กระท่อมร้างท้ายหมู่บ้าน

น้ำเสียงสั่นเครือที่เต็มไปด้วยความไร้เดียงสาของบุตรชายเปรียบเสมือนเข็มเล่มเล็กที่ทิ่มแทงเข้าไปในหัวใจของกู้เซียง นางก้มลงมองดวงตากลมโตที่คลอหน่วยด้วยหยาดน้ำใส กวาดปลายนิ้วเย็นชืดเช็ดคราบน้ำตาบนแก้มเล็กเบาๆ ก่อนจะฝืนยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยนที่สุด

“ใช่แล้วเสี่ยวเป่า” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นที่ขัดกับรอยยิ้มอย่างสิ้นเชิง “ที่นี่คือบ้านใหม่ของพวกเรา...บ้านของเราสองคน”

ถึงแม้สภาพของมันจะน่าเวทนาเพียงใด แต่ที่นี่คืออิสรภาพ ที่นี่คือก้าวแรกแห่งชีวิตใหม่ที่นางเป็นผู้ขีดเขียนด้วยตนเอง

กู้เซียงสูดลมหายใจลึก กอดร่างเล็กของบุตรชายไว้ในอ้อมแขนข้างหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างก็ผลักบานประตูที่ห้อยต่องแต่งให้เปิดออกอย่างทุลักทุเล เสียงไม้เสียดสีกันดังเอี๊ยดอ๊าดบาดแก้วหู ฝุ่นผงที่สะสมมานานปีลอยคลุ้งขึ้นมาทันทีที่อากาศภายนอกพัดผ่านเข้าไป

ภายในกระท่อมมืดกว่าที่คิด กลิ่นอับชื้นและกลิ่นดินเก่าลอยปะทะเข้าจมูกอย่างจัง ใยแมงมุมหนาเตอะขึงพาดอยู่ตามมุมห้องราวกับม่านสีเทา พื้นดินอัดแน่นไม่สม่ำเสมอมีเศษฟางและใบไม้แห้งกระจายเกลื่อน กู้เซียงวางบุตรชายลงข้างผนังด้านที่พอจะกันลมได้มากที่สุด

“เสี่ยวเป่า รอท่านแม่ตรงนี้นะ อย่าวิ่งไปไหน” นางสั่งกำชับ

เด็กน้อยพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย ดวงตากลมโตของเขากวาดมองไปรอบๆ ด้วยความหวาดระแวง แต่เมื่อเห็นมารดายืนอยู่ไม่ไกล ความกลัวก็คลายลงไปบ้าง

กู้เซียงไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ นางถลกแขนเสื้อขึ้น เดินไปหยิบกิ่งไม้แห้งขนาดพอเหมาะที่ตกอยู่หน้ากระท่อมมาใช้แทนไม้กวาด เริ่มปัดกวาดหยากไย่และฝุ่นผงออกจากผนังและพื้นอย่างแข็งขัน ทุกครั้งที่นางขยับตัว ฝุ่นก็ยิ่งฟุ้งกระจายจนแทบหายใจไม่ออก แต่นางก็ไม่หยุดมือ

นางต้องทำให้ที่นี่พอจะอาศัยหลับนอนได้ในคืนนี้ อย่างน้อยก็ต้องมีมุมเล็กๆ ที่สะอาดพอสำหรับบุตรชาย

ขณะที่กำลังกวาดเศษขยะไปกองรวมกัน สายตาของนางพลันเหลือบไปเห็นที่ดินผืนเล็กๆ ที่ติดอยู่กับตัวกระท่อมซึ่งผู้ใหญ่บ้านมอบให้เป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลง กู้เซียงหยุดมือชั่วครู่ เดินออกไปสำรวจด้วยความสนใจ แสงอาทิตย์ยามเย็นที่ใกล้จะลับขอบฟ้าสาดส่องลงมาบนผืนดินแห้งแตกราวกับเกล็ดปลา

นางก้มตัวลงหยิบดินขึ้นมาขยี้ในฝ่ามือ เนื้อดินร่วนซุยเกินไปและมีสีซีดจาง ในใจพลันเกิดความสงสัย นางจึงเพ่งสมาธิไปที่ผืนดินเบื้องหน้า

ทันใดนั้น ในห้วงมโนสำนึกของนางก็ปรากฏข้อความโปร่งแสงลอยขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ เป็นผลจากทักษะ ‘เนตรประเมินสินค้า’ ที่ติดมากับระบบ

*[ดินแห้งแล้ง ขาดธาตุอาหารรุนแรง ไม่เหมาะแก่การเพาะปลูกในสภาพปัจจุบัน จำเป็นต้องปรับปรุงอย่างเร่งด่วน]*

กู้เซียงขมวดคิ้วเล็กน้อย นี่มันเลวร้ายกว่าที่คิดไว้เสียอีก ที่ดินผืนนี้ไม่ต่างอะไรกับดินตาย หากเป็นชาวบ้านทั่วไปคงต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะฟื้นฟูให้กลับมาเพาะปลูกได้ แต่สำหรับนางผู้มี ‘ระบบห้างค้าส่งอัจฉริยะ’ มันเป็นเพียงปัญหาที่รอการแก้ไขเท่านั้น

ความคิดนี้ทำให้นางมีกำลังใจขึ้นมาอีกครั้ง นางปัดฝุ่นออกจากมือแล้วกลับเข้าไปในกระท่อมเพื่อจัดการกับที่ซุกหัวนอนสำหรับค่ำคืนนี้ต่อ

หลังจากกวาดพื้นจนสะอาดได้ส่วนหนึ่ง กู้เซียงก็ไปหาเศษฟางแห้งที่ยังอยู่ในสภาพดีจากหลังคาด้านที่ไม่รั่วมากนัก นำมาปูรองพื้นเป็นที่นอนชั่วคราว แต่อากาศในเดือนสิบนั้นหนาวเหน็บเกินกว่าที่ฟางแห้งเพียงหยิบมือจะช่วยได้ ร่างของเสี่ยวเป่ายังสั่นสะท้านไม่หยุด

“ท่านแม่...ข้า...ข้าหนาว” เด็กน้อยพึมพำเสียงแผ่ว

หัวใจของกู้เซียงบีบรัด นางดึงร่างเล็กเข้ามากอดแน่น แต่ความอบอุ่นจากร่างของนางก็ไม่อาจสู้กับลมหนาวที่พัดลอดเข้ามาตามรอยแตกของผนังได้

ถึงเวลาแล้ว!

นางแสร้งทำเป็นรื้อค้นในห่อผ้าเล็กๆ ที่ติดตัวมา ซึ่งมีเพียงเสื้อผ้าเก่าขาดสองสามชิ้นเท่านั้น “เสี่ยวเป่าทนอีกนิดนะ ท่านแม่กำลังหาของให้อยู่”

นางใช้ร่างของตนเองบังสายตาของบุตรชาย ก่อนจะใช้จิตสั่งการเข้าไปใน ‘มิติลับ’ อย่างรวดเร็ว ในคลังสินค้าขนาดเล็กของนาง นอกจากมันเทศและไข่ไก่แล้ว ยังมีผ้าห่มผืนหนาที่นางแอบยัดเข้ามาในมิติตั้งแต่ตอนที่ยังอยู่ในบ้านตระกูลซู มันเป็นผ้าห่มเก่าที่หม่าชุ่ยฮวาโยนทิ้งเพราะเห็นว่ามันขาด แต่สำหรับนางในยามนี้ มันคือสมบัติล้ำค่า

วูบ!

ในชั่วพริบตา ผ้าห่มผืนหนาก็ปรากฏขึ้นในมือของนางที่ซ่อนอยู่ในห่อผ้า กู้เซียงดึงมันออกมาอย่างแนบเนียนแล้วคลี่ออกห่มคลุมร่างของเสี่ยวเป่าทันที

ความอบอุ่นที่มาอย่างกะทันหันทำให้เด็กน้อยเบิกตากว้าง เขาสัมผัสได้ถึงความหนานุ่มของผ้าห่มที่แตกต่างจากผ้ากระสอบแข็งกระด้างที่เคยใช้โดยสิ้นเชิง “ท่านแม่...ผ้าห่ม...”

“ใช่แล้ว นอนเถอะนะลูกรัก” กู้เซียงลูบศีรษะบุตรชายเบาๆ “คืนนี้เจ้าจะได้นอนหลับอย่างอบอุ่น”

นางจัดแจงให้เสี่ยวเป่านอนลงบนที่นอนฟางชั่วคราวที่มีผ้าห่มผืนหนาปกคลุม ความเหนื่อยล้ามาตลอดทั้งวันประกอบกับความอบอุ่นที่ได้รับทำให้เปลือกตาของเด็กน้อยเริ่มหนักอึ้ง ในไม่ช้า เขาก็ผล็อยหลับไปพร้อมกับลมหายใจที่สม่ำเสมอ

กู้เซียงมองใบหน้ายามหลับของบุตรชายด้วยความรักใคร่ระคนเจ็บปวด นางลูบแก้มของเขาเบาๆ และให้สัตย์ปฏิญาณกับตนเองในใจ ‘เสี่ยวเป่า อดทนอีกหน่อยนะ ท่านแม่สัญญาว่าจะไม่ให้เจ้าต้องลำบากอีกต่อไป ข้าจะสร้างบ้านที่อบอุ่นและมีอาหารอิ่มท้องให้เจ้าด้วยสองมือของข้าเอง!’

นางตัดสินใจว่าจะไม่จุดไฟในคืนนี้ เพราะควันที่ไม่มีทางระบายอาจทำให้ทั้งคู่ขาดอากาศหายใจได้ นางขยับเข้าไปนอนข้างๆ บุตรชาย ดึงชายผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างของตนเองด้วย แม้จะมีผ้าห่ม แต่ความหนาวเย็นจากพื้นดินก็ยังแทรกซึมขึ้นมาจนรู้สึกได้

ขณะที่นางกำลังจะข่มตาให้หลับ ท่ามกลางความเงียบสงัดของยามราตรี...

แคร่ก... แคร่ก...

เสียงประหลาดดังขึ้นจากด้านนอก! เป็นเสียงเหมือนมีบางสิ่งกำลังขูดขีดอยู่กับประตูไม้ที่ผุพังบานนั้น!

กู้เซียงผุดลุกขึ้นนั่งทันที! หัวใจของนางเต้นระรัว อ้อมแขนกอดร่างของเสี่ยวเป่าที่ยังหลับสนิทไว้แน่น สัญชาตญาณร้องเตือนถึงภยันตราย!

จะเป็นสัตว์ป่า... หรือเป็นคนจากบ้านตระกูลซูที่ตามมาหาเรื่องกันแน่