ซ้อนแผนจับตัวหลินต้าไห่

โครม! เพล้ง!

บานประตูไม้ที่สั่นคลอนมานานพลันพังทลายลงในที่สุด สลักประตูที่ผุกร่อนมิอาจทานทนต่อแรงกระแทกมหาศาลได้อีกต่อไป มันแตกกระจายออกพร้อมกับเศษไม้ที่ปลิวกระเด็นไปทั่วทุกทิศทาง ร่างสูงใหญ่ของหลินต้าไห่ปรากฏขึ้นที่กรอบประตู ดวงตาของเขาแดงก่ำราวกับตาวัวกระทิงคลั่ง ลมหายใจหอบกระเส่าบ่งบอกถึงความเหนื่อยล้าและความเดือดดาลที่ปะทุถึงขีดสุด

เบื้องหลังบุรุษร่างยักษ์คือจางสิ่วหรง พี่สะใภ้ใหญ่ผู้มีใบหน้างดงามแต่จิตใจกลับอสรพิษ นางยืนซ้อนอยู่ด้านหลัง คอยส่งเสียงยุยงด้วยน้ำเสียงแหลมเล็กที่เปี่ยมไปด้วยความอาฆาตมาดร้าย

“น้องสาม จัดการมันเลย! นังแพศยานี่มันดื้อด้านนัก จับตัวมันไว้ อย่าให้มันหนีไปได้!”

หลินต้าไห่แสยะยิ้มชั่วร้าย เขาก้าวอาดๆ เข้ามาในห้องแคบๆ ยืดเส้นยืดสายจนกระดูกลั่นกร๊อบแกร๊บ ในสายตาของเขา กู้เซียงเป็นเพียงสตรีอ่อนแอที่ป่วยกระเสาะกระแสะมาตลอดหลายปี แม้เมื่อครู่นางจะแสดงท่าทีแข็งกร้าวไปบ้าง แต่ท้ายที่สุดแล้วจะเอาเรี่ยวแรงอันใดมาต่อกรกับบุรุษฉกรรจ์เช่นเขาได้

“นังตัวดี! ยอมให้ข้ามัดเสียดีๆ หรือจะให้ข้าต้องลงไม้ลงมือ!” เขาคำรามพลางกางมือใหญ่ออก เตรียมจะตะครุบจับร่างบอบบางที่ยืนนิ่งสงบอยู่กลางห้อง

กู้เซียงยืนนิ่งไม่ไหวติง ทรวงอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างสม่ำเสมอ ในห้วงความคิดของนางไม่ได้มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย มีเพียงความเยียบเย็นที่คำนวณทุกความเป็นไปได้อย่างเฉียบขาด ประสาทสัมผัสที่ถูกฝึกฝนมาอย่างหนักหน่วงในฐานะหน่วยรบพิเศษตื่นตัวเต็มพิกัด กล้ามเนื้อทุกมัดเตรียมพร้อมสำหรับการเคลื่อนไหวในเสี้ยววินาที

นางเห็นแววตาดูแคลนของหลินต้าไห่ เห็นรอยยิ้มสมใจของจางสิ่วหรงที่คิดว่าแผนการสำเร็จลุล่วงแล้ว

ทันทีที่หลินต้าไห่ยื่นมืออวบหนาหมายจะคว้าจับแขนของนาง กู้เซียงก็เคลื่อนไหว!

นางไม่ได้ถอยหลังเพื่อหนี แต่กลับก้าวเท้าซ้ายไปด้านข้างเล็กน้อย เป็นการเคลื่อนที่ที่รวดเร็วและแม่นยำจนแทบจะกลายเป็นภาพติดตา ร่างกายของนางหมุนเข้าประชิดตัวหลินต้าไห่ราวกับใบหลิวลู่ลม ใช้โมเมนตัมจากการพุ่งเข้ามาของเขาให้เป็นประโยชน์ มือข้างหนึ่งของนางคว้าจับที่ข้อมือของเขาไว้มั่น ขณะที่มืออีกข้างสอดเข้าไปจับคอเสื้อบริเวณหัวไหล่

ทุกอย่างเกิดขึ้นในชั่วพริบตา!

หลินต้าไห่ยังไม่ทันได้ประมวลผลว่าเกิดสิ่งใดขึ้น เขารู้สึกเพียงว่าแรงที่ตนเองทุ่มไปทั้งหมดนั้นพลันสูญเปล่าราวกับต่อยลงในอากาศว่างเปล่า ก่อนที่โลกทั้งใบของเขาจะหมุนคว้าง!

กู้เซียงย่อตัวลงเล็กน้อย ใช้สะโพกเป็นจุดหมุน ออกแรงบิดเอวและดึงแขนของหลินต้าไห่พร้อมกันในจังหวะเดียว ร่างสูงใหญ่ที่หนักกว่านางไม่รู้กี่เท่าพลันลอยข้ามแผ่นหลังอันบอบบางของนางไปอย่างง่ายดายราวกับว่าวที่ขาดป่าน!

ตุ้บ!

เสียงร่างกระแทกลงบนพื้นดินอัดแน่นดังสนั่นหวั่นไหว ความจุกเสียดแล่นปราดขึ้นมาจนหลินต้าไห่ถึงกับหน้าเขียว เขาอ้าปากพะงาบๆ พยายามจะสูดอากาศเข้าปอด แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ขยับตัวลุกขึ้น เงาร่างของกู้เซียงก็ทาบทับลงมา

นางใช้เข่าข้างหนึ่งกดลงบนแผ่นหลังของเขาอย่างแรง ตรึงร่างของเขาไว้กับพื้นจนไม่อาจขยับเขยื้อนได้ จากนั้นจึงจับแขนขวาของเขาบิดไพล่หลังในองศาที่ผิดธรรมชาติ

“อ๊ากกกกกก!”

เสียงกรีดร้องอันแหลมสูงจนไม่น่าเชื่อว่าจะหลุดออกมาจากลำคอของบุรุษร่างกำยำดังลั่นไปทั่วทั้งเรือน ความเจ็บปวดรุนแรงแล่นพล่านจากข้อศอกขึ้นไปยังหัวไหล่ หลินต้าไห่รู้สึกราวกับว่าแขนของเขากำลังจะถูกฉีกออกจากร่าง ใบหน้าของเขาแนบติดกับพื้นดินเย็นเฉียบ น้ำตาและน้ำมูกไหลปะปนกับฝุ่นดินอย่างน่าสมเพช

“ปล่อย! ปล่อยข้านะนังสารเลว! โอ๊ย! แขนข้าจะหักแล้ว!” เขาแผดเสียงร้องโหยหวน ขาทั้งสองข้างดิ้นรนตะเกียกตะกายไปมา แต่ก็ไร้ผล ยิ่งเขาดิ้นรนมากเท่าใด แรงกดที่แขนก็ยิ่งเพิ่มทวีคูณขึ้นเท่านั้น

ภาพเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนน่าตระหนก จางสิ่วหรงซึ่งยืนรอชมผลงานด้วยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมถึงกับแข็งค้างอยู่ที่หน้าประตู รอยยิ้มของนางยังคงประดับอยู่บนใบหน้า แต่ดวงตากลับเบิกกว้างจนแทบถลนออกมาจากเบ้า ริมฝีปากอ้าค้างราวกับคนสิ้นสติ

นางเห็นอะไร? นางเห็นสะใภ้รองที่ป่วยสามวันดีสี่วันไข้... ทุ่มพี่ชายสามีร่างยักษ์ลงไปกองกับพื้นด้วยท่าทางที่นางไม่เคยพบเห็นมาก่อน จากนั้นยังจับเขากดลงกับพื้น บิดแขนจนเขาร้องลั่นราวกับหมูถูกเชือด!

นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!

ความหวาดกลัวอันเย็นเยียบแล่นจับขั้วหัวใจของจางสิ่วหรง สองขานางสั่นระริกจนแทบจะยืนไม่อยู่ ภาพของกู้เซียงในยามนี้ช่างแตกต่างจากสตรีอ่อนแอที่นางเคยข่มเหงรังแกโดยสิ้นเชิง ดวงตาคู่นั้นที่ตวัดมองมายังนางช่างเย็นชาและคมปลาบราวกับน้ำแข็งพันปี แฝงไว้ด้วยจิตสังหารที่ทำให้นางขนลุกซู่ไปทั้งร่าง

“พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านก็อยากจะลองดูบ้างหรือไม่?” กู้เซียงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่กลับเสียดแทงเข้าไปในโสตประสาทของจางสิ่วหรงยิ่งกว่าคมมีด

จางสิ่วหรงสะดุ้งสุดตัว นางส่ายหน้าพรืดอย่างลนลาน ถอยหลังกรูดจนแผ่นหลังกระแทกเข้ากับวงกบประตูที่พังยับเยินอย่างแรง

“ไม่... ไม่... ข้า... ข้าไม่เกี่ยว...” นางพูดตะกุกตะกัก เสียงสั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์

กู้เซียงแค่นเสียงหยันในลำคอ นางก้มลงมองบุรุษใต้ร่างที่ยังคงร้องโอดโอยไม่หยุด “คิดจะใช้กำลังกับข้างั้นรึ หลินต้าไห่? เจ้าคิดว่ากำลังป่าเถื่อนของเจ้าจะทำอะไรข้าได้หรือ? จำไว้ให้ดี... ตระกูลหลินของพวกเจ้า ไม่มีปัญญาทำอะไรข้าได้ทั้งนั้น!”

คำประกาศกร้าวของนางดังชัดเจนไปถึงหูของจางสิ่วหรง มันคือการตอกย้ำความจริงอันน่าสะพรึงกลัว... ว่ากำลังของบ้านหลินที่พวกเขาเคยภาคภูมิใจนักหนา ไม่ได้มีความหมายใดๆ ต่อหน้าน้องสะใภ้ผู้นี้เลยแม้แต่น้อย

เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดของหลินต้าไห่ยังคงดังต่อเนื่องไม่ขาดสาย มันดังเสียจนทะลุผ่านกำแพงดินออกไป ปลุกความเงียบสงัดของค่ำคืนในหมู่บ้านชิงสุ่ยให้แตกตื่นอลหม่าน

ในไม่ช้า... เสียงเห่าของสุนัขก็เริ่มดังขึ้นระงมจากหลายทิศทาง ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าของผู้คนที่กำลังวิ่งตรงมายังบ้านตระกูลหลิน พร้อมกับเสียงตะโกนถามไถ่ด้วยความตกใจ

แสงจากคบไฟหลายดวงเริ่มปรากฏวูบวาบอยู่นอกรั้วบ้าน บ่งบอกว่าชาวบ้านจำนวนมากกำลังมุ่งหน้ามายังที่เกิดเหตุแล้ว