ผู้ใหญ่บ้านสวี่ฝูเกิงออกโรง
แสงไฟจากคบเพลิงสาดส่องวูบวาบขับไล่ความมืดยามราตรีให้จางหายไปจากลานบ้านตระกูลหลิน เผยให้เห็นภาพความอลหม่านที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน เงาคนผู้หนึ่งทอดทาบเข้ามาในลานบ้าน ตามมาด้วยเงาที่สอง สาม... จนกลายเป็นกลุ่มชาวบ้านจากหมู่บ้านชิงสุ่ยจำนวนมากที่แห่กันมามุงดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดของหลินต้าไห่ยังคงดังระงมไม่หยุดหย่อน ดุจดั่งเสียงฆ้องที่ดึงดูดผู้คนให้หลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย
เมื่อหวังชุ่ยฮวาเห็นว่ามีผู้คนมาเป็นพยานมากมาย แววตาของนางก็ฉายประกายเจ้าเล่ห์ขึ้นมาทันที นางรีบเปลี่ยนจากท่าทีตกตะลึงมาเป็นการทิ้งตัวลงกับพื้นดิน ทุบอกชกตัวร่ำไห้ปานจะขาดใจตาย น้ำหูน้ำตาไหลพรากราวกับเขื่อนพังทลาย
"โอ... สวรรค์เอย! เหตุใดจึงส่งสะใภ้อสรพิษเช่นนี้มาให้บ้านหลินของข้า! ดูเถิดพี่น้องทั้งหลาย ดูสิ่งที่นางทำกับบุตรชายของข้า!" นางชี้ไปยังหลินต้าไห่ที่ยังคงนอนบิดกายด้วยความเจ็บปวดอยู่บนพื้น "นาง... นางมันปีศาจร้ายกลับชาติมาเกิด! ไม่เพียงแต่ไม่ปรนนิบัติรับใช้แม่สามี ยังกล้าลงมือทำร้ายพี่ชายสามีอย่างโหดเหี้ยมเช่นนี้! นางคงถูกวิญญาณชั่วร้ายเข้าสิงเป็นแน่แล้ว!"
คำกล่าวหาของหวังชุ่ยฮวาดังชัดเจนไปทั่วทุกสารทิศ ชาวบ้านที่มามุงดูต่างพากันส่งเสียงฮือฮา บ้างก็เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง บ้างก็เริ่มซุบซิบวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา
"สวรรค์! สะใภ้รองตระกูลหลินผู้นั้นกล้าถึงเพียงนี้เชียวรึ?"
"นางดูอ่อนแอจะตายไป เหตุใดจึงมีเรี่ยวแรงทำร้ายบุรุษร่างกำยำอย่างหลินต้าไห่ได้?"
"ข้าได้ยินมาว่านางป่วยหนักมาหลายวัน อาจจะเสียสติไปแล้วก็เป็นได้..."
ทว่าท่ามกลางเสียงวิจารณ์เหล่านั้น ยังมีสายตาบางคู่ที่มองไปยังหวังชุ่ยฮวาด้วยความเคลือบแคลงสงสัย ชื่อเสียงของหญิงชราผู้นี้ในหมู่บ้านชิงสุ่ยนั้นหาได้ดีงามไม่ ความขี้เหนียว ความลำเอียง และการข่มเหงสะใภ้หม้ายของนางเป็นที่รู้กันดีในวงแคบๆ เพียงแต่ไม่มีผู้ใดกล้ายื่นปากเข้ามายุ่งเรื่องในครอบครัวของผู้อื่นเท่านั้น
กู้เซียงยังคงยืนนิ่งสงบอยู่กลางวงล้อม นางกวาดสายตาคมปลาบมองไปรอบๆ ราวกับแม่ทัพผู้กำลังประเมินสถานการณ์ในสนามรบ นางไม่ได้ตอบโต้คำกล่าวหาของหวังชุ่ยฮวาแม้แต่คำเดียว เพียงแต่ปล่อยให้หญิงชราผู้นั้นแสดงละครตบตาต่อไปอย่างเต็มที่
ในขณะที่สถานการณ์กำลังจะยิ่งบานปลายออกไปนั้น พลันมีเสียงทุ้มต่ำและทรงอำนาจดังขึ้นจากด้านนอกวงล้อม
"หลีกทาง! เกิดเรื่องอันใดขึ้น!"
เพียงแค่สิ้นเสียง ชาวบ้านที่มุงกันอยู่ก็รีบแหวกทางออกเป็นช่องโดยอัตโนมัติ บุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งก้าวเข้ามาในลานบ้านด้วยท่วงท่าองอาจ ใบหน้าของเขาเคร่งขรึมแฝงไว้ด้วยความน่าเกรงขาม ในมือถือกล้องยาสูบอันเป็นเอกลักษณ์ เขาสวมอาภรณ์ผ้าฝ้ายธรรมดา แต่กลับแผ่รัศมีของผู้มีอำนาจออกมาอย่างชัดเจน เขาคือ สวี่ฝูเกิง ผู้ใหญ่บ้านแห่งหมู่บ้านชิงสุ่ย
เมื่อหวังชุ่ยฮวาเห็นผู้ใหญ่บ้านมาถึง นางก็คล้ายกับได้พบผู้หนุนหลังคนสำคัญ รีบคลานเข้าไปเกาะแข้งเกาะขาของเขาทันที
"ท่านผู้ใหญ่บ้าน! ท่านต้องให้ความเป็นธรรมแก่บ้านหลินของข้าด้วย!" นางร้องโวยวายเสียงดัง "สะใภ้รองคนนี้มันบ้าไปแล้ว! มันทำร้ายต้าไห่จนปางตาย ท่านดูสภาพเขาเถิด! ข้าเลี้ยงดูฟูมฟักมันมาอย่างดี แต่มันกลับตอบแทนข้าเช่นนี้! ช่างเป็นังอาจารย์เหลือขอ! ท่านต้องจับนางไปโบยแล้วส่งให้ทางการลงโทษให้สาสม!"
สวี่ฝูเกิงขมวดคิ้วแน่น เขาปรายตามองไปยังหลินต้าไห่ที่นอนครวญครางอยู่บนพื้น แล้วจึงหันกลับมามองกู้เซียงที่ยืนนิ่งไม่ไหวติง ดวงตาที่ผ่านโลกมามากของเขาสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างในแววตาของสตรีผู้นี้... มันไม่ใช่แววตาของคนบ้าคลั่ง แต่เป็นแววตาที่สงบนิ่งและเยือกเย็นเกินไปต่างหาก
"เจ้ามีสิ่งใดจะกล่าวแก้ต่างหรือไม่... สะใภ้รองหลิน" สวี่ฝูเกิงเอ่ยถาม น้ำเสียงของเขาราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจกดดัน
ชาวบ้านทุกคนต่างเงียบกริบเพื่อรอฟังคำตอบ ทุกสายตาจับจ้องมาที่กู้เซียงเป็นจุดเดียว
กู้เซียงยอบกายลงเล็กน้อยเพื่อแสดงความเคารพต่อผู้ใหญ่บ้านตามธรรมเนียม ก่อนจะยืดตัวตรงขึ้นอีกครั้ง ดวงหน้าของนางยังคงเรียบเฉย แต่น้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นกลับหนักแน่นและชัดเจนกังวานไปทั่ว
"เรียนท่านผู้ใหญ่บ้าน ข้ามิได้บ้าคลั่ง และมิได้คิดร้ายต่อผู้ใด"
นางกล่าวอย่างใจเย็น แล้วจึงค่อยๆ ยกแขนเสื้อของตนเองขึ้นช้าๆ เผยให้เห็นข้อมือขาวผ่องที่บัดนี้ปรากฏรอยริ้วแดงคล้ำเป็นจ้ำน่ากลัว บางแห่งถึงกับมีรอยถลอกจนเลือดซิบ มันคือร่องรอยของการถูกมัดด้วยเชือกอย่างรุนแรงและยาวนาน!
"โอ้!" เสียงอุทานด้วยความตกใจดังขึ้นมาจากกลุ่มชาวบ้าน
"นั่น... นั่นมันรอยเชือกรัดมิใช่รึ!"
"สวรรค์! ใครกันที่ใจร้ายถึงเพียงนี้!"
หวังชุ่ยฮวาและจางสิ่วหรงที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ถึงกับหน้าซีดเผือดเป็นไก่ต้ม พวกนางไม่คาดคิดว่ากู้เซียงจะกล้าเปิดโปงเรื่องนี้ต่อหน้าคนทั้งหมู่บ้าน!
กู้เซียงไม่สนใจเสียงซุบซิบเหล่านั้น นางยังคงจ้องตรงไปยังผู้ใหญ่บ้านสวี่ฝูเกิง แววตาของนางฉายแววขอความเป็นธรรมอย่างเด่นชัด
"พี่ชายสามีและแม่สามีกล่าวหาว่าข้าคิดจะหนีออกจากบ้าน จึงได้จับข้ามัดไว้กับเสาเรือนตั้งแต่เมื่อวานยามเย็น ไม่ให้ข้าได้กินแม้น้ำสักหยด" น้ำเสียงของนางเริ่มสั่นเครือเล็กน้อย แต่กลับไม่ใช่การสั่นเครือด้วยความอ่อนแอ หากแต่เป็นการสั่นด้วยความอดสูและคับแค้นใจ "เมื่อครู่นี้ พี่ชายสามีพยายามจะใช้กำลังกับข้าอีกครั้ง ข้าเป็นเพียงสตรีตัวเล็กๆ หากไม่ป้องกันตัว ก็คงมีแต่ทางตายสถานเดียว"
นางหยุดพูดไปชั่วครู่ ก่อนจะกล่าวประโยคที่ทำให้ทุกคนต้องตะลึงงัน
"ข้าขอเรียนถามท่านผู้ใหญ่บ้านและทุกท่านในที่นี้ การที่สตรีหม้ายผู้หนึ่งถูกพี่ชายสามีและแม่สามีรุมรังแกถึงเพียงนี้... หากข้าลุกขึ้นสู้เพื่อปกป้องเกียรติและชีวิตของตนเอง... ข้าทำผิดด้วยหรือเจ้าคะ?"
สิ้นคำถามนั้น กู้เซียงก็คุกเข่าลงกับพื้นเบื้องหน้าผู้ใหญ่บ้านสวี่ฝูเกิง ก้มศีรษะลงจรดพื้นดินอย่างหนักแน่น
"ข้าขอให้ท่านผู้ใหญ่บ้านโปรดให้ความเป็นธรรมแก่ข้า... กู้เซียงด้วย!"
คำประกาศก้องของนางสะท้อนกังวานไปทั่วลานบ้าน ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบงัน มีเพียงเสียงลมหายใจและเสียงคบไฟที่ลุกไหม้ดังเปรี๊ยะๆ เท่านั้น สายลมเย็นเยียบพัดโชยมาปะทะร่าง ทำให้ทุกคนรู้สึกหนาวเหน็บไปถึงกระดูก ทั้งที่อากาศไม่ได้หนาวเย็นเลยแม้แต่น้อย
บัดนี้ สถานการณ์ได้พลิกผันไปโดยสิ้นเชิง จากจำเลยในสายตาชาวบ้าน กู้เซียงได้กลายเป็นผู้ร้องทุกข์ที่น่าสงสาร ส่วนหวังชุ่ยฮวาที่เคยตีบทแตกกระจุยเมื่อครู่ บัดนี้กลับยืนตัวสั่นงันงกด้วยความหวาดกลัวและโกรธแค้นระคนกันไป
สวี่ฝูเกิงยืนนิ่งไม่ไหวติง สายตาของเขาคมปลาบดุจเหยี่ยวที่จับจ้องเหยื่อ เขากวาดตามองรอยเชือกบนข้อมือของกู้เซียง สลับกับใบหน้าที่ซีดเผือดราวกับกระดาษของหวังชุ่ยฮวาและจางสิ่วหรง ก่อนจะหันไปมองหลินต้าไห่ที่แสร้งทำเป็นร้องโอดโอยยิ่งกว่าเดิม คิ้วของเขาขมวดมุ่นเข้าหากันจนแทบจะเป็นปม... ความจริงและความเท็จในเหตุการณ์นี้ มันช่างซับซ้อนกว่าที่เห็นนัก