แลกเปลี่ยนสมุนไพร
แสงสีแดงกะพริบวาบในห้วงคำนึงของซูเหมย สอดประสานกับเสียงฝีเท้าและเสียงขูดขีดที่ดังมาจากภายนอกรั้วหนาม นางสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมสติที่เกือบจะแตกซ่านให้กลับมาเยือกเย็น สตรีที่เคยผ่านความตายมาแล้วย่อมไม่ตื่นตระหนกจนเสียการ มือเรียวที่กำท่อนไม้แหลมไว้แน่นไม่สั่นเทาแม้แต่น้อย นางค่อยๆ ย่อกายลง เคลื่อนไหวไร้สุ้มเสียงราวกับเงา ทอดสายตาฝ่าความมืดมิดผ่านช่องว่างของเถาวัลย์หนาม
ที่แท้ผู้บุกรุกมิใช่มนุษย์ แต่เป็นสุนัขป่าตัวโตที่ผอมโซจนหนังหุ้มกระดูก มันกำลังใช้กรงเล็บตะกุยพื้นดินใต้แนวรั้วอย่างบ้าคลั่ง จมูกของมันฟุดฟิดดมกลิ่นหอมของน้ำซุปผักป่าที่ผสมหยาดน้ำพุวิญญาณ ซึ่งคงจะลอยตามลมไปเตะจมูกมันเข้า ซูเหมยลอบถอนหายใจ ในใจตระหนักได้ทันทีว่าน้ำพุวิญญาณแม้เป็นของวิเศษ แต่มันก็เปรียบเสมือนดาบสองคม กลิ่นหอมบริสุทธิ์ของมันดึงดูดทั้งสิ่งดีและภัยร้าย
เมื่อประเมินสถานการณ์แล้ว นางไม่คิดจะใช้ไม้แหลมพุ่งออกไปแทงมันให้เลือดตกยางออก เพราะสุนัขป่าที่หิวโซอาจดุร้ายจนสู้ตาย ซูเหมยเลือกใช้ปัญญา นางค่อยๆ ถอยกลับมาที่กองไฟ หยิบท่อนฟืนขนาดใหญ่ที่กำลังลุกไหม้โชติช่วงขึ้นมาสองท่อน ก่อนจะออกแรงขว้างท่อนหนึ่งข้ามรั้วหนามไปตกใกล้กับสุนัขป่าอย่างแม่นยำ
"เพล้ง! ฟู่!"
ประกายไฟแตกกระจายพร้อมกับเสียงกระทบหิน สุนัขป่าที่กำลังหน้ามืดเพราะความหิวตกใจสุดขีด มันส่งเสียงร้องเอ๋ง หางจุกก้น แล้วหมุนตัววิ่งเตลิดกลับเข้าป่าลึกไปอย่างรวดเร็ว ซูเหมยมองตามจนแน่ใจว่าภัยคุกคามจากไปแล้ว จึงจัดการนำเถาวัลย์หนามมาเสริมแนวกั้นให้แน่นหนาขึ้นอีกชั้น คืนนี้นางยังคงพักผ่อนในกระท่อม โดยจัดเวรยามร่วมกับระบบผู้ช่วยที่คอยเฝ้าระวังภัยให้จนกระทั่งฟ้าสาง
เช้าวันรุ่งขึ้น อากาศบนภูเขาหินลั่วเสียค่อนข้างเย็นเยียบ ซูเหมยล้างหน้าล้างตาด้วยน้ำสะอาดที่รองไว้ นางเปิดหน้าต่างระบบผู้ช่วยเพื่อตรวจสอบสภาพอากาศ เมื่อเห็นว่าวันนี้ท้องฟ้าโปร่งใสเหมาะแก่การเดินทาง นางจึงเรียกสมุนไพรหวงจิงที่เก็บไว้ในโกดังหยุดเวลาของมิติลับออกมา หวงจิงเหล่านี้ยังคงความสดใหม่ราวกับเพิ่งขุดขึ้นมาจากดิน นางนำใบไม้ขนาดใหญ่มาห่อสมุนไพรอย่างระมัดระวัง แล้วผูกด้วยเถาวัลย์เป็นห่อผ้าเล็กๆ สะพายขึ้นหลัง มุ่งหน้าลงเขาไปยังหมู่บ้านหลินหลาง
ยามเฉิน (07.00 - 08.59 น.) หมอกยามเช้าเริ่มจางหาย ชาวบ้านหลินหลางต่างพากันออกมาทำกิจวัตรประจำวัน บ้างก็แบกจอบเสียมเตรียมลงนา บ้างก็หอบตะกร้าผ้าไปซักที่ริมแม่น้ำ เมื่อร่างบอบบางที่สวมเสื้อผ้าเก่าซอมซ่อปรากฏตัวขึ้นที่ท้ายหมู่บ้าน สายตาทุกคู่ต่างก็จับจ้องมาที่นางเป็นตาเดียว
"นั่น... นั่นสะใภ้หลินมิใช่หรือ?" หญิงชาวบ้านคนหนึ่งชี้มือมาด้วยความตกตะลึง ทิ้งผ้าที่กำลังซักลงในกะละมัง
"สวรรค์! นางยังไม่ตายรึ! ข้าก็นึกว่าโดนไล่ไปอยู่บนภูเขาหัวโล้นที่แห้งแล้งปานนั้น นางคงหิวตายหรือถูกสัตว์ป่าคาบไปกินตั้งแต่คืนแรกแล้วเสียอีก"
"ดูสภาพนางสิ ผอมแห้งจนลมพัดก็คงปลิว แต่แปลกนัก... เหตุใดก้าวเดินของนางจึงดูมั่นคงนักเล่า ไร้ซึ่งวี่แววของคนสิ้นหวังเลยสักนิด"
เสียงซุบซิบนินทาดังระงมไปทั่วบริเวณ ชาวบ้านบางคนมองนางด้วยความประหลาดใจระคนหวาดระแวง แต่ส่วนใหญ่มองมาด้วยแววตาเวทนาและสมเพช ไม่มีผู้ใดกล้าเข้ามาทักทาย เพราะต่างรู้ดีถึงความร้ายกาจของจ้าวกุ้ยหลานและคนตระกูลหลิน หากผู้ใดทำดีกับซูเหมย อาจถูกดึงเข้าไปพัวพันให้เดือดร้อนได้
ซูเหมยได้ยินทุกถ้อยคำ ทว่านางเพียงปรายตามองกลุ่มคนเหล่านั้นด้วยความเรียบเฉย ไร้ซึ่งความขุ่นเคืองหรือน้อยเนื้อต่ำใจ แผ่นหลังของนางเหยียดตรง ก้าวเดินอย่างสง่าผ่าเผยราวกับดอกบัวที่พ้นน้ำ ไม่แยแสต่อโคลนตมที่อยู่เบื้องล่าง นางเดินมุ่งหน้าไปยังเรือนไม้หลังเล็กที่ตั้งอยู่กลางหมู่บ้าน ซึ่งเป็นที่ตั้งของร้านสมุนไพรและบ้านของ 'ซุนโหย่วไฉ' หมอประจำหมู่บ้านหลินหลาง
เมื่อผลักประตูรั้วไม้ไผ่เข้าไป ซูเหมยก็พบกับชายวัยกลางคนสวมชุดผ้าฝ้ายสีเทา กำลังนั่งคัดแยกสมุนไพรอยู่บนลานดิน ซุนโหย่วไฉเป็นคนซื่อสัตย์ มีเมตตา และมีความรู้เรื่องสมุนไพรพอสมควร เขาเงยหน้าขึ้นเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า และต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นว่าผู้มาเยือนคือผู้ใด
"สะใภ้หลิน... เอ๊ะ ไม่สิ แม่นางซูเหมย" หมอซุนรีบเปลี่ยนสรรพนามเมื่อนึกขึ้นได้ว่านางถูกตัดขาดจากตระกูลหลินแล้ว "เจ้ายังมีชีวิตอยู่! ลมพัดอันใดจึงพาเจ้ามาถึงที่นี่ได้"
ซูเหมยค้อมศีรษะทำความเคารพอย่างนอบน้อม "ท่านหมอซุน ข้ามาขอรบกวนท่านแล้ว วันนี้ข้านำสมุนไพรป่ามาขอแลกเปลี่ยนเป็นเสบียงกรังและของใช้เล็กน้อย ไม่ทราบว่าท่านพอจะรับซื้อไว้ได้หรือไม่เจ้าคะ"
นางปลดห่อใบไม้ลงจากหลังแล้วค่อยๆ คลี่ออก เผยให้เห็นรากหวงจิงอวบอ้วนสีเหลืองทองหลายหัว ซุนโหย่วไฉรีบวางงานในมือแล้วเดินเข้ามาดูใกล้ๆ ดวงตาของเขาฉายแววประหลาดใจอย่างปิดไม่มิด มือหยาบกร้านหยิบรากหวงจิงขึ้นมาพิจารณาอย่างละเอียด
"นี่มัน... หวงจิงภูเขา! ซ้ำยังเป็นของที่มีอายุหลายปี คุณภาพดีเยี่ยมยิ่งนัก!" หมอซุนอุทานด้วยความทึ่ง ก่อนจะตวัดสายตามองซูเหมยอย่างลึกซึ้ง "ที่น่าประหลาดกว่าคือ ร่องรอยการขุด สมุนไพรเหล่านี้ถูกขุดขึ้นมาอย่างระมัดระวัง รากฝอยไม่ขาดช้ำ ดินที่เกาะอยู่ก็ถูกปัดออกอย่างถูกวิธี เจ้ามีความรู้เรื่องการเก็บรักษาสมุนไพรด้วยหรือ?"
ในยุคนี้ ชาวบ้านทั่วไปมักขุดสมุนไพรอย่างหยาบช้า ทำให้รากช้ำและสูญเสียสรรพคุณทางยาไปมาก การจะขุดให้สมบูรณ์เช่นนี้ต้องเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญเท่านั้น ซูเหมยลอบยิ้มในใจ นางย่อมรู้วิธีจัดการกับรากไม้เป็นอย่างดี เพราะในชาติก่อนนางคือปรมาจารย์ด้านชาที่คลุกคลีกับต้นไม้ใบหญ้ามาทั้งชีวิต ทว่านางย่อมไม่เปิดเผยความจริง
"สามีผู้ล่วงลับของข้าเคยทิ้งตำราเก่าๆ ไว้หลายเล่ม ก่อนหน้านี้ข้าเคยเปิดอ่านผ่านตามาบ้าง ยามนี้ตกที่นั่งลำบาก อาศัยอยู่บนภูเขาหิน หากไม่รอบคอบและใส่ใจ ข้าคงไม่มีชีวิตรอด จึงต้องอาศัยความจำเลือนรางลองผิดลองถูกดูเจ้าค่ะ" นางตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่หนักแน่น หาเหตุผลมารองรับได้อย่างแนบเนียน
ซุนโหย่วไฉพยักหน้าอย่างชื่นชม เขารู้สึกเวทนาชะตากรรมของหญิงม่ายผู้นี้ที่ถูกตระกูลสามีรังแก ทว่าวันนี้เขากลับได้เห็นความเข้มแข็งและไหวพริบของนาง "สมุนไพรเหล่านี้คุณภาพดีมาก หากนำไปขายในเมืองย่อมได้หลายอีแปะ แต่ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ต้องการเงินตรา เพราะหากคนตระกูลหลินรู้เข้า คงแห่กันไปปล้นชิงจากเจ้าเป็นแน่ เจ้าต้องการแลกเปลี่ยนสิ่งใด ลองว่ามาเถิด"
ซูเหมยนึกชื่นชมความฉลาดและรู้ทันของหมอซุน นางจึงไม่เกรงใจที่จะแจ้งความประสงค์ "ข้าต้องการข้าวสารซ้อมมือสักถุงเล็ก เกลือหยาบ หินจุดไฟ และหากท่านพอจะมีหม้อดินเผาเก่าๆ หรือมีดทำครัวที่บิ่นแล้วไม่ได้ใช้ ข้าก็ขอแลกด้วยเจ้าค่ะ"
หมอซุนลูบเคราพย่างพิจารณา ของที่นางขอล้วนเป็นของยังชีพพื้นฐานที่มีราคาไม่สูงนัก เมื่อเทียบกับมูลค่าของหวงจิงภูเขาเหล่านี้แล้ว ถือว่าเขาได้กำไรไม่น้อย ทว่าด้วยความมีเมตตา เขาจึงลุกขึ้นเดินเข้าไปในเรือน ไม่นานก็กลับมาพร้อมกับตะกร้าสานใบหนึ่ง ภายในบรรจุข้าวสารซ้อมมือปริมาณมากกว่าที่นางขอไว้ เกลือหยาบหนึ่งห่อ หินเหล็กไฟ มีดป่าสภาพดีหนึ่งเล่ม และหม้อดินเผาขนาดกลางที่ยังใช้การได้ดี
"รับไปเถิด ถือเสียว่าข้าช่วยสงเคราะห์เพื่อนบ้าน หวงจิงของเจ้ามีค่าพอจะแลกของเหล่านี้ได้ และหากวันหน้าเจ้าหาสมุนไพรดีๆ เช่นนี้ได้อีก ก็นำมาให้ข้าได้ทุกเมื่อ" หมอซุนกล่าวด้วยรอยยิ้มเป็นมิตร
ซูเหมยรับตะกร้ามาด้วยความซาบซึ้งใจ การสร้างไมตรีกับหมอประจำหมู่บ้านถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญอย่างยิ่งในการเอาชีวิตรอดและสร้างรากฐานในที่แห่งนี้ นางกล่าวขอบคุณหมอซุนอีกหลายคำ ก่อนจะสะพายตะกร้าเดินออกจากหมู่บ้าน มุ่งหน้ากลับสู่ภูเขาหัวโล้นด้วยหัวใจที่เบิกบาน
ทว่า เมื่อนางเดินลัดเลาะกลับมาถึงหน้ากระท่อมร้างของตนเอง รอยยิ้มบนใบหน้าก็พลันเลือนหายไป แทนที่ด้วยความเย็นเยียบถึงกระดูก
กลิ่นหอมของข้าวสารใหม่ที่นางเพิ่งได้มายังไม่ทันจะได้หุงต้ม ทว่าบริเวณหน้าแนวรั้วหนามกลับปรากฏร่างของสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่ง สวมใส่เสื้อผ้าผ้าฝ้ายสีสดใส ใบหน้าอวบอูมเชิดขึ้นอย่างยโส สตรีนางนั้นกำลังใช้ท่อนไม้ในมือเขี่ยรั้วหนามของนางอย่างหยาบคาย พร้อมกับแค่นเสียงหัวเราะเยาะเย้ยในลำคอ
ในขณะเดียวกัน หน้าต่างระบบผู้ช่วยก็เด้งขึ้นเตือนในห้วงคำนึงด้วยตัวอักษรสีแดงกะพริบถี่ๆ
*[แจ้งเตือน! พบผู้บุกรุกที่มีเจตนามุ่งร้ายระดับสูง กรุณาเตรียมพร้อมรับมือ!]*
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: แขกที่ไม่ได้รับเชิญ]**