เริ่มต้นชีวิตใหม่ในความขัดสน

สายลมเย็นยะเยือกแห่งต้นฤดูใบไม้ร่วงพัดโชยมาปะทะร่างสามแม่ลูก ปลุกให้ผู้ที่จมอยู่ในความสิ้นหวังต้องเผชิญหน้ากับความจริงอันโหดร้าย เฉินอวี้หลานมองซากปรักหักพังที่ถูกเรียกว่า "บ้าน" แล้วไอโขลกไม่หยุด ส่วนซูหว่านชิงก็ตัวสั่นเทาด้วยความหนาวและความกลัว น้ำตาเม็ดเล็กๆ เริ่มไหลอาบแก้ม

ทว่าซูหว่านหนิงกลับมิได้แสดงท่าทีหวั่นไหวแม้แต่น้อย นางตบหลังปลอบโยนผู้เป็นมารดาเบาๆ แล้วจึงย่อตัวลงเช็ดน้ำตาให้น้องสาวด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่น

"ชิงเอ๋อร์ อย่าร้องไห้เลย" น้ำเสียงของนางสงบนิ่งแต่แฝงด้วยพลังที่น่าเชื่อถือ "นี่เป็นเพียงที่พักชั่วคราว พี่สาวจะทำให้มันกลายเป็นบ้านที่อบอุ่นสำหรับพวกเราในไม่ช้า"

นางไม่ได้กล่าววาจาเลื่อนลอย หากแต่เริ่มลงมือทันที! ซูหว่านหนิงสำรวจรอบกระท่อมอย่างรวดเร็ว พลางประเมินสถานการณ์ในใจ 'ผนังดินพอจะกันลมได้บ้าง แต่หลังคาคือปัญหาเร่งด่วนที่สุด หากฝนตกลงมา ท่านแม่ที่ร่างกายอ่อนแออยู่แล้วจะต้องล้มป่วยหนักเป็นแน่'

"ท่านแม่ ท่านเข้าไปพักตรงมุมนั้นก่อนเถิด" นางชี้ไปยังมุมด้านในสุดที่ดูมั่นคงและมีเศษหญ้าคาแห้งปกคลุมหนาที่สุด "ตรงนั้นลมโกรกน้อยที่สุด ส่วนเจ้า ชิงเอ๋อร์ มาช่วยพี่สาวเก็บกวาดข้างในกัน"

เฉินอวี้หลานพยักหน้าอย่างอ่อนแรง นางรู้ดีว่าตนเป็นภาระจึงไม่อาจขัดขวางได้ ทำได้เพียงเดินเข้าไปนั่งพิงผนังดินอย่างเงียบงัน

ซูหว่านชิงแม้จะยังหวาดกลัว แต่เมื่อเห็นแววตาอันมุ่งมั่นของพี่สาว ก็เกิดความกล้าขึ้นมาอย่างน่าประหลาด นางพยักหน้ารับคำอย่างแข็งขันแล้วเริ่มช่วยหยิบเศษไม้และก้อนหินเล็กๆ ออกจากพื้นดิน

ซูหว่านหนิงเริ่มจากการถอนหญ้ารกที่ขึ้นสูงท่วมเอวบริเวณหน้ากระท่อมด้วยสองมือเปล่า แม้จะถูกใบหญ้าบาดจนรู้สึกแสบไปทั้งฝ่ามือ แต่นางก็ไม่ปริปากบ่นแม้แต่คำเดียว นางต้องรีบสร้างพื้นที่สำหรับอยู่อาศัยให้ได้ก่อนค่ำนี้ งานทุกอย่างต้องแข่งกับเวลา

ไม่นานนัก บริเวณหน้ากระท่อมก็โล่งเตียนขึ้นมาบ้าง ซูหว่านหนิงใช้กิ่งไม้ใหญ่กวาดเศษฝุ่นและใบไม้แห้งออกไป เผยให้เห็นลานดินแข็งๆ ที่พอจะใช้เป็นพื้นที่ทำครัวชั่วคราวได้ จากนั้นนางจึงหันไปให้ความสนใจกับปัญหาใหญ่ที่สุด...หลังคา

รูโหว่ขนาดใหญ่หลายแห่งบนหลังคาหญ้าคาที่เปื่อยยุ่ยนั้น ช่างเป็นภาพที่น่าสิ้นหวัง แต่มิใช่สำหรับซูหว่านหนิง นางมองไปรอบๆ พลันเห็นว่าที่ดินรกร้างด้านหลังกระท่อมมีต้นหญ้าคาขึ้นอยู่เป็นกลุ่มกอใหญ่

"ชิงเอ๋อร์ เฝ้าท่านแม่ดีๆ นะ พี่สาวจะไปหาวัตถุดิบมาซ่อมหลังคา" นางกล่าวสั้นๆ ก่อนจะเดินลิ่วไปยังดงหญ้าคาโดยไม่รอคำตอบ

นางไม่มีมีดหรือเคียว จึงทำได้เพียงใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีหักและดึงต้นหญ้าคาออกมาทีละกำๆ ปลายแหลมคมของมันขูดขีดแขนขาจนเป็นรอยแดงหลายแห่ง แต่นางก็ยังคงทำต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ จนกระทั่งได้หญ้าคามากองใหญ่พอที่จะซ่อมแซมรูโหว่ที่ใหญ่ที่สุดได้

การปีนขึ้นไปบนหลังคาที่ผุพังนั้นอันตรายยิ่งนัก แต่ซูหว่านหนิงก็ทำได้อย่างคล่องแคล่ว นางค่อยๆ สอดและมัดฟ่อนหญ้าคาเข้ากับโครงไม้ที่ยังพอแข็งแรงอยู่ทีละส่วนๆ เหงื่อไหลโซมกายแต่แววตาของนางกลับยิ่งสว่างวาบขึ้นเรื่อยๆ นี่คือการสร้างปราการแห่งแรกของครอบครัวใหม่ด้วยสองมือของนางเอง

เวลาผ่านไปจนตะวันคล้อยต่ำ แสงสีส้มอาบไล้ไปทั่วกระท่อมที่บัดนี้ดูเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาบ้างแล้ว แม้จะยังดูซอมซ่อ แต่รูโหว่ที่ใหญ่ที่สุดบนหลังคาก็ถูกปิดไปแล้ว พอจะกันน้ำค้างในยามค่ำคืนได้

ขณะที่สามแม่ลูกกำลังจะเข้าไปพักผ่อนด้านใน ก็มีเงาร่างของสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งเดินตรงมาอย่างลังเล นางสวมเสื้อผ้าปะชุน เนื้อตัวมอมแมม แต่แววตานั้นกลับเปี่ยมด้วยความเมตตา

"พวกเจ้า...คือครอบครัวที่ย้ายมาใหม่หรือ?" นางเอ่ยถามเสียงเบา

ซูหว่านหนิงหันไปมอง ประเมินสตรีผู้นั้นอย่างรวดเร็ว ก่อนจะโค้งกายเล็กน้อย "เจ้าค่ะ พวกเราเพิ่งย้ายมาวันนี้"

สตรีผู้นั้นถอนหายใจยาว "ข้าแซ่เจ้า อาศัยอยู่กระท่อมถัดไปไม่ไกลนัก เห็นพวกเจ้าทำงานกันทั้งวันคงจะหิวแย่แล้ว" นางพูดพลางยื่นห่อใบไม้ในมือส่งให้ "นี่เป็นแผ่นแป้งหยาบๆ ที่บ้านข้าทำเอง มีเพียงสองแผ่นเท่านั้น อย่าได้รังเกียจเลย"

ภายในห่อใบไม้คือแผ่นแป้งข้าวฟ่างสีเหลืองสองแผ่น แม้จะดูหยาบกระด้างแต่ยังคงอุ่นๆ และส่งกลิ่นหอมจางๆ สำหรับสามแม่ลูกที่ท้องว่างมาตลอดทั้งวัน นี่ไม่ต่างจากของขวัญจากสวรรค์

"ท่านป้าเจ้า..." ซูหว่านหนิงรู้สึกตื้นตันใจ นางรู้ดีว่าสำหรับครอบครัวชาวนาที่ยากจนเช่นกัน การแบ่งปันอาหารแม้เพียงเล็กน้อยก็ถือเป็นเรื่องใหญ่หลวงนัก "พวกเราจะรับไว้ได้อย่างไร ท่านป้าก็คงลำบากเช่นกัน"

"รับไปเถิด" ท่านป้าเจ้าดันห่อใบไม้ใส่มือนาง "คนบ้านใกล้เรือนเคียงกัน ช่วยเหลือกันเล็กๆ น้อยๆ ถือเป็นเรื่องสมควร" นางกล่าวจบก็รีบหันหลังเดินจากไปราวกับกลัวว่าจะถูกปฏิเสธอีกครั้ง

ซูหว่านหนิงมองตามแผ่นหลังของท่านป้าเจ้าไปจนลับสายตา นางกำห่อแผ่นแป้งในมือไว้แน่น พลางจดจำบุญคุณครั้งนี้ไว้ในส่วนลึกของหัวใจ 'บุญคุณหยดน้ำในยามขัดสนนี้ ข้า ซูหว่านหนิง จะต้องตอบแทนให้ได้อย่างงามในวันหน้า!'

เมื่อเข้าไปในกระท่อม นางแบ่งแผ่นแป้งออกเป็นสามส่วนอย่างไม่ลังเล ยื่นชิ้นใหญ่ที่สุดให้มารดา ชิ้นรองลงมาให้น้องสาว ส่วนตนเองเก็บไว้เพียงชิ้นเล็กที่สุด เฉินอวี้หลานน้ำตาซึมด้วยความซาบซึ้งใจ ขณะที่ซูหว่านชิงรับแผ่นแป้งมาเคี้ยวกินอย่างหิวกระหาย

ค่ำคืนนั้นอากาศหนาวเหน็บกว่าที่คาดไว้ ลมเย็นยังคงลอดผ่านรอยแตกของผนังดินเข้ามาไม่ขาดสาย สามแม่ลูกนอนเบียดกันเพื่อไออุ่นบนพื้นดินที่ปูด้วยฟางแห้ง

หลังจากที่มารดาและน้องสาวหลับใหลไปแล้วด้วยความอ่อนเพลีย ซูหว่านหนิงกลับข่มตาให้หลับไม่ลง ความหิวและความเหนื่อยล้าถาโถมเข้าใส่ร่างกายอย่างหนักหน่วง ท้องของนางร้องประท้วงไม่หยุด

'แค่แผ่นแป้งชิ้นเล็กๆ ไม่พอจริงๆ' นางคิดในใจ

ในเสี้ยววินาทีนั้น นางพลันนึกถึงสมบัติล้ำค่าเพียงชิ้นเดียวที่ตนมีอยู่ จิตของนางจมดิ่งลงสู่ห้วงสำนึก ในพริบตาก็ปรากฏภาพของพื้นที่มิติลับ "สวนหยกปราณ" ขึ้นมา ดินสีดำสนิทที่อุดมสมบูรณ์ และสระน้ำพุวิญญาณขนาดเล็กที่ส่งประกายระยิบระยับอยู่กลางพื้นที่

นางเคยได้ยินเสียงของระบบแว่วๆ ว่าน้ำพุวิญญาณมีสรรพคุณในการฟื้นฟูพลังและขจัดความเหนื่อยล้าได้

ซูหว่านหนิงตัดสินใจลองดู นางจินตนาการว่าตนเองกำลังวักน้ำจากสระขึ้นมาดื่ม แม้จะเป็นเพียงการกระทำในจิตสำนึก แต่ความรู้สึกกลับชัดเจนยิ่งนัก ความเย็นสดชื่นของน้ำพุวิญญาณไหลผ่านลำคอลงสู่กระเพาะที่ว่างเปล่า ความรู้สึกหิวโหยที่กัดกินอยู่พลันบรรเทาลงอย่างน่าอัศจรรย์ ความอ่อนล้าที่สะสมมาตลอดทั้งวันค่อยๆ จางหายไป ถูกแทนที่ด้วยไออุ่นสายหนึ่งที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย

นี่คือความลับของนาง คือความหวังในการเอาชีวิตรอด!

เมื่อเรี่ยวแรงฟื้นคืนกลับมาบางส่วน ซูหว่านหนิงจึงลืมตาขึ้นอีกครั้งในความมืด นางคิดว่าคืนนี้คงผ่านพ้นไปได้ด้วยดี แต่แล้วเสียงหนึ่งก็ทำลายความสงบลง

"แค่ก...แค่ก...แค่กๆๆ!"

เสียงไอของเฉินอวี้หลานดังขึ้นอย่างรุนแรงและต่อเนื่องกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา มันดังเสียจนน่าใจหาย ซูหว่านหนิงรีบเอื้อมมือไปแตะหน้าผากของผู้เป็นมารดาในทันที

สิ่งที่สัมผัสได้คือความร้อนที่สูงจนน่าตกใจราวกับก้อนถ่าน!

"ท่านแม่!"

ซูหว่านหนิงอุทานเสียงหลง หัวใจของนางหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม การย้ายบ้านอย่างกะทันหัน ความเหนื่อยล้า และความหนาวเย็นในตอนกลางคืน ได้ทำให้อาการป่วยที่เรื้อรังของมารดากำเริบหนักขึ้นจนกลายเป็นไข้สูง! ในสถานการณ์ที่พวกนางไม่มีเงินแม้แต่อีแปะเดียว ทั้งยังอยู่ห่างไกลจากหมอ การล้มป่วยในตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับการยืนอยู่บนปากเหวแห่งความตาย