หมอเทวดาซุนป๋ออี้

เสียงทุ้มลึกที่แฝงไว้ด้วยอำนาจและประสบการณ์ดังขึ้นจากด้านในของหอโอสถ ร่างของชายชราผมขาวในชุดผ้าป่านเรียบง่ายผู้หนึ่งก้าวออกมาอย่างเชื่องช้า แต่ทุกย่างก้าวกลับหนักแน่นมั่นคง สายตาของเขาจับจ้องไปยังตลับยาในมือหลงจู๊ไม่วางตา

“ยาตลับนี้... ข้าผู้เฒ่าขอชมดูสักหน่อยได้หรือไม่?”

หลงจู๊แห่งหอโอสถชะงักงัน สีหน้าละโมบเมื่อครู่พลันแปรเปลี่ยนเป็นหงุดหงิดระคนรำคาญใจ ชายชราผู้นี้มาขัดจังหวะการทำกำไรมหาศาลของเขาเสียได้

“ท่านผู้เฒ่าซุน นี่เป็นเพียงยาจากหญิงชาวบ้านธรรมดา ไม่รบกวนสายตาของท่านหรอกขอรับ” เขาพยายามจะปิดตลับยาและส่งคืน แต่ก็ช้าไปเสียแล้ว

ชายชราที่ถูกเรียกว่า ‘ผู้เฒ่าซุน’ ก้าวมาถึงหน้าเคาน์เตอร์ในสามก้าว แววตาที่เคยดูเนือยๆ พลันฉายประกายคมปลาบดุจเหยี่ยวจ้องเหยื่อ เขายื่นมือเหี่ยวย่นแต่กลับมั่นคงออกไปเบื้องหน้าหลงจู๊

“ส่งมาให้ข้า” น้ำเสียงนั้นราบเรียบ แต่กลับแฝงด้วยแรงกดดันที่ทำให้ผู้ฟังมิอาจปฏิเสธ

หลงจู๊หน้าซีดเผือด เหงื่อเม็ดโป้งผุดขึ้นบนหน้าผาก เขารู้จักชายชราผู้นี้ดี... ซุนป๋ออี้ หมอเทวดาแห่งตลาดมืดเฟิงหลิง ผู้ซึ่งคำพูดเพียงประโยคเดียวสามารถชี้เป็นชี้ตายกิจการในตลาดแห่งนี้ได้ การล่วงเกินเขาไม่ต่างอันใดกับการรนหาที่ตาย หลงจู๊จึงได้แต่ส่งตลับยาให้ด้วยมืออันสั่นเทา

เสิ่นชิงฮวนซึ่งยืนนิ่งเงียบอยู่ภายใต้หมวกมี่ลี่ตลอดเวลา หรี่ตามองเหตุการณ์เบื้องหน้าอย่างพินิจพิเคราะห์ นางไม่รู้จักชายชราผู้นี้ แต่จากท่าทีของหลงจู๊ก็พอจะเดาได้ว่าเขาต้องเป็นบุคคลไม่ธรรมดา

ซุนป๋ออี้รับตลับกระเบื้องมาถือไว้ เขามิได้เปิดมันออกในทันที หากแต่เพียงหลับตาลงและสูดลมหายใจเข้าลึกๆ คล้ายกำลังซึมซับกลิ่นอายบางอย่าง

“หอมบริสุทธิ์... พลังโอสถเข้มข้นไร้สิ่งเจือปน” เขาพึมพำกับตนเอง ก่อนจะค่อยๆ เปิดฝาตลับออก

ทันทีที่เม็ดยาสีมรกตปรากฏสู่สายตา ดวงตาของซุนป๋ออี้ก็เบิกกว้างขึ้นอย่างไม่อาจควบคุม ความตื่นเต้นอย่างสุดขีดฉายชัดบนใบหน้าเหี่ยวย่นของเขา นิ้วมือที่เคยสั่นเล็กน้อยกลับนิ่งสนิทขณะประคองตลับยาไว้ราวกับเป็นของล้ำค่าที่สุดในใต้หล้า

“สวรรค์! นี่มัน... โอสถปราณหล่อหลอมขั้นสองระดับสูง! ทั้งยังมีความบริสุทธิ์ถึงเก้าส่วน... เป็นไปได้อย่างไร!” ซุนป๋ออี้อุทานออกมาอย่างลืมตัว สายตาที่มองมายังเม็ดยานั้นเต็มไปด้วยความเลื่อมใสราวกับกำลังมองงานศิลปะชิ้นเอก

คำประกาศของซุนป๋ออี้ดังก้องไปทั่วหอโอสถที่เงียบงัน หลงจู๊มีสีหน้าขาวซีดสลับเขียวคล้ำราวกับถูกตบหน้าอย่างแรงกลางตลาด เขาเพิ่งจะคิดกดราคาสิ่งที่หมอเทวดาซุนป๋ออี้ประเมินว่าเป็น ‘โอสถปราณขั้นสองระดับสูง’ ไปหยกๆ หากข่าวนี้แพร่ออกไป ชื่อเสียงของเขาคงได้ป่นปี้ไม่มีชิ้นดี

ซุนป๋ออี้ไม่สนใจท่าทีของหลงจู๊อีกต่อไป เขาเงยหน้าขึ้นมองสตรีลึกลับตรงหน้าด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง จากความสงสัยใคร่รู้กลายเป็นความนับถือและร้อนรนอยากจะทำความรู้จัก

“แม่นางน้อย โอสถเม็ดนี้... ไม่ทราบว่าเจ้าต้องการขายในราคาเท่าใด?”

เสิ่นชิงฮวนยังคงนิ่งเงียบ นางเพียงยื่นนิ้วชี้เรียวขาวนิ้วหนึ่งออกมาเป็นสัญญาณ

“หนึ่งร้อยตำลึงเงิน?” ซุนป๋ออี้คาดเดาด้วยน้ำเสียงจริงจัง “สมเหตุสมผล! ด้วยความบริสุทธิ์ระดับนี้ หนึ่งร้อยตำลึงเงินนับว่าไม่แพงเลย ข้าตกลง!”

สิ้นคำ ชายชราก็ล้วงถุงเงินหนักอึ้งออกมาจากแขนเสื้อแล้ววางลงบนเคาน์เตอร์ทันที ไม่มีแม้แต่ร่องรอยของการลังเล

หลงจู๊ยืนตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป หนึ่งร้อยตำลึงเงิน! ราคาที่เขาคิดจะเสนอ... ไม่ถึงหนึ่งในสิบของราคานี้ด้วยซ้ำ!

เสิ่นชิงฮวนมองถุงเงินแล้วส่ายหน้าช้าๆ

ซุนป๋ออี้ขมวดคิ้วเล็กน้อย “หนึ่งร้อยตำลึงยังน้อยไปรึ? เช่นนั้น... หนึ่งร้อยห้าสิบ! นี่คือราคาสูงสุดที่ข้าให้ได้แล้ว!”

นางยังคงส่ายหน้า หลงจู๊ที่ยืนมองอยู่ข้างๆ แทบจะล้มทั้งยืน ใจของเขากรีดร้องด้วยความเสียดาย สตรีผู้นี้ช่างกล้าต่อรองกับหมอเทวดาซุนป๋ออี้!

เสิ่นชิงฮวนเห็นว่าสถานการณ์สุกงอมได้ที่แล้ว จึงเอ่ยปากเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ชายชราปรากฏตัว “ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น ท่านผู้เฒ่าเข้าใจผิดแล้ว” น้ำเสียงของนางยังคงราบเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยความมั่นใจ “ข้าหมายถึง... หนึ่งตำลึงทอง”

หนึ่งตำลึงทองมีค่าเท่ากับหนึ่งร้อยตำลึงเงิน ราคาที่นางเสนอจึงเป็นราคาเดียวกับที่ซุนป๋ออี้เสนอในตอนแรก แต่การแสดงออกกลับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง นี่เป็นการแสดงให้เห็นว่านางคือผู้กุมอำนาจในการต่อรอง และนางรู้มูลค่าของสินค้าในมือตนเองดี

ซุนป๋ออี้ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ “ฮ่าๆๆๆ! ดี! ดีมาก! เป็นหญิงสาวที่น่าสนใจยิ่งนัก! ไม่เพียงแต่มีโอสถชั้นเลิศ แต่ยังมีปฏิภาณไหวพริบยอดเยี่ยม! ตกลง! หนึ่งตำลึงทอง!”

เขาส่งสัญญาณให้เด็กรับใช้ในร้านนำตั๋วแลกเงินมูลค่าหนึ่งตำลึงทองมามอบให้เสิ่นชิงฮวน พร้อมกับส่งตลับยาคืน “โอสถเม็ดนี้ ข้าขอมอบคืนให้เจ้าเป็นของขวัญสำหรับการพบกันครั้งแรก ส่วนตั๋วเงินนี้ถือเป็นค่าเสียเวลาที่ข้าทำให้เจ้าต้องรอ”

เสิ่นชิงฮวนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยภายใต้ผ้าคลุมหน้า ชายชราผู้นี้ช่างใจกว้างและมองการณ์ไกลนัก เขาไม่เพียงซื้อยา แต่กำลังพยายามซื้อใจนางด้วย

“ข้าขายของ ไม่ได้มาขอรับของขวัญ” นางกล่าวพลางดันตลับยากลับไป “โอสถเป็นของท่าน ส่วนตั๋วเงินข้าขอรับไว้”

นางรับตั๋วเงินมาเหน็บไว้ที่เอวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะโค้งคำนับเล็กน้อยตามมารยาท “ขอบคุณท่านผู้เฒ่าซุน”

“เดี๋ยวก่อนแม่นางน้อย!” ซุนป๋ออี้รีบเรียกไว้ “ข้าแซ่ซุน ชื่อป๋ออี้ เป็นเพียงหมอชราธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ทราบว่าพอจะทราบชื่อของแม่นางได้หรือไม่? และโอสถชั้นเลิศเช่นนี้... ยังพอมีอีกหรือไม่?”

เสิ่นชิงฮวนหยุดชะงัก นางหันกลับมาเล็กน้อย แต่ไม่ได้เผยนามที่แท้จริงออกไป “ของดีย่อมมีน้อย หากวาสนาถึงพร้อม เราคงได้พบกันอีก”

กล่าวจบนางก็หมุนกายจากไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้ซุนป๋ออี้ยืนมองตามด้วยแววตาชื่นชมระคนเสียดาย ก่อนที่สายตาของเขาจะตวัดกลับมามองหลงจู๊ด้วยความเย็นชา “เกือบจะทำให้ข้าพลาดของดีไปแล้ว จัดการร้านของเจ้าให้ดีด้วย”

หลงจู๊ทรุดลงกับพื้นทันที เขารู้ดีว่าคำพูดเรียบๆ นั้นคือคำเตือนครั้งสุดท้าย

เสิ่นชิงฮวนนำตั๋วเงินไปขึ้นเป็นเงินสดที่โรงรับจำนำในตลาดมืด ได้เป็นเงินตำลึงและเศษเงินจำนวนหนึ่ง จากนั้นนางจึงไม่รีรอแม้แต่น้อย ในสมองของนางพลันปรากฏหน้าจอข้อมูลจากระบบสังเคราะห์พิษไร้เงาขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ ‘สูตรยาถอนพิษบุปผาโลหิต ขั้นที่หนึ่ง: ต้องการหญ้าคืนวิญญาณเจ็ดดาว, รากแก้วอัสนี, และเกล็ดวารี...’

นางเดินตรงไปยังร้านขายสมุนไพรที่ใหญ่ที่สุดในตลาดมืด เอ่ยชื่อสมุนไพรหายากสามสี่ชนิดที่จำเป็นสำหรับการถอนพิษบนใบหน้าออกมาอย่างคล่องแคล่ว เงินหนึ่งร้อยตำลึงที่ได้มา ถูกใช้ไปเกือบครึ่งในพริบตา แต่นางไม่รู้สึกเสียดายแม้แต่น้อย

เมื่อได้ของครบตามที่ต้องการ เสิ่นชิงฮวนก็ไม่คิดจะอยู่นานอีกต่อไป ตลาดมืดไม่ใช่สถานที่ที่สตรีตัวคนเดียวควรอยู่นาน นางกระชับห่อสมุนไพรและถุงเงินที่เหลือให้แน่น ก่อนจะเร่งฝีเท้าเดินไปยังทางออกที่เชื่อมกับตรอกมืดและเปลี่ยวที่สุด

ทว่า... ขณะที่นางกำลังจะก้าวเท้าออกจากเขตตลาดที่อึกทึก หางตาของนางก็พลันเหลือบไปเห็นเงาร่างกำยำหลายสายที่กำลังแฝงตัวอยู่ตามมุมมืดของตรอกนั้นอย่างผิดสังเกต

กลิ่นอายอันตรายลอยมาปะทะร่างทันที... ดูเหมือนว่าเงินก้อนแรกที่นางหามาได้ จะดึงดูดปัญหามาไวกว่าที่คิด