หนังสือตัดขาด

วาจาสุดท้ายของกู้เซียงเปรียบดังสายฟ้าฟาดลงกลางวงสนทนา สะกดให้ทุกผู้คนนิ่งงันไปชั่วขณะ โดยเฉพาะหม่าชุ่ยฮวาและเฉียนเจียวเจียวที่ใบหน้าซีดเผือดสลับเขียวคล้ำ คล้ายถูกตบหน้าอย่างจังกลางตลาด

หลินกวงปิง ผู้ใหญ่บ้านแห่งหมู่บ้านซีซาน ถอนหายใจยาว เขารู้ดีว่าเรื่องราวในวันนี้ต้องจบลงด้วยการแตกหักสถานเดียว ชายชราก้าวออกมาข้างหน้า ตบโต๊ะไม้เก่าคร่ำคร่าที่ตั้งอยู่กลางลานบ้านดัง “ปัง!” เพื่อเรียกสติทุกคน

“พอได้แล้ว! ในเมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้ การทะเลาะวิวาทต่อไปก็ไร้ประโยชน์” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ ก่อนจะหันไปทางกู้เซียง “แม่นางกู้ เจ้ายังยืนยันคำเดิมใช่หรือไม่ ว่าต้องการหนังสือตัดขาดจากตระกูลซู?”

กู้เซียงมิได้ลังเลแม้แต่น้อย นางประสานสายตากับผู้ใหญ่บ้านอย่างแน่วแน่ “เจ้าค่ะ ท่านผู้ใหญ่บ้าน ข้ายืนยันคำเดิม ขอให้ท่านช่วยเป็นพยานและร่างหนังสือสัญญาให้ด้วย”

“ไม่! ข้าไม่ยอม!” หม่าชุ่ยฮวาเพิ่งได้สติ นางกรีดร้องออกมาสุดเสียง พยายามจะถลาเข้าไปหากู้เซียง แต่ถูกชาวบ้านที่อยู่ใกล้ๆ ช่วยกันรั้งเอาไว้ “เจ้าสารเลว! คิดจะพรากหลานชายข้าไปหรือ ฝันไปเถอะ!”

หลินกวงปิงขมวดคิ้วมุ่น ตบโต๊ะอีกครั้งหนึ่งเสียงดังกว่าเดิม “หม่าชุ่ยฮวา! เจ้ายังไม่สำนึกอีกรึ! เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะผู้ใดกันแน่ หากเจ้าปฏิบัติต่อสะใภ้และหลานชายให้ดี มีหรือเรื่องจะบานปลายมาถึงขั้นนี้! กฎหมายต้าเซี่ยระบุไว้ชัดเจน หากครอบครัวไม่ปรองดอง การแยกบ้านถือเป็นสิทธิ์อันชอบธรรม!”

คำประกาศิตของผู้ใหญ่บ้านทำให้หม่าชุ่ยฮวาสิ้นเรี่ยวแรง ทรุดกายนั่งลงกับพื้นร่ำไห้ฟูมฟาย แต่ครั้งนี้กลับไม่มีผู้ใดให้ความสงสาร เฉียนเจียวเจียวยืนกำหมัดแน่นด้วยความเจ็บใจ นางรู้ดีว่าตนเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เรื่องเลวร้ายลง แต่ในใจกลับโยนความผิดทั้งหมดให้กู้เซียงแต่เพียงผู้เดียว

หลินกวงปิงไม่สนใจเสียงคร่ำครวญอีกต่อไป เขาหันไปสั่งให้หลานชายที่ติดตามมาด้วยไปนำพู่กัน กระดาษ และแท่นฝนหมึกมาให้

เมื่ออุปกรณ์พร้อมสรรพ ผู้ใหญ่บ้านจึงเริ่มจรดพู่กันลงบนกระดาษสาเนื้อดี เสียงปลายพู่กันเสียดสีกับผืนกระดาษดังขึ้นท่ามกลางความเงียบสงัด เขาร่างข้อความด้วยลายมือที่หนักแน่นและชัดเจน โดยมีกู้เซียงเป็นผู้บอกกล่าวเงื่อนไขทีละข้อ

“หนึ่ง นับแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้า กู้เซียง และบุตรชาย ซูเสี่ยวเป่า ขอแยกตัวออกจากตระกGลซูโดยสมบูรณ์ ไม่มีการข้องเกี่ยวกันในฐานะครอบครัวอีกต่อไป”

“สอง ทรัพย์สินใดๆ ที่ข้าและบุตรชายหามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเองในภายภาคหน้า ตระกูลซูไม่มีสิทธิ์เข้ามาเรียกร้องหรือยุ่งเกี่ยวโดยเด็ดขาด”

“สาม หนี้สินหรือภาระผูกพันใดๆ ของตระกูลซูที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ข้าและบุตรชายไม่มีส่วนต้องรับผิดชอบทั้งสิ้น”

กู้เซียงหยุดเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวข้อสุดท้ายด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาดยิ่งกว่าเดิม “และสี่... สิทธิ์ในการเลี้ยงดูบุตรชาย ซูเสี่ยวเป่า ให้ตกเป็นของข้า กู้เซียง แต่เพียงผู้เดียว ตราบจนวันที่เขาเติบใหญ่บรรลุนิติภาวะ ตระกูลซูไม่มีสิทธิ์ก้าวก่ายหรือคิดแย่งชิงตัวเขาไปจากข้า!”

ทุกถ้อยคำที่นางเอ่ยออกมาล้วนชัดเจนและเฉียบขาดราวคมมีด ตัดทุกเส้นทางที่ตระกูลซูจะสามารถกลับมาสร้างปัญหาให้นางได้ในอนาคต

หลินกวงปิงพยักหน้ารับรู้ เขียนทุกอย่างลงไปตามคำบอกเล่าไม่ตกหล่นแม้แต่อักษรเดียว เมื่อร่างเสร็จสิ้น เขาจึงอ่านทวนเนื้อความทั้งหมดให้ทุกคนในที่นั้นฟังอีกครั้ง ก่อนจะวางกระดาษลงบนโต๊ะพร้อมกับตลับชาดสีแดงสด

“กู้เซียง เจ้ามาประทับลายนิ้วมือ”

กู้เซียงเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง นางกัดปลายนิ้วหัวแม่มือของตนเบาๆ แล้วกดลงบนตลับชาด ก่อนจะประทับรอยนิ้วมือสีแดงฉานลงบนท้ายเอกสารอย่างหนักแน่น รอยตรานั้นเปรียบเสมือนสัญลักษณ์แห่งอิสรภาพที่นางไขว่คว้ามาด้วยตนเอง

“ต่อไป... ผู้แทนของตระกูลซู” สายตาของผู้ใหญ่บ้านจับจ้องไปยังหม่าชุ่ยฮวา

หญิงชราส่ายหน้าอย่างบ้าคลั่ง “ไม่... ข้าไม่ทำ! ข้าไม่ยอมรับ!”

“หากเจ้าไม่ยอมประทับตรา ข้าจะไปแจ้งนายอำเภอด้วยตนเองว่าเจ้าขัดขืนคำสั่งผู้ใหญ่บ้านและละเมิดกฎหมายแผ่นดิน!” หลินกวงปิงเอ่ยเสียงเย็นเยียบ นี่คือไม้ตายสุดท้ายที่ทำให้หม่าชุ่ยฮวาหมดหนทางต่อสู้

นางถูกคนในบ้านพยุงขึ้นมาด้วยร่างกายที่สั่นเทา ดวงตาแดงก่ำจ้องมองกู้เซียงราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ก่อนจะถูกบังคับให้ประทับลายนิ้วมือลงข้างๆ รอยของกู้เซียง เป็นอันสิ้นสุดพันธะระหว่างกันโดยสมบูรณ์

ผู้ใหญ่บ้านพับหนังสือตัดขาดออกเป็นสองฉบับ ฉบับหนึ่งมอบให้กู้เซียง ส่วนอีกฉบับเขาเก็บไว้ในฐานะพยาน “เก็บรักษามันไว้ให้ดี นี่คือหลักฐานสำคัญของเจ้า”

กู้เซียงรับเอกสารมาด้วยสองมือ นางพับเก็บมันไว้อย่างดีในอกเสื้อราวกับเป็นของล้ำค่าที่สุดในชีวิต นางหันกลับไปอุ้มซูเสี่ยวเป่าขึ้นแนบอก แล้วเดินตรงไปยังประตูบ้านตระกูลซูโดยไม่หันกลับไปมองเบื้องหลังแม้แต่น้อย

ร่างของสองแม่ลูกเดินออกจากประตูบ้านซูมาตัวเปล่า ไม่มีข้าวของติดกายแม้แต่ชิ้นเดียว มีเพียงเสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่บนตัวและหนังสือตัดขาดหนึ่งฉบับที่ซ่อนไว้ในอกเท่านั้น

“ฮึ! ไปตายเอาดาบหน้าเถอะ!” เสียงของเฉียนเจียวเจียวตะโกนไล่หลังมา แต่กู้เซียงหาได้ใส่ใจไม่

ในขณะที่นางกำลังจะเดินพ้นเขตบ้านตระกูลซู ร่างของสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่งก็รีบวิ่งเข้ามาขวางทาง นางคือท่านป้าหวังชุนฟาง เพื่อนบ้านที่เคยมีน้ำใจให้พวกนางเสมอมา

“อาเซียง... เสี่ยวเป่า...” หวังชุนฟางมองสองแม่ลูกด้วยแววตาเห็นใจ นางรีบล้วงห่อกระดาษเล็กๆ ออกมาจากแขนเสื้อแล้วยัดใส่มือของซูเสี่ยวเป่าอย่างรวดเร็ว “ป้าไม่มีอะไรจะให้ นี่เป็นข้าวเกรียมติดก้นหม้อ เอาไว้ให้เสี่ยวเป่ารองท้องนะ”

ซูเสี่ยวเป่าตัวน้อยมองห่อกระดาษในมือก่อนจะเงยหน้ามองมารดา กู้เซียงพยักหน้าเบาๆ เป็นเชิงอนุญาต แล้วเอ่ยขอบคุณท่านป้าหวังด้วยความซาบซึ้งใจ “ขอบคุณเจ้าค่ะท่านป้าหวัง”

“รีบไปเถอะ อากาศเริ่มเย็นแล้ว” หวังชุนฟางกล่าวเสียงเบา พลางมองซ้ายมองขวาด้วยความกังวลว่าจะถูกคนบ้านซูมาเห็นเข้า

กู้เซียงพยักหน้ารับ นางกอดบุตรชายให้กระชับขึ้นอีก ก่อนจะมุ่งหน้าเดินต่อไปตามเส้นทางดินแคบๆ ที่ทอดยาวไปยังท้ายหมู่บ้าน แม้ภายนอกนางจะดูเหมือนสิ้นไร้ไม้ตอก ทว่าในใจกลับสงบนิ่งอย่างน่าประหลาด

นางลอบใช้จิตสำรวจเข้าไปใน ‘มิติลับ’ ของตนเอง ภาพของคลังสินค้าขนาดเล็กปรากฏขึ้นในห้วงความคิด ภายในนั้นมีมันเทศสองสามหัวและไข่ไก่ไม่กี่ฟองที่นางแอบเก็บเข้ามาไว้ตั้งแต่ตอนที่ถูกขังในห้องเก็บฟืนวางอยู่ แม้มันจะเป็นเสบียงเพียงน้อยนิด แต่มันคือรากฐานและความหวังทั้งหมดของนาง คือหลักประกันว่าคืนนี้นางและลูกจะไม่อดตาย

นี่ต่างหากคือสมบัติที่แท้จริงของนาง! หาใช่เศษเงินหรือข้าวของในบ้านซูไม่!

ความคิดนี้ทำให้นางเชิดหน้าขึ้นอย่างทระนง ก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นคงไม่ไหวหวั่น ปลายทางของนางคือกระท่อมร้างท้ายหมู่บ้าน ที่ดินผืนเล็กที่ผู้ใหญ่บ้านมอบให้ตามสิทธิ์ของการแยกบ้าน

ในที่สุด ร่างของสองแม่ลูกก็มาหยุดยืนอยู่หน้ากระท่อมเป้าหมาย ภาพที่เห็นทำให้หัวใจของกู้เซียงกระตุกวูบ หลังคาฟางผุพังจนเห็นเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่ ประตูไม้บานหนึ่งหลุดออกจากบานพับห้อยต่องแต่งอย่างน่าเวทนา ลมหนาวเดือนสิบพัดกรูเข้ามาทางช่องโหว่ของผนังดิน ส่งเสียงหวีดหวิวราวกับภูตผีกำลังร่ำไห้

ซูเสี่ยวเป่าซุกหน้าเข้ากับอกมารดา ร่างเล็กๆ สั่นสะท้านจากความหนาวและความกลัว เขาเงยหน้าขึ้นมองกระท่อมผุพังด้วยดวงตากลมโตที่คลอหน่วยด้วยน้ำตา ก่อนจะเอ่ยถามด้วยเสียงสั่นเครือ

“ท่านแม่... ที่นี่... คือบ้านใหม่ของพวกเราหรือขอรับ”