แผนตลบหลังสะใภ้ใหญ่
สรรพสำเนียงเงียบงันลงชั่วขณะ เสียงฝีเท้าแผ่วเบาหยุดนิ่งสนิทอยู่หน้าบานประตูไม้ผุพังของห้องเก็บฟืน ดวงตาของกู้เซียงที่หลุบต่ำมองบุตรชายตัวน้อยพลันหรี่ลง คมปัญญาฉายชัดในแววตาที่มืดมิดนั้น
นางมิได้ขยับกาย มิได้ส่งเสียงใดๆ ออกไป เพียงแต่อาศัยความมืดเป็นเกราะกำบัง ค่อยๆ ช้อนร่างซูเสี่ยวเป่าที่หลับสนิทขึ้นมาอย่างแผ่วเบาที่สุด วางเขาลงบนกองฟางแห้งนุ่มในมุมที่มืดที่สุดของห้อง แล้วจึงดึงผ้าห่มเก่าคร่ำคร่ามาคลุมกายให้จนมิดชิด
จากนั้นนางจึงกลับมานั่งที่เดิม เอนกายพิงเสาไม้ แกล้งทำเป็นหลับใหลลมหายใจสม่ำเสมอ ทว่าประสาทสัมผัสทั้งหมดกลับตื่นตัวเต็มที่ รอคอยการมาเยือนของแขกไม่ได้รับเชิญผู้นั้น
แกร๊ก...
เสียงสลักประตูไม้ถูกปลดออกอย่างเชื่องช้าและเงียบเชียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ แสงจันทร์สลัวลอดผ่านช่องประตูที่แง้มเปิด เผยให้เห็นเงาตะคุ่มของสตรีผู้หนึ่งที่พยายามย่อกายให้ต่ำที่สุด ค่อยๆ ก้าวเข้ามาภายในห้องเก็บฟืนอย่างระมัดระวัง
กลิ่นแป้งราคาถูกอันคุ้นเคยลอยมากระทบจมูก กู้เซียงลอบแค่นยิ้มในใจ ไม่ผิดจากที่คาดเดาไว้แม้แต่น้อย ผู้ที่มาคือสะใภ้ใหญ่ เฉียนเจียวเจียว!
เฉียนเจียวเจียวเหลียวมองซ้ายขวาอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นเพียงร่างของกู้เซียงพิงเสาหลับอยู่ นางก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก นางย่องเข้ามาใกล้ แววตาละโมบจับจ้องไปยังมวยผมของกู้เซียงที่ยังคงมีปิ่นไม้ราคาถูกปักอยู่
ในสายตาของเฉียนเจียวเจียว แม้จะเป็นเพียงปิ่นไม้ธรรมดา แต่มันก็ยังเป็นของมีค่าเพียงชิ้นเดียวที่ติดตัวกู้เซียงอยู่ในขณะนี้ นางตั้งใจจะขโมยมันไป ไม่ใช่เพราะมูลค่า แต่เพื่อหยามเกียรติและซ้ำเติมให้แม่ม่ายผู้นี้สิ้นไร้ไม้ตอกยิ่งกว่าเดิม
นางยื่นมือที่สั่นเทาเล็กน้อยออกไป หมายจะดึงปิ่นไม้ออกจากมวยผมของกู้เซียงอย่างรวดเร็ว
ทว่าในเสี้ยววินาทีที่ปลายนิ้วของนางกำลังจะสัมผัสกับเนื้อไม้...
กู้เซียงพลันรวบรวมสมาธิทั้งหมดไปที่ปิ่นบนศีรษะ ในใจนึกถึงมิติคลังสินค้าของนาง ‘เก็บ!’
วูบ!
ปิ่นปักผมไม้ท้อบนมวยผมของนางพลันอันตรธานหายไปในอากาศธาตุราวกับไม่เคยมีอยู่!
มือของเฉียนเจียวเจียวคว้าได้เพียงความว่างเปล่า นางเบิกตากว้างด้วยความตกใจระคนสับสน ปิ่นหายไปไหน? เมื่อครู่นางยังเห็นมันอยู่ชัดๆ! หรือนางตาฝาดไป?
ขณะที่เฉียนเจียวเจียวกำลังงุนงง สองตาพยายามเพ่งมองในความมืดเพื่อหาปิ่นที่หายไปนั้นเอง...
"ขโมย!!!"
เสียงตะโกนแหลมสูงราวกับฟ้าผ่าของกู้เซียงก็แผดลั่นขึ้นมา ทำลายความเงียบสงัดยามค่ำคืนจนหมดสิ้น!
เฉียนเจียวเจียวสะดุ้งสุดตัวด้วยความตกใจ นางหงายหลังล้มก้นกระแทกพื้นอย่างแรง ทันใดนั้นข้อมือของนางก็ถูกมือเย็นเฉียบข้างหนึ่งคว้าจับไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก!
"พี่สะใภ้ใหญ่!" กู้เซียงลืมตาโพลง แววตาคมปลาบดุจกระบี่ จ้องเขม็งไปยังใบหน้าที่ซีดเผือดของเฉียนเจียวเจียว "ดึกดื่นค่อนคืนไม่หลับไม่นอน แอบย่องเข้ามาในห้องข้าทำอะไร!"
"ปะ... เปล่า! ข้าไม่ได้ทำอะไร!" เฉียนเจียวเจียวเสียงสั่นเครือ พยายามบิดข้อมือให้หลุด แต่แรงของกู้เซียงกลับมากล้นอย่างไม่น่าเชื่อ "ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ นังสารเลว!"
"ปล่อยรึ?" กู้เซียงแค่นเสียงหัวเราะ นางกระชากแขนของเฉียนเจียวเจียวแล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ตะโกนต่อไปด้วยเสียงที่ดังกว่าเดิม "ช่วยด้วย! ขโมยขึ้นบ้าน! สะใภ้ใหญ่แอบเข้ามาขโมยของข้าเจ้าค่ะ! ช่วยด้วย!"
เสียงของนางดังกังวานไปทั่วทั้งลานบ้านตระกูลซูและลอยออกไปไกลถึงบ้านข้างเคียง
เพียงชั่วอึดใจ ประตูบ้านของชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงก็เริ่มเปิดออกทีละบานสองบาน ตามมาด้วยเสียงเห่าของสุนัขและเสียงผู้คนตะโกนถามไถ่กันด้วยความตกใจ แสงจากคบเพลิงและตะเกียงวูบไหวขึ้นหลายจุด กำลังมุ่งตรงมายังบ้านตระกูลซู
ใบหน้าของเฉียนเจียวเจียวซีดขาวราวกับกระดาษ ความหวาดกลัวฉายชัดในดวงตา นางไม่คิดว่ากู้เซียงจะกล้าโวยวายเสียงดังถึงเพียงนี้ นี่มันเท่ากับเป็นการประจานตระกูลซูให้ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านรับรู้!
"หุบปากนะ! เจ้าอยากตายรึไง!" เฉียนเจียวเจียวขู่ฟ่อ พยายามแกะมือของกู้เซียงออกอย่างลนลาน
"หุบปากรึ? เหตุใดข้าต้องหุบปาก!" กู้เซียงยึดข้อมืออีกฝ่ายไว้มั่นไม่ยอมปล่อย "เจ้ากล้าทำ ใยข้าจะกล้าพูดไม่ได้! พี่น้องทุกท่านมาดูเร็วเข้า! สะใภ้ใหญ่ตระกูลซูรังแกข้ากับลูกไม่พอ ยังย่องมาขโมยของในห้องเก็บฟืนยามวิกาลอีก!"
คำพูดของนางดังชัดเจนท่ามกลางความโกลาหลที่เริ่มก่อตัวขึ้น ชาวบ้านกลุ่มแรกมาถึงหน้าห้องเก็บฟืนแล้ว พวกเขาถือตะเกียงและคบเพลิงส่องดูเหตุการณ์ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เมื่อเห็นสภาพของกู้เซียงที่เนื้อตัวมอมแมมแต่แววตาดุดัน กับเฉียนเจียวเจียวที่หน้าซีดเผือด ถูกจับข้อมือไว้แน่น ก็เริ่มซุบซิบกันเสียงดัง
"ดูสิ นั่นสะใภ้ใหญ่บ้านซูไม่ใช่รึ?"
"นางเข้าไปทำอะไรในห้องเก็บฟืนของสะใภ้รองตอนกลางคืนกัน?"
"เมื่อครู่ได้ยินเสียงร้องว่าขโมย... หรือว่า... เป็นเรื่องจริง?"
"โอรสวรรค์ ตระกูลซูช่างร้ายกาจนัก ขับไล่แม่ม่ายลูกติดไปนอนห้องเก็บฟืนไม่พอ ยังส่งคนมาขโมยของอีกรึนี่ ช่างไร้คุณธรรมสิ้นดี!"
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นเรื่อยๆ ทิ่มแทงเฉียนเจียวเจียวราวกับเข็มนับพันเล่ม นางอับอายจนแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี
"ข้าไม่ได้ขโมย! เจ้าใส่ร้ายข้า!" เฉียนเจียวเจียวแผดเสียงอย่างสิ้นหวัง
"ใส่ร้าย?" กู้เซียงยิ้มเย้ย "ถ้าเช่นนั้นพี่สะใภ้ใหญ่ลองบอกชาวบ้านมาสิว่า ท่านย่องเข้ามาในนี้กลางดึกเพื่ออะไร? มาช่วยข้าปัดกวาดเช็ดถูอย่างนั้นรึ? หรือมาดูว่าข้ากับลูกชายอดตายไปแล้วหรือยัง!"
คำพูดแต่ละคำของกู้เซียงเฉียบคมราวกับมีดบาด เฉียนเจียวเจียวอ้ำอึ้งพูดไม่ออก นางจะแก้ตัวว่าอย่างไรได้ ในเมื่อนางถูกจับได้คาหนังคาเขาเช่นนี้!
กู้เซียงเห็นท่าทีหวาดกลัวและอับอายของอีกฝ่าย ก็ตัดสินใจทุบหม้อข้าวทิ้ง เผาสะพานให้สิ้นซาก นางเชิดหน้าขึ้น ประกาศกร้าวด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดและดังกังวานให้ทุกคนได้ยินชัดเจน
"พวกท่านเป็นพยาน! หากข้าหาปิ่นปักผมไม้ท้อของข้าไม่เจอ ข้าจะไปแจ้งทางการที่ว่าการอำเภอให้มาจับคน! ข้อหาลักทรัพย์ยามวิกาลเป็นอาญาแผ่นดิน แม้จะเป็นคนในครอบครัวก็ไม่อาจละเว้นได้!"
คำว่า "แจ้งทางการ" ไม่ต่างจากสายฟ้าฟาดลงกลางวง ชาวบ้านต่างสูดลมหายใจเฮือกด้วยความตกตะลึง ขณะที่ใบหน้าของเฉียนเจียวเจียวกลับไร้สีเลือดไปในทันที สองขาของนางอ่อนแรงจนแทบจะยืนไม่อยู่ ความอัปยศอดสูและความหวาดกลัวถาโถมเข้าใส่จนนางแทบสิ้นสติ