ข้อตกลงที่อยุติธรรม

สรรพสำเนียงโดยรอบพลันเงียบสงัดลงในบัดดล ทุกสายตาจับจ้องไปยังหม่าชุ่ยฮวาที่กำลังเค้นเสียงลอดไรฟัน คำว่า "แต่..." ของนางแขวนค้างอยู่ในอากาศ ดุจคมดาบที่พร้อมจะฟาดฟันลงมาได้ทุกเมื่อ

ใบหน้าของนางบิดเบี้ยวด้วยความเคียดแค้นชิงชัง ดวงตาที่จมลึกฉายชัดถึงความมุ่งร้าย นางกวาดตามองกู้เซียงตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยแววตาหยามเหยียด ก่อนจะแสยะยิ้มอย่างสาแก่ใจ

"แต่ในเมื่อนังสารเลวเช่นเจ้าเป็นฝ่ายร้องขอจะไปเอง ก็อย่าได้หวังว่าบ้านซูของข้าจะมอบเงินทองให้ติดตัวไปแม้แต่อีแปะเดียว!"

เสียงฮือาดังขึ้นจากชาวบ้านที่มุงดูอยู่ หลายคนส่ายหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อ หม่าชุ่ยฮวาช่างใจดำอำมหิตเกินไปแล้ว กู้เซียงรับใช้ตระกูลซูมาหลายปี แม้สามีจะสิ้นไปแล้ว นางก็ยังก้มหน้าก้มตาทำงานหนักเลี้ยงดูบุตรชาย หากจะแยกบ้านไป เหตุใดจึงไม่แบ่งทรัพย์สินให้นางตามสมควรบ้าง

ผู้ใหญ่บ้านหลินขมวดคิ้วแน่น "พี่สะใภ้ซู ท่านพูดเช่นนี้ไม่นับว่าเกินไปหน่อยหรือ อย่างไรเสียกู้เซียงก็เป็นสะใภ้ที่แต่งเข้าบ้านท่านอย่างถูกต้องตามประเพณี อีกทั้งเสี่ยวเป่าก็เป็นหลานชายของท่าน"

"ฮึ! สะใภ้ที่ทำตัวเยี่ยงนี้ ข้าไม่นับ!" หม่าชุ่ยฮวาสะบัดหน้าพรืด "ส่วนเรื่องทรัพย์สินน่ะรึ... ข้าก็ใช่ว่าจะใจไม้ไส้ระกำถึงเพียงนั้น"

นางกล่าวพลางชี้มือไปยังทิศตะวันตกสุดของหมู่บ้าน "ท้ายหมู่บ้านยังมีกระท่อมร้างอยู่หลังหนึ่ง ที่นั่นเคยเป็นของตระกูลเรามาก่อน ข้าจะยกมันให้! พร้อมกับที่ดินแห้งแล้งข้างกระท่อมนั่นอีกหนึ่งหมู่! เท่านี้ก็ถือว่าข้าเมตตามากพอแล้ว!"

สิ้นคำประกาศของหม่าชุ่ยฮวา เสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็ดังเซ็งแซ่ยิ่งกว่าเดิม

"สวรรค์! กระท่อมหลังนั้นผุพังจนแทบจะถล่มลงมาอยู่แล้วมิใช่รึ"

"ใช่ๆ หลังคาก็รั่ว ลมหนาวมาทีคงแข็งตายกันพอดี"

"แล้วที่ดินหนึ่งหมู่นั่นอีกเล่า เป็นดินปนทราย ปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น มีแต่หญ้าคาเท่านั้นแหละที่จะโตได้ นี่มันผลักไสให้แม่ลูกคู่นี้ไปอดตายชัดๆ!"

ท่ามกลางเสียงเวทนาสงสาร เฉียนเจียวเจียวซึ่งหลบอยู่หลังฝูงชนกลับลอบยกมุมปากขึ้นอย่างสะใจ นางมองภาพกู้เซียงที่ยืนนิ่งราวกับรูปสลักด้วยความยินดี ในใจร่ำร้องให้กู้เซียงไปตกระกำลำบากในกระท่อมผีสิงนั่นเร็วๆ ยิ่งอดอยากปากแห้งเท่าไหร่ นางก็ยิ่งมีความสุขเท่านั้น

ผู้ใหญ่บ้านหลินเองก็มีสีหน้าเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด เขาหันไปทางกู้เซียง "แม่นางกู้ ข้อเสนอเช่นนี้มัน..."

"ข้าตกลงเจ้าค่ะ"

น้ำเสียงของกู้เซียงดังขึ้นอย่างเรียบเฉย แต่กลับทรงพลังพอที่จะทำให้ทุกสรรพเสียงเงียบกริบลงอีกครั้ง นางกล่าวตอบรับโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย ดวงตาของนางยังคงสงบนิ่งราวผืนน้ำในบ่อลึก ยากจะหยั่งถึงความคิด

ทุกคนตกตะลึงเป็นอย่างยิ่ง ไม่มีใครคาดคิดว่ากู้เซียงจะยอมรับข้อตกลงที่เอาเปรียบกันถึงเพียงนี้โดยง่าย

หม่าชุ่ยฮวาเองก็ชะงักไปชั่วครู่ นางเตรียมคำพูดไว้ด่าทออีกมากมายหากกู้เซียงปฏิเสธ แต่เมื่ออีกฝ่ายตอบตกลงอย่างง่ายดายเช่นนี้ นางกลับรู้สึกเหมือนชกหมัดเข้ากับปุยฝ้าย

กู้เซียงลอบถอนหายใจในใจเงียบๆ ผู้คนเหล่านี้หารู้ไม่ว่าสิ่งที่นางต้องการมากที่สุดในยามนี้หาใช่เงินทองหรือที่ดินอุดมสมบูรณ์ไม่ แต่คือ "อิสรภาพ" ต่างหาก

ทรัพย์สินเงินทองจากบ้านซูล้วนเป็นของนอกกาย ต่อให้ได้มาก็คงต้องทนรำคาญกับการทวงบุญคุณไม่รู้จบสิ้น แต่สิ่งที่นางมีนั้นประเสริฐกว่านัก กู้เซียงสัมผัสได้ถึงมิติลับในจิตสำนึกของตนเอง—คลังสินค้าไร้กาลเวลาที่ว่างเปล่า รอคอยการเติมเต็มด้วยผลผลิตนานาชนิด และระบบห้างค้าส่งที่พร้อมจะเปลี่ยนทุกสิ่งให้กลายเป็นแต้มการค้า

ขอเพียงมีที่ดินเป็นของตนเอง แม้จะแค่หนึ่งหมู่... แม้จะเป็นดินที่แห้งแล้งที่สุดในหมู่บ้าน... ด้วยความรู้ด้านการเกษตรจากโลกเก่าและตัวช่วยชั้นเลิศในมือ นางย่อมสามารถพลิกฟื้นแผ่นดินที่ตายแล้วให้กลายเป็นบ่อเงินบ่อทองได้อย่างแน่นอน!

กระท่อมร้างหลังคารั่วหรือ? ก็แค่ซ่อมแซม ไม่มีเงินหรือ? ก็แค่หาใหม่ สิ่งของเหล่านี้เทียบไม่ได้เลยกับอิสรภาพที่จะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่กับบุตรชาย โดยไม่ต้องหวาดระแวงว่าวันไหนจะถูกทุบตีหรือด่าทออีก

"เจ้า... เจ้าแน่ใจนะ?" ผู้ใหญ่บ้านหลินถามย้ำอีกครั้งด้วยความเป็นห่วง

"ข้าแน่ใจเจ้าค่ะ" กู้เซียงโค้งกายให้ผู้ใหญ่บ้านอย่างนอบน้อม "ข้าขอเพียงแค่ได้ออกไปเริ่มต้นชีวิตใหม่กับเสี่ยวเป่าอย่างสงบสุขเท่านั้น ทรัพย์สินอื่นใดข้าไม่ต้องการ"

นางยืดตัวตรงแล้วหันไปเผชิญหน้ากับหม่าชุ่ยฮวาโดยตรง "แต่เพื่อป้องกันปัญหาในภายภาคหน้า ข้ามีเรื่องจะรบกวนท่านผู้ใหญ่บ้านอีกหนึ่งเรื่องเจ้าค่ะ"

"ว่ามาเถิด" หลินกวงปิงพยักหน้า

"ข้าอยากให้ท่านช่วยเขียน 'หนังสือแยกบ้านและตัดขาด' ขึ้นมาเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุให้ชัดเจนว่านับจากนี้ไปข้า กู้เซียง และบุตรชาย ซูเสี่ยวเป่า จะไม่เกี่ยวข้องกับตระกูลซูอีกต่อไป ทรัพย์สินใดๆ ที่เราหามาได้ในอนาคต ตระกูลซูไม่มีสิทธิ์เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่นเดียวกันกับหนี้สินหรือภาระใดๆ ของตระกูลซู เราสองแม่ลูกก็จะไม่ขอรับผิดชอบเช่นกัน และที่สำคัญที่สุด... สิทธิ์ในการเลี้ยงดูซูเสี่ยวเป่าเป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียว!"

คำประกาศของกู้เซียงทำให้หม่าชุ่ยฮวาเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เดิมทีนางคิดว่าตนเป็นฝ่ายคุมเกมและบีบคั้นกู้เซียงจนมุม แต่ยามนี้กลับกลายเป็นว่านางกำลังจะถูกตัดขาดจากหลานชายคนเดียวของสายรองอย่างถาวร!

ยังไม่ทันที่หม่าชุ่ยฮวาจะได้เอ่ยคัดค้าน เฉียนเจียวเจียวที่เห็นว่าเรื่องราวกำลังจะจบลงด้วยชัยชนะของตน ก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป นางเดินแหวกฝูงชนออกมา ยืนเท้าสะเอวแล้วส่งเสียงเยาะหยันไปทางกู้เซียง

"ฮึ! ปากเก่งไปเถอะพี่สะใภ้รอง รอให้ถึงฤดูหนาวก่อนเถอะ ข้าจะคอยดูว่าแม่ลูกเจ้าจะเอาอะไรกินในกระท่อมผุพังนั่น ขอให้สนุกกับการกอดคอกันหนาวตายนะ!"

กู้เซียงเพียงปรายตามองนางอย่างเย็นชา ในดวงตามีประกายวูบหนึ่งที่ทำให้เฉียนเจียวเจียวรู้สึกหนาวเยือกไปถึงสันหลัง

นางหันไปอุ้มซูเสี่ยวเป่าขึ้นแนบอก ลูบศีรษะเล็กๆ ของบุตรชายเบาๆ แล้วก้มลงกระซิบข้างหูเขาด้วยเสียงที่ดังพอให้ทุกคนในที่นั้นได้ยินชัดเจน

"เป่าเอ๋อร์ ไม่ต้องกลัวนะ ต่อจากนี้ไปแม่จะทำให้เจ้าได้กินอิ่มนอนหลับทุกวัน เราจะไม่อดอยากอีกแล้ว..."

กู้เซียงเงยหน้าขึ้น สายตาคมกริบของนางกวาดมองใบหน้าที่สาแก่ใจของเฉียนเจียวเจียวและใบหน้าที่ตะลึงงันของหม่าชุ่ยฮวา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยความนัยอันลึกล้ำ

"ส่วนคนบางคน... ก็คงต้องคอยดูกันต่อไป ว่าสุดท้ายแล้วใครกันแน่ที่จะต้องทนหิวโหย"