ ท่านแม่...ท่านแม่บอกว่าสามีข้าบาดเจ็บทำงานไม่ได้ หากพวกเราอยากจะมีที่ซุกหัวนอนต่อไป ข้าก็ต้องทำงานบ้านทั้งหมดเพื่อเป็นการตอบแทนเจ้าค่ะ”

นางพูดด้วยเสียงสะอื้นเครือ ทุกถ้อยคำล้วนแฝงไว้ด้วยความขมขื่นและน้อยเนื้อต่ำใจ

ป้าหลี่เบิกตากว้าง อ้าปากค้าง “หา! ทั้งหมดเลยรึ! นี่มันจะบ้ากันไปใหญ่แล้ว! หญิงชราหวังชักจะเหิมเกริมเกินไปแล้วนะ!”

หลินชิงรีบส่ายหน้า “อย่าพูดเช่นนั้นเลยเจ้าค่ะป้าหลี่ เป็นข้าที่บุญวาสนาน้อยเอง... ฮึก... ข้าขอตัวก่อนนะเจ้าคะ เดี๋ยวซักผ้าไม่เสร็จจะโดนท่านแม่ดุเอาได้”

นางกล่าวจบก็รีบเดินก้มหน้าจากไป ทิ้งให้ป้าหลี่ยืนกระทืบเท้าด้วยความโมโหระคนสงสารอยู่ตรงนั้น หญิงชรามองตามหลังสะใภ้รองผู้อาภัพไปจนลับตา ก่อนจะหันขวับมุ่งหน้าไปยังอีกทิศทางหนึ่ง... ทิศทางที่เหล่าสตรีในหมู่บ้านมักจะไปรวมตัวกันซักผ้าและแลกเปลี่ยนข่าวสารในยามเช้า

ณ ลำธารท้ายหมู่บ้าน หลินชิงทิ้งตัวลงนั่งข้างกองเสื้อผ้ามหึมา นางจุ่มมือลงในน้ำเย็นเฉียบจนแดงก่ำ เริ่มต้นขยี้เสื้อผ้าทีละชิ้นอย่างเชื่องช้า ดวงตาคอยสอดส่ายมองไปรอบๆ เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่ใกล้ๆ นางจึงแสร้งทำเป็นหน้ามืด เอนกายพิงโขดหิน หายใจหอบถี่

“ระบบ ขอแลกแต้มความแค้นของหวังชุ่ยฮวา 10 แต้ม เป็นเครื่องดื่มชูกำลังสูตรเข้มข้นที่สุด” นางพึมพำกับตัวเองเบาๆ

[ติ๊ง! แลกเปลี่ยนสำเร็จ ท่านได้รับ ‘เครื่องดื่มอัศนีบาตฟื้นพลัง’ 1 ขวด]

เพียงชั่วพริบตา ขวดแก้วเล็กๆ บรรจุของเหลวสีอำพันก็ปรากฏขึ้นในมือของนางภายใต้แขนเสื้อที่กว้างใหญ่ หลินชิงรีบยกขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด ความอ่อนล้าที่เกาะกินร่างกายราวกับถูกชะล้างออกไปสิ้น พลังงานสายหนึ่งพลันแล่นพล่านไปทั่วร่าง

นางสูดหายใจเข้าลึกๆ เก็บขวดเปล่ากลับเข้ามิติ แล้วเริ่มต้นละครฉากต่อไป เสียงสะอื้นเบาๆ และภาพของหญิงสาวร่างบางที่กำลังก้มหน้าก้มตาซักผ้ากองโตท่ามกลางแสงแดดอ่อนๆ กลายเป็นภาพที่ชาวบ้านหลายคนจดจำได้ติดตา

ในขณะเดียวกัน ปากหอยปากปูของป้าหลี่ก็ทำงานได้อย่างดีเยี่ยม เรื่องราวความโหดร้ายของหวังชุ่ยฮวาและความน่าสงสารของหลินชิงถูกขยายความและแต่งเติมจนมีสีสันแพร่กระจายไปทั่วหมู่บ้านกู่เซียงเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง

“...น่าสงสารเหลือเกิน สะใภ้รองต้องซักเสื้อผ้าให้คนทั้งตระกูล ผัวก็เจ็บหนักนอนซมอยู่ ลูกก็ตัวเล็กนิดเดียว หญิงชราหวังนั่นช่างใจยักษ์ใจมารเสียจริง!”

กระแสความเห็นใจเริ่มถาโถมเข้าหาบ้านรอง ขณะที่สายตาดูแคลนและคำนินทาต่างพุ่งเป้าไปที่เรือนใหญ่ของตระกูลซู

ยามค่ำคืน หลินชิงลากสังขารที่ ‘แสร้งว่า’ อ่อนล้ากลับมาถึงกระท่อม นางมองมือที่แดงและเริ่มพองของตนเองแล้วยิ้มหยันออกมาเบาๆ

ซูมู่หานมองมือนางด้วยแววตาเจ็บปวด “ชิงเอ๋อร์... ให้ข้าต้องทนทุกข์ทรมานเช่นนี้... มันคุ้มแล้วหรือ”

หลินชิงหันไปสบตาสามี ในแววตาที่เคยอ่อนแอและหวาดกลัว บัดนี้กลับมีประกายแห่งความเด็ดเดี่ยวฉายชัด นางกุมมือเขาไว้แน่น

“ท่านพี่วางใจเถิด” น้ำเสียงของนางเยือกเย็นและหนักแน่น “น้ำตาทุกหยดที่ข้าหลั่งในวันนี้ จะกลายเป็นอิฐแต่ละก้อนที่ใช้สร้างกำแพงแยกเราออกจากพวกเขาในวันหน้า ยิ่งพวกเขาบีบคั้นเรามากเท่าใด วันที่เราแยกบ้านออกไป ชาวบ้านก็จะยิ่งเห็นใจและช่วยเหลือเรามากเท่านั้น... นี่คือการถอยเพื่อรุกเจ้าค่ะ”