หนังสือตัดขาดและกระท่อมร้าง

ท่ามกลางความเงียบงันอันน่าพรั่นพรึงที่ปกคลุมลานบ้านตระกูลซู คำประกาศกร้าวของซูหว่านหนิงยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาทของทุกคนราวกับเสียงอสนีบาตฟาดลงกลางใจ ความเย็นเยียบในแววตาของนางแผ่กระจายไปทั่ว สยบทุกสรรพสิ่งให้หยุดนิ่ง มีดอีโต้ในมือสะท้อนแสงวับวาวราวกับเขี้ยวเล็บของพยัคฆ์ร้ายที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อ

ฮูหยินเฒ่าหลินตัวสั่นเทาจนแทบจะยืนไม่อยู่ ภาพหลานสาวที่เคยอ่อนแอและว่าง่าย บัดนี้กลับกลายเป็นปีศาจร้ายที่พร้อมจะลากทุกคนลงสู่ห้วงอเวจีด้วยกัน ความหวาดกลัวเข้าเกาะกุมหัวใจของนางอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ในจังหวะที่สถานการณ์ตึงเครียดถึงขีดสุดนั้นเอง เสียงทรงอำนาจเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากปากทางเข้าลานบ้าน "เกิดเรื่องอันใดขึ้น! เหตุใดจึงส่งเสียงเอะอะโวยวายกันถึงเพียงนี้!"

ร่างสูงวัยในชุดผ้าฝ้ายสีเข้มของผู้นำหมู่บ้านหลี่ปรากฏขึ้น พร้อมด้วยหมอเฒ่าหลี่ที่เดินตามมาติดๆ ด้วยสีหน้ากังวล เมื่อเห็นสภาพความวุ่นวายเบื้องหน้า ทั้งซากโต๊ะที่แหลกเป็นเสี่ยงและซูหว่านหนิงที่ถือมีดอีโต้คุมเชิงอยู่ คิ้วของผู้นำหมู่บ้านก็ขมวดเข้าหากันทันที

"นี่มัน...เรื่องบ้าอะไรกัน!"

ฮูหยินเฒ่าหลินเมื่อเห็นผู้มาใหม่ก็ราวกับเห็นฟางเส้นสุดท้าย นางรีบปรี่เข้าไปหาผู้นำหมู่บ้าน ทว่ายังไม่ทันจะได้เอ่ยปากใส่ความใดๆ ซูหว่านหนิงก็ชิงกล่าวขึ้นก่อนด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่ดังฟังชัด

"ท่านผู้นำหมู่บ้านมาได้ถูกเวลาพอดีเจ้าค่ะ ข้า ซูหว่านหนิง ตัวแทนของบ้านรองตระกูลซู กำลังร้องขอความเป็นธรรมจากท่านย่า ขอให้ตระกูลซูออกหนังสือแยกบ้านและตัดขาดความสัมพันธ์กับพวกเราสามแม่ลูกอย่างเป็นทางการ!"

คำพูดของนางทำให้ผู้นำหมู่บ้านและหมอเฒ่าหลี่ตกตะลึงไปพร้อมกัน การแยกบ้านนั้นเป็นเรื่องใหญ่ ยิ่งเป็นการตัดขาดตระกูลด้วยแล้วยิ่งแทบไม่เคยเกิดขึ้นในหมู่บ้านหลิวเซียงแห่งนี้

ผู้นำหมู่บ้านหันไปมองฮูหยินเฒ่าหลิน "ท่านพี่สะใภ้หลิน เรื่องที่นางกล่าวเป็นความจริงรึ?"

ฮูหยินเฒ่าหลินหน้าเขียวสลับขาว นางอยากจะปฏิเสธ แต่เมื่อเหลียวไปเห็นสายตาที่พร้อมจะตายไปพร้อมกันของซูหว่านหนิงแล้ว นางก็รู้ดีว่าวันนี้หากไม่ยอม เรื่องคงไม่จบลงง่ายๆ แน่ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของชาวบ้านที่อยู่ด้านนอกก็ยิ่งกดดันนางมากขึ้นทุกขณะ

ในที่สุด นางก็เค้นเสียงผ่านไรฟันออกมาอย่างขมขื่น "ในเมื่อมันอกตัญญูถึงเพียงนี้... ไม่เห็นหัวข้าผู้เป็นย่าแล้ว... ก็ได้! ข้าจะยอมให้พวกเจ้าแยกบ้าน!"

นางหยุด หอบหายใจด้วยความโกรธเกรี้ยว ก่อนจะแสยะยิ้มอย่างน่าสังเวช "แต่มีข้อแม้! พวกเจ้าสามแม่ลูกต้องไปแต่ตัว! ห้ามนำทรัพย์สินใดๆ แม้แต่เศษผ้าหรือเมล็ดข้าวติดตัวไปแม้แต่ชิ้นเดียว! เสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่ก็ถือเป็นของตระกูลซู ไปหาเอาดาบหน้าเอง!"

ทุกคนที่ได้ยินต่างสูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บ นี่มันโหดเหี้ยมเกินไปแล้ว! ไม่ต่างอะไรกับการผลักไสให้ไปตาย!

"และเพื่อแสดงความเมตตาของข้า..." ฮูหยินเฒ่าหลินกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน "ข้าจะยกกระท่อมร้างท้ายหมู่บ้านหลังนั้นให้! กระท่อมผุพังที่แม้แต่ขอทานยังเมินหน้าหนี! ไปอยู่ที่นั่นเสียให้สมกับสภาพของพวกเจ้า!"

หวังชุ่ยฮวาที่พอจะตั้งสติได้บ้างแล้วรีบเสริมขึ้น "ใช่แล้ว! ไปแต่ตัว! สมบัติทุกชิ้นในบ้านนี้เป็นของบ้านหลัก!"

ซูหว่านหนิงเพียงแค่ยกยิ้มมุมปากอย่างเย็นชา นางไม่คาดหวังความเมตตาใดๆ จากคนเหล่านี้อยู่แล้ว "ตกลง! ข้ายอมรับเงื่อนไขทุกข้อ"

คำตอบรับที่รวดเร็วและเด็ดขาดของนางทำให้ทุกคนประหลาดใจอีกครั้ง ไม่มีใครคาดคิดว่านางจะยอมรับเงื่อนไขที่โหดร้ายปานนี้โดยไม่อิดออดแม้แต่น้อย

"ดี!" ฮูหยินเฒ่าหลินตวาดลั่น "ผู้นำหมู่บ้าน! ท่านเป็นพยาน! รีบเขียนหนังสือตัดขาดมาบัดเดี๋ยวนี้! ข้าไม่อยากเห็นหน้าพวกเสนียดจัญไรนี่อีกต่อไป!"

ผู้นำหมู่บ้านถอนหายใจยาว เขารู้ดีถึงนิสัยของคนตระกูลซูบ้านหลัก แต่ในฐานะผู้นำหมู่บ้าน เขาทำได้เพียงทำตามจารีต เมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงกันแล้ว เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่น เขาจึงให้คนไปนำพู่กัน กระดาษ และตลับหมึกชาดมา

กระดาษแผ่นหนึ่งถูกวางลงบนโต๊ะตัวใหม่ที่ยังสภาพดี ผู้นำหมู่บ้านจรดพู่กันร่าง "หนังสือตัดขาด" ด้วยตนเอง เนื้อความระบุชัดเจนว่า นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ครอบครัวของซูเอ้อร์หลาง (บิดาผู้ล่วงลับของซูหว่านหนิง) อันประกอบด้วยภรรยาม่ายแซ่เฉิน บุตรสาวซูหว่านหนิง และซูหว่านชิง ได้ตัดขาดจากตระกูลซูโดยสมบูรณ์ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ต่อกันอีก ทั้งในยามสุขและยามทุกข์ ในยามเป็นและยามตาย

เมื่อเขียนเสร็จ ผู้นำหมู่บ้านก็ส่งให้ฮูหยินเฒ่าหลินประทับรอยนิ้วมือ นางใช้นิ้วโป้งจุ่มชาดแล้วกดลงบนกระดาษอย่างแรงราวกับจะระบายความแค้นทั้งหมดลงไป จากนั้นจึงเป็นตาของซูหว่านหนิง

ซูหว่านหนิงเดินเข้าไปอย่างมั่นคง นางรับกระดาษมาอ่านทวนอย่างละเอียดทุกตัวอักษร เมื่อแน่ใจว่าไม่มีเล่ห์กลใดๆ ซ่อนอยู่ นางก็ใช้นิ้วหัวแม่มือของตนจุ่มชาดแล้วกดลงไปข้างๆ รอยนิ้วมือของฮูหยินเฒ่าหลินอย่างหนักแน่น

รอยนิ้วมือสีแดงสดสองรอยเคียงข้างกันบนแผ่นกระดาษ เป็นสัญลักษณ์ของการสิ้นสุดพันธนาการที่ยาวนานนับสิบปี อิสรภาพที่นางโหยหา... ในที่สุดก็ได้มาไว้ในมือ!

ในขณะที่ทุกคนกำลังจดจ่ออยู่กับหนังสือตัดขาด หมอเฒ่าหลี่ที่ยืนเงียบอยู่ตลอดก็ค่อยๆ ขยับเข้าไปใกล้เฉินอวี้หลานที่กำลังไออย่างหนักจนตัวงอ เขายื่นห่อยากระดาษเล็กๆ ให้กับนางพลางกระซิบเสียงเบา "เก็บยานี่ไว้ต้มดื่มเถิด ข้าไม่คิดเงินหรอก ถือว่าช่วยเพื่อนบ้านที่ตกทุกข์ได้ยาก"

เฉินอวี้หลานน้ำตาคลอเบ้า นางรับห่อยามาด้วยมือที่สั่นเทา กล่าวขอบคุณเสียงแผ่วเบา "ขอบคุณท่านหมอหลี่... ขอบคุณท่าน..."

ซูหว่านหนิงพับหนังสือตัดขาดอย่างประณีต มันคือเอกสารที่สำคัญที่สุดในชีวิตใหม่ของนาง เป็นทั้งใบเบิกทางสู่อิสรภาพและหลักฐานที่จะปกป้องครอบครัวของนางจากตระกูลซูในอนาคต

"ไปกันเถิด ท่านแม่ น้องเล็ก" นางกล่าวพลางประคองมารดาและจูงมือน้องสาว "เรามีบ้านใหม่ต้องไปดูกัน"

นางไม่แม้แต่จะชายตามองคนตระกูลซูอีกแม้แต่น้อย เดินเชิดหน้าออกจากลานบ้านที่เต็มไปด้วยความทรงจำอันเลวร้าย ท่ามกลางสายตาของชาวบ้านที่มองมาด้วยความสงสาร ระคนไปกับความชื่นชมในความเด็ดเดี่ยวของนาง

ระหว่างที่เดินออกจากบ้านนั้น มือของนางที่กำหนังสือตัดขาดไว้แน่นพลันรู้สึกว่างเปล่า ในชั่วพริบตาที่ไม่มีผู้ใดจับจ้อง กระดาษแผ่นสำคัญนั้นพลันหายวับไปจากฝ่ามือของนางราวกับภาพลวงตา มันถูกเก็บเข้าไปในมิติลับ "สวนหยกปราณ" อย่างปลอดภัยไร้ร่องรอย นี่คือสมบัติล้ำค่าชิ้นแรกของการเริ่มต้นชีวิตใหม่ จะให้น้ำ ให้ไฟ หรือให้มือของใครมาทำลายไม่ได้เป็นอันขาด

ทั้งสามแม่ลูกเดินไปตามทางเดินดินเล็กๆ ที่ทอดยาวไปยังท้ายหมู่บ้าน ยิ่งเดินเข้าไปลึกเท่าไหร่ สภาพแวดล้อมก็ยิ่งรกร้างมากขึ้นเท่านั้น ในที่สุด พวกนางก็มาหยุดอยู่หน้ากระท่อมหลังหนึ่ง

มันแทบจะเรียกได้ว่าเป็นเพียงกองไม้ผุพังที่สุมกันอยู่เท่านั้น หลังคาหญ้าคาเปื่อยยุ่ยจนเห็นเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่หลายแห่ง ผนังดินแตกระแหงมีลมพัดแทรกเข้ามาได้ตลอดเวลา ประตูไม้โยกเยกพร้อมจะหลุดออกจากบานพับได้ทุกเมื่อ รอบๆ กระท่อมมีแต่หญ้ารกขึ้นสูงท่วมเอว... นี่หรือคือ "บ้าน" ที่ฮูหยินเฒ่าหลินมอบให้? มันไม่ต่างอะไรกับคอกหมูที่ถูกทิ้งร้าง!

ซูหว่านชิงผู้เป็นน้องสาวเบะปากน้ำตาคลอเบ้าด้วยความหวาดกลัว เฉินอวี้หลานมองสภาพตรงหน้าแล้วหน้าซีดเผือด ก่อนจะไอโขลกออกมาอีกระลอกด้วยความสิ้นหวัง

แต่ซูหว่านหนิงกลับจ้องมองซากกระท่อมตรงหน้าด้วยแววตาที่สงบนิ่งและลึกล้ำ ภายในใจของนางไม่ได้มีความสิ้นหวังเลยแม้แต่น้อย... มีเพียงประกายไฟแห่งการต่อสู้ที่กำลังลุกโชนขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน