ผู้ใหญ่บ้านออกโรง
สุรเสียงอันหนักแน่นและมั่นคงของกู้เซียงดังก้องไปทั่วลานบ้านตระกูลซู บรรดาชาวบ้านที่มุงดูอยู่ต่างพากันสูดลมหายใจเย็นเยียบ ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าสะใภ้รองที่เคยอ่อนแอและถูกรังแกมาตลอดจะกล้าหาญถึงเพียงนี้
ผู้ใหญ่บ้านหลินกวงปิงขมวดคิ้วเล็กน้อย สายตาคมกริบของเขากวาดมองสภาพอันน่าสมเพชของคนในตระกูลซูอย่างพินิจพิเคราะห์ หม่าชุ่ยฮวาและเฉียนเจียวเจียวที่ผมเผ้ายุ่งเหยิงราวรังนก เสื้อผ้าขาดวิ่นเผยให้เห็นร่องรอยจางๆ จากการต่อสู้ ภาพนี้ทำให้ใบหน้าของเขาเคร่งขรึมลงกว่าเดิม
"เหลวไหลสิ้นดี!" หม่าชุ่ยฮวาที่เพิ่งตั้งสติได้กรีดเสียงแหลมขึ้นมาทันที นางชี้หน้ากู้เซียงอย่างเกรี้ยวกราด "นังสารเลว! เจ้ากล้าดียังไงมากล่าววาจาเช่นนี้ต่อหน้าผู้ใหญ่บ้าน! เจ้าแต่งเข้าตระกูลซูแล้ว ก็เป็นผีของตระกูลซู คิดจะแยกบ้านเพื่อไปเสวยสุขคนเดียวรึ ฝันไปเถอะ!"
กู้เซียงยังคงสงบนิ่ง นางโอบกอดซูเสี่ยวเป่าไว้ในอ้อมแขนพลางลูบหลังปลอบโยนบุตรชายตัวน้อยที่กำลังตัวสั่นเทา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาผู้ใหญ่บ้านหลินโดยตรง ไม่ได้ปรายตามองหม่าชุ่ยฮวาแม้แต่น้อย
"ท่านผู้ใหญ่บ้านเจ้าขา" น้ำเสียงของนางยังคงชัดเจน "ที่ข้าตัดสินใจเช่นนี้ เป็นเพราะข้าจนตรอกแล้วจริงๆ หากข้ายังทนอยู่ในบ้านหลังนี้ต่อไป เกรงว่าไม่ช้าก็เร็ว สองแม่ลูกคงมีแต่ต้องตายสถานเดียว"
"เจ้าพูดจาเหลวไหลอะไร!" หม่าชุ่ยฮวาถลึงตา "ข้าให้ที่ซุกหัวนอน ให้ข้าวเจ้ากินทุกมื้อ นี่ยังไม่ดีพออีกรึ!"
"ดีพอหรือเจ้าคะ?" กู้เซียงแค่นเสียงเย็น "การที่ท่านแม่ขังข้ากับลูกชายวัยสี่ขวบไว้ในห้องเก็บฟืนที่หนาวเหน็บ ปล่อยให้อดอยากหิวโหย นั่นเรียกว่าดีพอหรือเจ้าคะ? การที่ท่านกล่าวหาว่าข้าเป็นขโมย ทั้งที่ความจริงแล้วเป็นคนในบ้านของท่านเองที่ลักเล็กขโมยน้อย นั่นเรียกว่าดีพอหรือเจ้าคะ?"
ทุกถ้อยคำของกู้เซียงราวกับคมมีดที่กรีดแทงเข้าไปกลางใจของหม่าชุ่ยฮวา ชาวบ้านเริ่มส่งเสียงฮือฮา พวกเขาเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ เรื่องที่สะใภ้ใหญ่ขโมยไข่ไก่ถูกจับได้คาหนังคาเขาเป็นเรื่องจริง!
ผู้ใหญ่บ้านหลินกวงปิงถอนหายใจยาวเหยียด เขาหันไปทางหม่าชุ่ยฮวาด้วยแววตาตำหนิอย่างรุนแรง
"หม่าชุ่ยฮวา! เจ้าในฐานะผู้อาวุโส ในฐานะแม่สามี ทำไมถึงได้ปฏิบัติต่อสะใภ้ของตนเองเช่นนี้!" เสียงของเขาดังและทรงอำนาจ ทำให้หม่าชุ่ยฮวาถึงกับสะดุ้ง "อาซงก็เพิ่งจากไปไม่นาน กู้เซียงเป็นม่ายที่ต้องเลี้ยงดูลูกน้อยตามลำพัง แทนที่เจ้าจะเมตตาสงสาร คอยดูแลปกป้องหลานชายสายเลือดแท้ๆ ของตัวเอง กลับรังแกข่มเหงนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า เจ้าไม่ละอายใจบ้างเลยรึ!"
วาจาของผู้ใหญ่บ้านเปรียบเสมือนการตบหน้าหม่าชุ่ยฮวาฉาดใหญ่ต่อหน้าธารกำนัล นางหน้าชาวาบสลับเขียวสลับแดง อับอายจนแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี
"ท่านผู้ใหญ่บ้าน... ข้า... ข้าแค่สั่งสอนนางเท่านั้น..." นางพยายามแก้ตัวเสียงอ่อย
"สั่งสอน?" ผู้ใหญ่บ้านหลินเลิกคิ้ว "ขังคนกับเด็กเล็กไว้ในห้องเก็บฟืนนี่เรียกว่าสั่งสอนรึ? ปล่อยให้คนในบ้านตบตีกันจนกลายเป็นเรื่องน่าหัวเราะเยาะของคนทั้งหมู่บ้านนี่เรียกว่าสั่งสอนรึ? ตระกูลซูของพวกเจ้ากำลังจะกลายเป็นตัวตลกอยู่แล้ว รู้ตัวหรือไม่!"
หม่าชุ่ยฮวาก้มหน้างุด ไม่กล้าสบตาใครอีกต่อไป
กู้เซียงเห็นว่าสถานการณ์กำลังเป็นใจ นางจึงตัดสินใจใช้ความสามารถพิเศษที่ตนมีอยู่เพื่อประเมินสถานการณ์ให้แน่ชัดยิ่งขึ้น นางแสร้งก้มลงจัดเสื้อผ้าให้ซูเสี่ยวเป่า ขณะที่ในใจเรียกใช้ "เนตรประเมินสินค้า" เพ่งมองไปยังบุคคลสำคัญทั้งสอง
ทันใดนั้น ข้อความโปร่งแสงที่เห็นได้เพียงผู้เดียวก็ปรากฏขึ้นในครรลองสายตาของนาง
เมื่อมองไปที่ผู้ใหญ่บ้านหลิน:
`[หลินกวงปิง: ผู้ใหญ่บ้านผู้ยึดมั่นในความถูกต้อง กำลังรู้สึกเห็นใจในชะตากรรมของท่านและบุตรชาย มีแนวโน้มจะเข้าข้างฝ่ายที่สมเหตุสมผลสูง]`
เมื่อปรายตามองหม่าชุ่ยฮวา:
`[หม่าชุ่ยฮวา: ตกอยู่ในสภาวะโกรธแค้นและเสียหน้าอย่างรุนแรง กำลังคำนวณหาทางที่จะสร้างความเสียหายให้ท่านมากที่สุดหากต้องยอมแยกบ้าน]`
ข้อมูลจากระบบทำให้กู้เซียงมั่นใจในแผนการของตนเองร้อยเปอร์เซ็นต์! ผู้ใหญ่บ้านพร้อมจะมอบความยุติธรรมให้ แต่นางก็ต้องเตรียมรับมือกับความเจ้าเล่ห์ของแม่สามีใจร้ายผู้นี้ให้ดี
นางสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่เด็ดเดี่ยวยิ่งกว่าเดิม "ท่านผู้ใหญ่บ้าน ที่ข้าขอแยกบ้าน ไม่ใช่เพื่อความสุขสบายส่วนตัว แต่เพื่อความปลอดภัยของเสี่ยวเป่าเจ้าค่ะ เขาเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขเพียงคนเดียวของพี่อาซงที่เหลืออยู่ ข้าทนเห็นลูกต้องมาหวาดผวา ตกใจกลัวกับเรื่องวุ่นวายในบ้านนี้ไม่ไหวอีกแล้ว ขอท่านผู้ใหญ่บ้านโปรดเมตตาด้วยเถิดเจ้าค่ะ"
คำพูดของกู้เซียงที่อ้างถึงความปลอดภัยของหลานชายคนเดียว ทำให้ผู้ใหญ่บ้านหลินพยักหน้าอย่างเห็นใจ เขาตระหนักดีว่าหากปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไป เด็กน้อยซูเสี่ยวเป่าคงต้องเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายอย่างแน่นอน
"อืม..." ผู้ใหญ่บ้านครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงตัดสินชี้ขาด "ในเมื่อเรื่องมันมาถึงขั้นนี้แล้ว ข้าก็เห็นด้วยว่าการแยกบ้านน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด"
คำประกาศของผู้ใหญ่บ้านทำให้ชาวบ้านต่างพยักหน้าเห็นพ้อง พวกเขารู้สึกสมเพชชะตากรรมของสองแม่ลูกคู่นี้จับใจ
"ไม่ได้นะเจ้าคะ! จะแยกบ้านไม่ได้!" หม่าชุ่ยฮวาเงยหน้าพรวดขึ้นมาคัดค้านทันควัน นางยอมเสียหน้า แต่จะไม่มีวันยอมเสียผลประโยชน์เด็ดขาด
ผู้ใหญ่บ้านหลินตวัดสายตาคมกริบมองนาง "แล้วเจ้าจะให้พวกเขาทนอยู่ต่อไปเพื่อให้เจ้าทุบตีรังแกจนตายไปข้างหนึ่งรึอย่างไร! หากเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นมาจริงๆ เจ้าจะรับผิดชอบไหวหรือ!"
หม่าชุ่ยฮวาสะอึก นางรู้ดีว่าขัดคำพูดของผู้ใหญ่บ้านไม่ได้อีกต่อไป เมื่อถูกบีบคั้นจนเข้าตาจน ความเคียดแค้นชิงชังทั้งหมดจึงพุ่งเป้าไปที่กู้เซียง ใบหน้าของนางบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ ดวงตาฉายแววอาฆาตมาดร้าย
"ก็ได้!" นางเค้นเสียงลอดไรฟัน "ในเมื่อนังตัวดีมันอยากจะไปนัก ข้าก็จะให้ไป!"
กู้เซียงลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก ในที่สุดก้าวแรกแห่งอิสรภาพก็มาถึงแล้ว
แต่ทว่า รอยยิ้มยังไม่ทันปรากฏบนใบหน้า เสียงของหม่าชุ่ยฮวาก็ดังแทรกขึ้นมาอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเหี้ยมเกรียมและสาแก่ใจ
"จะแยกบ้านก็ได้! แต่..."