การเก็บเกี่ยวครั้งแรก

เสียงคำรามทุ้มต่ำนั้นสั่นสะเทือนไปถึงโสตประสาท ซูหว่านหนิงยืนตัวแข็งทื่อราวกับถูกแช่แข็งในทันที สัญชาตญาณกรีดร้องก้องอยู่ในหัวว่าอันตรายกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้!

นางไม่ได้หันกลับไปมอง ไม่ได้คิดจะท้าทายเจ้าของเสียงนั้นแม้แต่น้อย ในป่าลึกแห่งนี้ ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดคือผู้ที่รู้จักประมาณตน นางคือมนุษย์ตัวเล็กๆ ที่มีมารดาและน้องสาวรอคอยอยู่ที่บ้าน การเอาชีวิตรอดสำคัญกว่าความอยากรู้อยากเห็นหรือความโอหังใดๆ

ซูหว่านหนิงค่อยๆ ก้าวถอยหลังอย่างเชื่องช้าที่สุด ทุกย่างก้าวแผ่วเบาราวกับขนนกที่ร่วงหล่น สายตาจับจ้องไปยังพุ่มไม้หนาทึบเบื้องหน้าไม่วางตา พยายามไม่ส่งเสียงหรือเคลื่อนไหวอย่างกระโชกโฮกฮากที่จะกระตุ้นสัญชาตญาณนักล่าของอีกฝ่าย

โชคดีที่เจ้าของเสียงคำรามนั้นดูเหมือนจะเพียงแค่ประกาศอาณาเขตของมัน เมื่อไม่เห็นการรุกล้ำใดๆ เพิ่มเติม เสียงนั้นก็ค่อยๆ เงียบหายไปกับสายลม ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่น่าอึดอัดยิ่งกว่าเดิม

เมื่อแน่ใจว่าตนเองถอยห่างออกมาในระยะที่ปลอดภัยแล้ว ซูหว่านหนิงก็หมุนกายและออกวิ่งทันที! นางใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีทะยานลงจากเขา ไม่กล้าแม้แต่จะเหลียวหลังกลับไปมอง ตะกร้าที่หนักอึ้งบนหลังกระแทกกระทั้นไปตามจังหวะการวิ่ง แต่นางก็กัดฟันอดทน ความหวังที่จะได้เห็นรอยยิ้มของมารดาและน้องสาวนั้นเป็นพลังขับเคลื่อนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

ในที่สุด เส้นทางลาดชันก็กลับกลายเป็นทางเดินที่คุ้นตา ภาพกระท่อมซอมซ่อของครอบครัวปรากฏขึ้นในสายตา ซูหว่านหนิงจึงผ่อนฝีเท้าลง หอบหายใจอย่างหนักหน่วง เหงื่อกาฬไหลชุ่มไปทั้งแผ่นหลัง แต่เมื่อมองดูไก่ฟ้าตัวอ้วนพีและผักป่าเต็มตะกร้า ความเหนื่อยล้าก็คล้ายจะมลายหายไปสิ้น

“ท่านพี่!”

เสียงเล็กใสดังขึ้นมาก่อนที่เจ้าของเสียงจะปรากฏตัว ซูหว่านชิงวิ่งถลาออกมาจากกระท่อมด้วยใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มกังวล เมื่อเห็นพี่สาวกลับมาอย่างปลอดภัย ดวงตาของนางก็เปล่งประกายแห่งความดีใจ

“กลับมาแล้วหรือ หว่านหนิง” เฉินอวี้หลานค่อยๆ เดินตามออกมาจากในบ้าน สีหน้าของนางยังคงซีดเซียวแต่ก็ดูดีขึ้นกว่าหลายวันก่อนมากนัก

“ข้ากลับมาแล้วเจ้าค่ะท่านแม่” ซูหว่านหนิงวางตะกร้าลงบนพื้นอย่างแรงจนเกิดเสียงดังตุ้บ “ดูสิว่าข้าได้อะไรมาบ้าง!”

สายตาของสองแม่ลูกจับจ้องไปยังสิ่งที่อยู่ในตะกร้า เมื่อเห็นไก่ฟ้าตัวใหญ่ขนสีรุ้งพราย ซูหว่านชิงก็เบิกตากว้าง อ้าปากค้างอย่างไม่อยากเชื่อสายตา “ท่านพี่...นี่คือ...ไก่ฟ้าหรือเจ้าคะ!”

“ใช่แล้ว วันนี้เราจะได้กินของดีกันเสียที” ซูหว่านหนิงยิ้มกว้างอย่างภาคภูมิใจ นางหยิบไก่ฟ้าออกมาส่งให้น้องสาว “หว่านชิง เจ้าจัดการมันได้หรือไม่?”

“ได้เจ้าค่ะ! ท่านพี่วางใจได้เลย!” ซูหว่านชิงรับไก่ฟ้าที่หนักอึ้งมาด้วยสองมือ ดวงตาทอประกายแห่งความมุ่งมั่น เด็กหญิงวัยแปดหนาวผู้นี้คุ้นเคยกับงานบ้านงานครัวเป็นอย่างดี นางรีบหิ้วไก่ฟ้าไปยังหลังบ้านเพื่อจัดการมันอย่างคล่องแคล่ว

ไม่นานนัก กลิ่นหอมของน้ำแกงไก่ที่เคี่ยวกับสมุนไพรป่าก็ลอยอวลออกมาจากครัวเล็กๆ มันเป็นกลิ่นที่ครอบครัวของพวกนางไม่ได้สัมผัสมานานหลายปีเหลือเกิน เฉินอวี้หลานมองดูกลิ่นควันที่ลอยกรุ่นขึ้นมาจากหม้อดินด้วยแววตาซาบซึ้งจนน้ำตาคลอหน่วย

ขณะที่ซูหว่านชิงกำลังง่วนอยู่กับการทำอาหาร ซูหว่านหนิงก็บอกกับมารดาว่าจะเข้าไปพักผ่อนในห้องสักครู่ เมื่อปิดประตูลง นางไม่ได้ล้มตัวลงนอนอย่างที่บอก แต่กลับหลับตาลงและส่งจิตของตนเองเข้าสู่มิติลับส่วนตัว

พริบตาเดียว ทิวทัศน์รอบกายก็เปลี่ยนไป กระท่อมโทรมๆ หายไป กลายเป็นดินแดนมหัศจรรย์ที่ซูหว่านหนิงคุ้นเคยเป็นอย่างดี ‘สวนหยกปราณ’

อากาศภายในมิติสดชื่นและเปี่ยมไปด้วยพลังงานที่มองไม่เห็น ดินสีดำสนิททอดตัวยาวออกไปสุดลูกหูลูกตา และบนผืนดินนั้น บัดนี้ไม่ได้ว่างเปล่าอีกต่อไป

เวลาในมิติแห่งนี้เดินเร็วกว่าโลกภายนอกถึงสิบเท่า เพียงไม่กี่วันที่นางนำเมล็ดพันธุ์หญ้าห้ามเลือดและหัวรากชะเอมภูเขาเข้ามาหว่านไว้ บัดนี้พวกมันกลับเติบโตเต็มที่อย่างน่าอัศจรรย์

แปลงหญ้าห้ามเลือดนั้นเขียวขจี ใบหญ้าแต่ละใบอวบอิ่มและมีสีเข้มกว่าหญ้าชนิดเดียวกันที่ขึ้นตามธรรมชาติ ภายใต้เนตรวิเคราะห์พฤกษาของนาง เส้นใยพลังปราณสีเขียวอ่อนๆ ไหลเวียนอยู่ภายในอย่างชัดเจน บ่งบอกถึงสรรพคุณทางยาที่เหนือล้ำกว่าปกติหลายเท่านัก

ถัดไปคือแปลงรากชะเอมภูเขา แม้จะมองไม่เห็นหัวรากที่อยู่ใต้ดิน แต่จากลำต้นและใบที่สมบูรณ์แข็งแรง ก็พอจะคาดเดาได้ว่าผลผลิตที่อยู่เบื้องล่างนั้นจะต้องยอดเยี่ยมเพียงใด

ซูหว่านหนิงไม่รอช้า นางลงมือเก็บเกี่ยวผลผลิตครั้งแรกของตนเองด้วยความตื่นเต้น นางค่อยๆ บรรจงถอนหญ้าห้ามเลือดขึ้นมาทั้งราก สะบัดดินออกอย่างเบามือ แล้วนำไปวางเรียงกันอย่างเป็นระเบียบ จากนั้นจึงใช้เสียมขนาดเล็กที่ระบบจัดเตรียมไว้ให้ ค่อยๆ ขุดเซาะดินรอบๆ ต้นชะเอมภูเขาอย่างระมัดระวัง

ไม่นานนัก หัวรากชะเอมสีน้ำตาลทองขนาดใหญ่กว่าที่เคยเห็นในตลาดหลายเท่าก็ปรากฏสู่สายตา แต่ละหัวอวบอ้วนสมบูรณ์ ผิวของมันมีประกายเรื่อๆ คล้ายมีพลังปราณอ่อนๆ ห่อหุ้มอยู่ นี่คือสมุนไพรคุณภาพชั้นเลิศอย่างแท้จริง!

นางทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ในมิติแห่งนี้ร่างกายของนางราวกับมีพลังงานไม่สิ้นสุด ไม่นานนัก สมุนไพรชุดแรกก็ถูกเก็บเกี่ยวจนหมดสิ้น กองรวมกันเป็นภูเขาย่อมๆ ส่งกลิ่นหอมสดชื่นไปทั่วบริเวณ

เมื่อเก็บเกี่ยวเสร็จสิ้น ซูหว่านหนิงก็ถอนจิตของตนเองกลับออกมาสู่โลกภายนอกพอดีกับที่ได้ยินเสียงน้องสาวเรียก

“ท่านพี่! ท่านแม่! อาหารเสร็จแล้วเจ้าค่ะ!”

ซูหว่านหนิงเปิดประตูออกไป กลิ่นไก่ตุ๋นหอมฉุยปะทะเข้ากับใบหน้าทันที บนโต๊ะไม้เก่าๆ มีชามใบใหญ่ตั้งอยู่ กลางชามคือเนื้อไก่ที่ถูกตุ๋นจนเปื่อยนุ่มล่อนออกจากกระดูก น้ำแกงสีเหลืองทองใสน่ารับประทาน

สามแม่ลูกนั่งล้อมวงกัน เฉินอวี้หลานตักเนื้อส่วนที่นุ่มที่สุดใส่ชามให้ลูกสาวทั้งสองก่อน “กินเถอะลูก ไม่ได้กินเนื้อสัตว์กันมานานแล้ว”

ซูหว่านหนิงคีบเนื้อไก่เข้าปาก ความนุ่มละมุนและรสชาติที่เข้มข้นของน้ำแกงทำให้ดวงตาของนางร้อนผ่าวขึ้นมา นี่คือรสชาติของความหวัง รสชาติของการเริ่มต้นใหม่ที่พวกนางสร้างขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเอง

หลังจากอิ่มหนำกับมื้ออาหารที่แสนวิเศษ ซูหว่านหนิงก็กลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง นางนำสมุนไพรสดกองมหึมาที่เก็บเกี่ยวได้จากในมิติออกมาวางแผ่บนพื้นห้องที่ทำความสะอาดไว้แล้ว

หญ้าห้ามเลือดและรากชะเอมภูเขาคุณภาพเยี่ยมกองอยู่ตรงหน้า สมุนไพรเหล่านี้มีพลังปราณเจืออยู่จางๆ หากนำไปขายในสภาพนี้ก็คงได้ราคาดี แต่สำหรับนางแล้ว มันยังไม่ดีพอ

สมุนไพรสดนั้นเก็บรักษาได้ไม่นานและมีน้ำหนักมากยากต่อการขนส่ง หากต้องการขายให้ได้ราคาสูงสุด มันจำเป็นต้องผ่านกระบวนการแปรรูปที่สมบูรณ์แบบเสียก่อน

สายตาของซูหว่านหนิงพลันฉายแววคมกล้าขึ้นมา ในหัวของนางปรากฏภาพของกลไกวิเศษอีกชิ้นหนึ่งที่ระบบมอบให้... ‘แท่นสกัดโอสถอัตโนมัติ’ มันคือเครื่องมือที่จะเปลี่ยนสมุนไพรสดเหล่านี้ให้กลายเป็นสมบัติล้ำค่าที่พร้อมจะเปลี่ยนชีวิตของพวกนางไปตลอดกาล!

ความคิดนั้นจุดประกายไฟแห่งความมุ่งมั่นในดวงตาของนางให้ลุกโชนขึ้นอีกครั้ง ทรัพยากรพร้อมแล้ว เครื่องมือก็พร้อมแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการเปลี่ยนมันให้เป็นเงิน!

พรุ่งนี้...นางจะต้องนำสมุนไพรแห้งชุดแรกนี้ไปยังอำเภอชิงซีให้จงได้