อีโต้สับลานบ้าน
คำปฏิเสธของฮูหยินเฒ่าหลินดังสะท้านราวกับเสียงอสนีบาตฟาดลงกลางลานบ้าน ทว่าสำหรับซูหว่านหนิงแล้ว มันเป็นเพียงสายลมที่พัดผ่านใบหูเท่านั้น ดวงตาของนางยังคงจับจ้องไปยังใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยโทสะของหญิงชราอย่างไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อย
"ฝันไปเถอะ?" ซูหว่านหนิงทวนคำ มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นเยียบ "ท่านย่า ท่านคิดว่าชีวิตของพวกเราบ้านรองในตระกูลซูแห่งนี้ยังต่างอะไรจากฝันร้ายอีกหรือ?"
"เจ้าเด็กอกตัญญู! บังอาจยอกย้อนข้า!" ฮูหยินเฒ่าหลินตัวสั่นเทิ้มด้วยความโกรธ "พวกเราเลี้ยงดูพวกเจ้ามาจนเติบใหญ่ ให้ที่ซุกหัวนอน ให้ข้าวปลากิน บัดนี้ปีกกล้าขาแข็งคิดจะถีบหัวส่งตระกูลเช่นนั้นรึ!"
"เลี้ยงดู?" หวังชุ่ยฮวาที่ยืนอยู่ข้างๆ รีบผสมโรงทันที นางแผดเสียงแหลมสูง "นังเด็กไม่รู้จักบุญคุณ! เงินทุกอีแปะที่พวกเจ้าหามาได้ล้วนเป็นของกงสีตระกูลซู ข้าวทุกเม็ดที่พวกเจ้ากินก็มาจากหยาดเหงื่อแรงงานของทุกคนในบ้านหลัก ตอนนี้จะมาตีโพยตีพายขอแยกบ้าน หน้าไม่อายสิ้นดี!"
ซูหว่านหนิงปรายตามองหวังชุ่ยฮวาด้วยแววตาดูแคลน พลังที่หล่อเลี้ยงจากน้ำพุวิญญาณในมิติลับทำให้ประสาทสัมผัสของนางเฉียบคมยิ่งนัก นางสัมผัสได้ถึงความละโมบและความขลาดเขลาที่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทีกร่างโอหังนั้น
นางไม่คิดจะเสียเวลาต่อปากต่อคำกับคนเช่นนี้อีกต่อไป
"ข้าจะพูดเป็นครั้งสุดท้าย" น้ำเสียงของนางกดต่ำลง เย็นเยียบจนคนฟังรู้สึกเสียวสันหลังวาบ "พวกเราขอแยกบ้านและตัดขาดจากตระกูลซู"
"ไป! ลากตัวมันไปให้แม่สื่อ!" ฮูหยินเฒ่าหลินสิ้นความอดทน นางชี้ไปยังซูหว่านหนิงและตวาดสั่งบ่าวรับใช้สองคน
บ่าวร่างกำยำทั้งสองขานรับและพุ่งตรงเข้ามาหมายจะจับตัวซูหว่านหนิงตามคำสั่ง เฉินอวี้หลานและซูหว่านชิงกรีดร้องด้วยความตกใจ
แต่ในชั่วพริบตานั้น ร่างของซูหว่านหนิงกลับเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วจนน่าเหลือเชื่อ!
นางไม่ได้ถอยหนี แต่กลับพลิ้วกายหลบการจับกุมของบ่าวทั้งสองอย่างง่ายดายราวกับผีเสื้อที่โบยบินหนีจากตาข่าย ร่างกายที่ถูกชำระล้างและเสริมสร้างด้วยพลังจากน้ำพุวิญญาณนั้นเบาและว่องไวกว่าคนธรรมดาทั่วไปหลายเท่านัก นางมุ่งตรงไปยังส่วนครัวที่เปิดโล่งอยู่ข้างลานบ้านทันที
ทุกคนมองตามร่างของนางไปด้วยความงุนงง ไม่เข้าใจว่านางกำลังจะทำสิ่งใด
เพียงอึดใจเดียว ซูหว่านหนิงก็กลับออกมาอีกครั้ง ในมือของนางไม่ได้ว่างเปล่าอีกต่อไป แต่กลับมีมีดอีโต้เล่มใหญ่สำหรับสับกระดูกหมูที่คมกริบและหนักอึ้งอยู่ในมือ! คมมีดสะท้อนแสงแดดยามบ่ายเป็นประกายวาบ เย็นเยียบจนบาดลึกเข้าไปในจิตใจของผู้ที่ได้พบเห็น
"นั่น... นั่นมัน!"
"สวรรค์! นางจะทำอะไร!"
เสียงฮือฮาดังขึ้นจากกลุ่มชาวบ้านที่เริ่มมามุงดูเหตุการณ์มากขึ้นเรื่อยๆ ใบหน้าของทุกคนซีดเผือด ไม่มีใครคาดคิดว่าเด็กสาวที่ดูบอบบางจะกล้าหยิบฉวยอาวุธขึ้นมา!
ฮูหยินเฒ่าหลินและหวังชุ่ยฮวาเองก็ตกตะลึงจนพูดไม่ออก บ่าวรับใช้สองคนนั้นชะงักฝีเท้า ไม่กล้าขยับเข้ามาใกล้อีก
ซูหว่านหนิงไม่สนใจสายตานับสิบคู่ที่จับจ้องมา นางเดินอย่างมั่นคงกลับมายังใจกลางลานบ้าน ที่ซึ่งมีโต๊ะไม้เนื้อแข็งตัวใหญ่ตั้งอยู่ มันคือโต๊ะที่บ้านหลักใช้สำหรับกินข้าวและรับแขกในวันสำคัญ
นางหยุดยืนอยู่หน้าโต๊ะ จ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่เบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกของฮูหยินเฒ่าหลิน แววตาของนางในยามนี้ว่างเปล่าและเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปี ปราศจากความลังเลหรือความกลัวใดๆ ทั้งสิ้น
"ในเมื่อวาจาใช้ไม่ได้ผล..." นางเอ่ยเสียงเรียบ แต่ก้องกังวานไปทั่วทั้งลาน "ก็คงต้องให้การกระทำเป็นเครื่องพิสูจน์!"
สิ้นคำ! นางก็รวบรวมพละกำลังทั้งหมดที่ร่างกายสามารถเปล่งออกมาได้ ยกมีดอีโต้ขึ้นเหนือศีรษะ!
*เคร้งงงงงง!*
เสียงโลหะกระทบไม้ดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าผ่า! มีดอีโต้ในมือของซูหว่านหนิงฟาดสับลงบนกลางโต๊ะไม้เนื้อแข็งอย่างเต็มแรง!
*เปรี๊ยะ! โครม!*
โต๊ะไม้ที่เคยแข็งแกร่งทนทานมานานหลายสิบปี ถูกผ่าออกเป็นสองซีกอย่างน่าสยดสยอง เศษไม้แตกกระจายปลิวว่อนไปทั่วบริเวณ ทุกคนในที่นั้นผงะถอยหลังด้วยความตกใจสุดขีด
ซูหว่านหนิงปักมีดอีโต้เล่มนั้นคาไว้กับซากโต๊ะที่หักสะบั้น คมมีดจมลึกเข้าไปในเนื้อไม้ สั่นระริกน้อยๆ ส่งเสียงหึ่งๆ ที่น่าขนลุก
ทั้งลานบ้านตกอยู่ในความเงียบงันราวกับป่าช้า ได้ยินเพียงเสียงลมหายใจหอบหนักของแต่ละคน
หวังชุ่ยฮวาเบิกตากว้าง ปากอ้าค้างราวกับคนเสียสติ นางมองภาพตรงหน้าสลับกับมองดวงตาอำมหิตของซูหว่านหนิงที่จ้องมายังนางเขม็ง ความกลัวอันเย็นเยียบแล่นปราดจากปลายเท้าขึ้นสู่กลางศีรษะ ของเหลวอุ่นๆ พลันไหลซึมออกจากหว่างขาของนาง กลิ่นฉุนรุนแรงลอยคละคลุ้งออกมาทันที
หญิงปากร้ายผู้นี้... ตกใจจนฉี่ราด!
"ท่านย่าเห็นหรือไม่" ซูหว่านหนิงเมินเฉยต่อสภาพน่าสมเพชของหวังชุ่ยฮวา นางกล่าวกับฮูหยินเฒ่าหลินด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดที่สุด "ขนาดโต๊ะไม้ที่ไร้ชีวิตยังไม่อาจทนรับความอยุติธรรมนี้ได้ แล้วพวกเราสามแม่ลูกที่มีเลือดมีเนื้อจะทนต่อไปได้อย่างไร!"
นางชี้นิ้วไปยังซากโต๊ะและมีดอีโต้ "วันนี้ หากตระกูลซูไม่ยอมออกหนังสือแยกบ้านและตัดขาดสัมพันธ์ให้พวกเรา..."
นางหยุดเว้นจังหวะ กวาดสายตาเย็นชาไปทั่วใบหน้าของทุกคนในบ้านหลัก ก่อนจะประกาศคำขู่ที่ทำให้ทุกคนต้องวิญญาณหลุดออกจากร่าง!
"ข้า ซูหว่านหนิง ขอสาบาน! ข้าจะใช้ไฟเผาเรือนหลังนี้ให้วอดวายเป็นจุณ แล้วพวกเราทุกคน... ก็จะได้ตายตกไปตามกันที่นี่!"
คำประกาศกร้าวนี้รุนแรงยิ่งกว่าการฟันโต๊ะนับร้อยเท่า! นี่ไม่ใช่การขู่เล่นๆ แต่เป็นคำมั่นสัญญาของคนที่ไม่เหลืออะไรจะเสียอีกแล้ว!
ฮูหยินเฒ่าหลินหน้าซีดขาวราวกับกระดาษ ริมฝีปากสั่นระริกจนพูดไม่เป็นคำ ความลำเอียง ความโลภ และความโกรธเกรี้ยวที่เคยมี บัดนี้ถูกความหวาดกลัวเข้าครอบงำจนหมดสิ้น นางไม่เคยคิดฝันว่าหลานสาวที่เคยเป็นวัวเป็นควายให้โขกสับ จะกลายเป็นพยัคฆ์ร้ายที่พร้อมจะลากทุกคนลงนรกไปด้วยกัน!
ชาวบ้านที่มุงดูอยู่ต่างพากันซุบซิบเสียงดังขึ้น "โหดร้ายเกินไปแล้ว! บ้านหลักบีบคั้นพวกเขาจนต้องเอาชีวิตเข้าแลก!"
"นั่นสิ ดูเอาเถิด ขนาดเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ยังต้องจับมีดขึ้นมาสู้ขนาดนี้ แสดงว่าคงทนไม่ไหวแล้วจริงๆ!"
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังเข้าหูคนบ้านหลักราวกับเข็มนับพันเล่มที่ทิ่มแทงเกียรติยศจอมปลอมของพวกเขาจนแหลกลาญ
ซูหว่านหนิงเห็นว่าสถานการณ์เป็นใจแล้ว นางจึงตอกลิ่มสุดท้ายลงไป "ผู้นำหมู่บ้านคงจะได้ยินเสียงเอะอะและกำลังมาที่นี่แล้วกระมัง ท่านย่า... ท่านจะยอมเขียนหนังสือตัดขาดแต่โดยดี หรือจะรอให้ผู้นำหมู่บ้านมาเป็นพยานในโศกนาฏกรรมของตระกูลซู!"