ประกาศกร้าวขอแยกบ้าน
ซูหว่านหนิงสูดลมหายใจลึก พลังงานอบอุ่นจากน้ำพุวิญญาณยังคงไหลเวียนอยู่ในทุกอณูของร่างกาย ขับไล่ความหวาดหวั่นในใจจนหมดสิ้น เหลือเพียงความสงบเยือกเย็นและจิตสังหารที่แผ่ซ่านออกมาอย่างไม่ปิดบัง
นางมิใช่เด็กสาวขี้ขลาดคนเดิมอีกต่อไปแล้ว!
นางเดินไปปลดสลักประตูด้วยท่วงท่ามั่นคง บานประตูไม้เก่าแก่เปิดออกพร้อมกับเสียงเสียดสีบาดหู เผยให้เห็นภาพที่คาดการณ์ไว้ไม่ผิดเพี้ยน
ฮูหยินเฒ่าหลินยืนหน้าถมึงทึงอยู่เบื้องหน้า ดวงตาที่เล็กหยีนั้นถลึงมองนางราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ข้างกายคือซูต้าเจียงผู้เป็นลุงใหญ่ที่ยืนกอดอกด้วยสีหน้าราบเรียบแต่แววตาฉายแววเย็นชา และหวังชุ่ยฮวาที่ยืนบิดปากส่งสายตาดูแคลนมาให้นาง ด้านหลังยังมีชาวบ้านหลายคนเริ่มทยอยกันมามุงดู ส่งเสียงซุบซิบวิพากษ์วิจารณ์
ทันทีที่เห็นหน้าซูหว่านหนิง ฮูหยินเฒ่าหลินก็พุ่งเข้ามาหมายจะกระชากแขนนาง แต่ซูหว่านหนิงขยับกายหลบได้อย่างฉิวเฉียด ทำให้นางเฒ่าเสียหลักจนเกือบจะล้มคะมำ
"เจ้า! เจ้าเด็กอกตัญญู!" ฮูหยินเฒ่าหลินชี้หน้าด่าด้วยเสียงแหลมสูง "เมื่อวานกล้าดีอย่างไรถึงใช้มีดขู่ข้า! วันนี้ยังกล้าหลบข้าอีกรึ! คิดว่าปีกกล้าขาแข็งแล้วใช่หรือไม่!"
ซูหว่านหนิงปรายตามองอย่างเย็นชา "เรียนฮูหยินเฒ่า ข้ามิได้ขู่ท่าน เพียงแต่ป้องกันตัวจากคนที่คิดจะขายข้าไปเป็นอนุของเศรษฐีเฒ่าก็เท่านั้น อีกทั้งเมื่อครู่ ข้าเพียงขยับหลบมิให้ท่านต้องมาสัมผัสตัวข้าให้เป็นเสนียดก็เท่านั้น"
"หน็อยแน่ะ!" ฮูหยินเฒ่าหลินโกรธจนตัวสั่น "ปากดีนักนะ! ข้าเป็นย่าเจ้า การตัดสินใจของข้าถือเป็นประกาศิต! ข้าจะขายเจ้าหรือน้องสาวเจ้าไปที่ใดก็ได้เพื่อนำเงินมาส่งเสียเหวินโปให้ได้เป็นขุนนางนำเกียรติยศมาสู่วงศ์ตระกูล! นี่คือหน้าที่ของพวกเจ้า!"
"หน้าที่หรือ?" ซูหว่านหนิงแค่นหัวเราะ "หน้าที่ที่ต้องแลกด้วยชีวิตและศักดิ์ศรีของพวกข้าอย่างนั้นรึ? น้องชายของท่านลุงใหญ่เป็นบัณฑิตแล้วอย่างไร? เงินทุกอีแปะที่ใช้จ่ายล้วนมาจากหยาดเหงื่อแรงงานของบ้านรองมิใช่หรือ?"
"หุบปาก!" ซูต้าเจียงที่เงียบอยู่นานตวาดขึ้นเสียงดัง เขาก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว พยายามใช้ความสูงข่มขู่ซูหว่านหนิง "หว่านหนิง นี่เจ้ากำลังพูดกับใครอยู่? ข้าคือลุงใหญ่ของเจ้านะ! เจ้าควรจะเคารพผู้ใหญ่ บิดามารดาเจ้ามิได้สั่งสอนรึ!"
เขาเปลี่ยนมาใช้ไม้อ่อน พยายามเกลี้ยกล่อมด้วยน้ำเสียงที่ดูเหมือนจะหวังดี "ฟังลุงนะ ที่ท่านย่าทำไปก็เพื่ออนาคตของตระกูลซูเราทั้งสิ้น หากเหวินโปสอบได้เป็นขุนนาง พวกเราทุกคนก็จะสุขสบายไปด้วยกัน เจ้าในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของตระกูล ก็ควรจะเสียสละเพื่อส่วนรวม การกตัญญูต่อบรรพบุรุษและวงศ์ตระกูลเป็นสิ่งสำคัญที่สุดมิใช่หรือ?"
คำพูดสวยหรูแต่แฝงไปด้วยความเห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจทำให้ซูหว่านหนิงอยากจะอาเจียนออกมา
"เสียสละเพื่อส่วนรวม?" นางทวนคำด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน "ท่านลุงใหญ่ ท่านพูดคำนี้ออกมาได้อย่างไม่ละอายใจเลยหรือ? ตลอดหลายปีที่ผ่านมา บ้านรองของข้าทำงานหนักราวกับวัวกับควาย ตั้งแต่รุ่งสางจวบจนค่ำมืด ท่านพ่อของข้าทำงานในนาจนหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน สุดท้ายก็ป่วยตายไปเพราะทำงานหนักเกินไป! ท่านแม่ของข้าต้องเย็บปักถักร้อยจนสายตาพร่ามัว ตัวข้ากับน้องสาวก็ต้องทำงานบ้านสารพัด หาฟืน ตักน้ำ ไม่เคยได้พัก"
นางกวาดตามองไปยังทุกคนที่มุงดูอยู่รอบๆ แล้วกล่าวด้วยเสียงอันดังฟังชัด "แต่ผลตอบแทนที่พวกเราได้รับคืออะไร? คือข้าวต้มใสๆ ที่แทบจะไม่มีเม็ดข้าว! คือเสื้อผ้าเก่าๆ ที่บ้านหลักทิ้งแล้ว! คือคำด่าทอและสายตาดูแคลนว่าเป็นตัวถ่วงของตระกูล!"
"ในขณะที่พวกท่านบ้านหลักเล่า? ท่านลุงใหญ่วันๆ ไม่ทำอะไรนอกจากเดินสะบัดชายเสื้อไปมา ท่านป้าสะใภ้ใหญ่ก็เอาแต่จับกลุ่มนินทาชาวบ้าน ส่วนซูเหวินโปผู้เป็นความหวังของตระกูล ก็เอาแต่ใช้เงินที่ได้จากหยาดเหงื่อของพวกข้าไปเที่ยวเตร่ในหอสุรา! นี่น่ะหรือคือคำว่า 'ส่วนรวม' ของท่าน!"
คำพูดของซูหว่านหนิงแทงใจดำของบ้านหลักอย่างจัง ใบหน้าของซูต้าเจียงแปรเปลี่ยนจากขาวเป็นเขียว จากเขียวเป็นม่วง เขาอับอายจนแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี ส่วนหวังชุ่ยฮวาก็ได้แต่กรีดร้องว่านางเป็นเด็กเนรคุณ
ชาวบ้านที่มามุงดูเริ่มส่งเสียงฮือฮา หลายคนพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของซูหว่านหนิง เพราะพวกเขาก็เห็นอยู่ทุกวันว่าบ้านรองของตระกูลซูถูกใช้งานหนักเพียงใด
ฮูหยินเฒ่าหลินเห็นสถานการณ์เริ่มไม่เป็นใจ นางจึงตวาดลั่นเพื่อตัดบท "พอได้แล้ว! ไม่ว่าเจ้าจะพูดอย่างไร วันนี้เจ้าต้องไปกับแม่สื่อ! ข้าตัดสินใจแล้ว! ใครกล้าขวาง ข้าจะตีมันให้ตาย!"
นางหันไปสั่งบ่าวรับใช้สองคนที่พามาด้วย "ไป! ลากตัวมันออกมา!"
แต่ก่อนที่บ่าวรับใช้จะทันได้ขยับตัว ซูหว่านหนิงก็เปล่งเสียงที่ทรงพลังและเด็ดขาดยิ่งกว่าออกมา พลังจากน้ำพุวิญญาณที่หล่อเลี้ยงร่างกายทำให้น้ำเสียงของนางกังวานใสและเปี่ยมไปด้วยอำนาจ จนทุกคนต้องหยุดชะงักและหันมามองนางเป็นตาเดียว
"ในเมื่อพวกท่านบ้านหลักเห็นพวกเราเป็นเพียงทาสที่รอวันขายทอดตลาด... ในเมื่อตระกูลซูแห่งนี้ไม่เคยมีที่ให้พวกเราสามแม่ลูกได้ยืนอย่างมีศักดิ์ศรี... "
นางสูดลมหายใจเข้าลึก จ้องตรงไปยังดวงตาที่เบิกกว้างด้วยความตกตะลึงของฮูหยินเฒ่าหลิน แล้วประกาศกร้าวด้วยถ้อยคำที่ชัดเจนราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางลานบ้าน!
"เช่นนั้น... ข้า ซูหว่านหนิง ในนามของบ้านรอง ขอประกาศ ณ ที่นี้ว่า... **พวกเราขอแยกบ้านและตัดขาดจากตระกูลซู!**"
คำประกาศของนางทำให้ทั้งลานบ้านตกอยู่ในความเงียบงันราวกับป่าช้า ทุกสายตาจับจ้องมาที่นางด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด ไม่เคยมีใครในหมู่บ้านหลิวเซียงกล้าทำเช่นนี้มาก่อน!
"เจ้า... เจ้าว่ากระไรนะ!" ฮูหยินเฒ่าหลินเป็นคนแรกที่ได้สติกลับมา ใบหน้าของนางบิดเบี้ยวด้วยโทสะอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เส้นเลือดบนขมับปูดโปนน่ากลัว นางชี้หน้าซูหว่านหนิงด้วยปลายนิ้วที่สั่นเทิ้มราวกับคนใกล้จะเป็นลม "เจ้าเด็กสารเลว! เจ้ากล้าพูดคำว่าแยกบ้านออกมาได้อย่างไร! ฝันไปเถอะ! ตราบใดที่ข้ายังไม่ตาย พวกเจ้าทุกคนก็ต้องเป็นทาสของตระกูลซูไปจนวันตาย!"