แขกที่ไม่ได้รับเชิญ
อักษรสีแดงที่กะพริบเตือนในห้วงคำนึงมิได้ทำให้ซูเหมยตื่นตระหนก นางเพียงปรายตามองสตรีวัยกลางคนที่กำลังยืนใช้ท่อนไม้เขี่ยรั้วหนามหน้ากระท่อมด้วยแววตาเย็นเยียบดุจน้ำแข็งหลอมละลาย ร่างอวบอูมในชุดผ้าฝ้ายสีสดใส ใบหน้าที่ประทินโฉมจนขาววอกและริมฝีปากที่เหยียดขึ้นอย่างเย่อหยิ่งนั้น นางจดจำได้ดีดุจสลักไว้ในกระดูก
หวังชุ่ยฮวา สะใภ้รองแห่งตระกูลหลิน สตรีผู้มีฝีปากคมกริบดุจกรรไกรและจิตใจคับแคบดุจรูเข็ม ในอดีตตอนที่ซูเหมยยังทุ่มเทแรงกายแรงใจหาเงินเข้าตระกูล หวังชุ่ยฮวามักจะคอยประจบประหยงหน้าไหว้หลังหลอก ทว่าเมื่อถึงคราวที่นางถูกรุมทึ้งแย่งชิงสมบัติ สะใภ้รองผู้นี้กลับเป็นผู้ที่ออกหน้าด่าทอและผลักไสนางอย่างเหี้ยมเกรียมที่สุด
วันนี้หวังชุ่ยฮวาอุตส่าห์ปีนเขาขึ้นมาถึงภูเขาหัวโล้นอันห่างไกล แน่นอนว่ามิได้มาเพื่อเยี่ยมเยียนถามไถ่สารทุกข์สุกดิบ ทว่าหวังจะมาดูงิ้วฉากใหญ่ หวังจะได้เห็นอดีตสะใภ้ใหญ่ผู้เคยหยิ่งทะนง ต้องนั่งกอดเข่าร้องไห้ฟูมฟาย สภาพอิดโรยหิวโหยรอคอยความตายอยู่ท่ามกลางกองหินไร้ค่า
ทว่าภาพที่ปรากฏแก่สายตากลับทำให้หวังชุ่ยฮวาต้องเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ
ซูเหมยที่เดินออกมาจากแนวป่ามิได้มีสภาพซูบผอมหรือรันทดอย่างที่คิด รอยช้ำบนใบหน้าจางลงไปมาก ผิวพรรณที่เคยหมองคล้ำกลับดูมีน้ำมีนวลขึ้นอย่างน่าประหลาด ยิ่งไปกว่านั้น ในอ้อมแขนของนางยังอุ้มตะกร้าสานใบใหญ่ที่ดูหนักอึ้ง ท่าทางการเดินเหินมั่นคงสง่างาม มิได้หลงเหลือเค้าความสิ้นหวังแม้แต่น้อย
"ลมสลาตันพัดมาจากทิศใดกัน จึงได้หอบเอาสะใภ้รองแห่งตระกูลหลินขึ้นมาถึงภูเขาหัวโล้นอันห่างไกลเช่นนี้ได้" ซูเหมยเอ่ยปากทักทายด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าแฝงความเย้ยหยันอยู่ในที นางเดินผ่านร่างของหวังชุ่ยฮวาไปอย่างไม่ไยดี ก่อนจะผลักประตูกระท่อมรั้วหนามเข้าไปด้านใน
หวังชุ่ยฮวาได้สติกลับมา ใบหน้าอวบอูมพลันบิดเบี้ยวด้วยความขัดใจ นางแค่นเสียงขึ้นจมูกแล้วก้าวตามไปยืนเกาะรั้วหนาม "ข้าก็แค่อยากจะมาดูว่า คนที่อวดดีขอแยกจวนตัดขาดจากตระกูลหลิน จะมีชีวิตสุขสบายเยี่ยงไรบนภูเขาที่ปลูกหญ้าสักต้นยังไม่ขึ้น! นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะยังมีหน้ามายืนลอยหน้าลอยตาอยู่ได้ หน้าด้านหน้าทนเสียจริง!"
ซูเหมยคร้านจะต่อปากต่อคำกับสตรีไร้สมอง นางวางตะกร้าลงบนแคร่ไม้ไผ่อย่างระมัดระวัง จัดการนำหินเหล็กไฟที่เพิ่งแลกมาได้จุดประกายไฟลงบนกองฟางแห้งในเตาดินเผาเก่าๆ หน้ากระท่อม เมื่อเปลวไฟเริ่มลุกโชน นางจึงนำหม้อดินเผาใบใหม่ใส่น้ำสะอาด แล้วตักข้าวสารซ้อมมือเม็ดอวบอ้วนลงไป
ระบบผู้ช่วยจ้าวไร่ชาในห้วงจิตวิญญาณเปล่งแสงสีฟ้าอ่อนๆ ช่วยคำนวณปริมาณน้ำและระดับความร้อนของฟืนไฟอย่างแม่นยำ เพื่อให้ข้าวหม้อนี้หุงออกมาได้รสสัมผัสที่ยอดเยี่ยมที่สุด
เพียงไม่นาน กลิ่นหอมกรุ่นของข้าวใหม่ที่กำลังเดือดปุดๆ ในหม้อดินเผาก็ลอยล่องออกมาตามสายลม เป็นกลิ่นหอมหวานของธัญพืชที่กระตุ้นน้ำย่อยในกระเพาะอาหารได้อย่างรุนแรง
หวังชุ่ยฮวาที่ยืนรอจะดูถูกเหยียดหยามอยู่หน้ารั้วพลันชะงักงัน จมูกของนางสูดกลิ่นหอมนั้นเข้าไปเต็มปอด กระเพาะอาหารที่เคยอิ่มหนำกลับส่งเสียงร้องจ๊อกๆ ขึ้นมาอย่างน่าไม่อาย ดวงตาขุ่นมัวจ้องเขม็งไปยังหม้อดินเผาด้วยความตื่นตะลึงและริษยา ตระกูลหลินแม้จะฮุบสมบัติของซูเหมยไป ทว่าจ้าวกุ้ยหลานผู้เป็นแม่สามีนั้นตระหนี่ถี่เหนียวเป็นที่หนึ่ง ข้าวที่ให้สะใภ้กินล้วนเป็นข้าวเก่าปนกรวดทราย แล้วเหตุใดสตรีม่ายที่ถูกอัปเปหิผู้นี้จึงมีข้าวใหม่หอมหวนถึงเพียงนี้กิน!
"นี่เจ้า! เจ้าเอาข้าวสารพวกนี้มาจากที่ใด!" หวังชุ่ยฮวาแผดเสียงแหลมปรี๊ด ชี้หน้าซูเหมยอย่างเกรี้ยวกราด "เจ้าแอบยักยอกเงินทองของตระกูลหลินมาซ่อนไว้ใช่หรือไม่! นังจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ ข้าว่าแล้วเชียวว่าเหตุใดเจ้าจึงยอมจากมาง่ายดายนัก ที่แท้ก็แอบขโมยสมบัติของพวกเรามาเสวยสุขอยู่นี่เอง!"
ซูเหมยค่อยๆ ใช้ไม้พายคนข้าวในหม้ออย่างใจเย็น กลิ่นหอมยิ่งฟุ้งกระจาย ก่อนที่นางจะปรายตามองหวังชุ่ยฮวาด้วยแววตาคมกริบดุจใบมีด
"ยักยอก? สมบัติของพวกเจ้า?" ซูเหมยหัวเราะเสียงเย็น "ตอนที่ข้าเดินออกจากประตูตระกูลหลิน ข้ามีเพียงเสื้อผ้าติดกายชุดเดียวกับหนังสือสัญญาตัดขาดที่ประทับตราต่อหน้าผู้นำหมู่บ้าน ทุกผู้ทุกคนล้วนเป็นพยาน หากเจ้าหูหนวกตาบอดจนจำไม่ได้ ข้าจะลงเขาไปเชิญผู้นำหมู่บ้านมาทบทวนความจำให้เจ้าดีหรือไม่?"
"เจ้า... เจ้า..." หวังชุ่ยฮวาอ้าปากค้าง เถียงไม่ออก
"อีกอย่าง..." ซูเหมยลุกขึ้นยืนเต็มความสูง รังสีความกดดันบางอย่างแผ่ซ่านออกมาจากร่าง จนหวังชุ่ยฮวาต้องเผลอก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว "ในเมื่อตัดขาดกันแล้ว ข้าจะกินข้าวหรือกินหิน ย่อมมิใช่กงการอะไรของตระกูลหลิน หากเจ้าขึ้นเขามาเพื่อสูดดมกลิ่นข้าวบ้านผู้อื่นเพราะความหิวโหย ข้าก็ขอเตือนให้รีบลงเขาไปเสียเถิด ตระกูลหลินคงตกต่ำจนไม่มีข้าวให้สะใภ้กินแล้วกระมัง จึงได้ปล่อยให้เจ้ามาทำตัวน่าสมเพชอยู่หน้าบ้านผู้อื่นเช่นนี้"
"นัง... นังแพศยา! ปากดีนักนะ! คอยดูเถิด ข้าจะนำเรื่องนี้ไปบอกท่านแม่!" หวังชุ่ยฮวาโกรธจนใบหน้าเขียวคล้ำ สั่นสะท้านไปทั้งร่าง นางรู้ดีว่าไม่อาจสู้ฝีปากของซูเหมยในยามนี้ได้ จึงได้แต่กระทืบเท้าด้วยความคับแค้นใจ แล้วหันหลังวิ่งกระหืดกระหอบลงเขากลับไปทางหมู่บ้านอย่างทุลักทุเล
เมื่อลับร่างของแขกที่ไม่ได้รับเชิญ ซูเหมยก็แค่นยิ้มบางๆ นางตักข้าวที่สุกพอดีขึ้นมาทานคู่กับสมุนไพรป่าที่เก็บมา รสชาติของอาหารมื้อแรกในโลกใบนี้ช่างล้ำเลิศเกินบรรยาย ยิ่งได้ผสานกับพลังงานจากน้ำพุวิญญาณที่ไหลเวียนอยู่ในกาย เรี่ยวแรงที่เคยหดหายก็ฟื้นคืนกลับมาจนเต็มเปี่ยม
ทว่าในเวลาเดียวกัน ณ เรือนหลักของตระกูลหลิน หวังชุ่ยฮวาที่วิ่งกระหืดกระหอบกลับมาก็รีบถลันเข้าไปในโถง พลางร้องห่มร้องไห้ฟ้องร้องจ้าวกุ้ยหลานผู้เป็นแม่สามีด้วยน้ำเสียงใส่สีตีไข่
"ท่านแม่! ท่านต้องให้ความเป็นธรรมแก่พวกเรานะเจ้าคะ! นังซูเหมยมันไม่ได้ตกระกำลำบากอยู่บนเขาเลย มันมีข้าวสารใหม่เอี่ยมหุงกินอย่างสุขสบาย! ข้าเห็นกับตา มันต้องแอบซ่อนเงินทองของตระกูลหลินเราเอาไว้ก่อนโดนไล่ออกมาเป็นแน่เจ้าค่ะ!"
จ้าวกุ้ยหลานที่กำลังนั่งจิบชาชั้นเลวอยู่พลันชะงัก มือที่เหี่ยวย่นกำถ้วยชาแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ดวงตาฝ้าฟางหรี่ลงเปล่งประกายละโมบและมุ่งร้าย "นังตัวดี... กล้าขโมยเงินทองของตระกูลหลินงั้นรึ หากข้าจับไม่ได้คาหนังคาเขา ข้าจะไม่ขอใช้แซ่จ้าวอีกต่อไป!"
เมล็ดพันธุ์แห่งความหวาดระแวงและความโลภได้ถูกหว่านลงในตระกูลหลินเรียบร้อยแล้ว
ทางด้านซูเหมย หลังจากจัดการอาหารมื้อแรกจนอิ่มหนำ นางก็จัดการสะพายมีดป่าเล่มใหม่และตะกร้าใบเดิมขึ้นหลัง เป้าหมายต่อไปมิใช่การนั่งรอให้ปัญหามาเยือน แต่นางต้องเร่งสำรวจ "สมบัติ" ที่แท้จริงของภูเขาหัวโล้นแห่งนี้ต่างหาก
สตรีม่ายก้าวเดินลัดเลาะเข้าไปในเขตหุบเขาด้านในที่เต็มไปด้วยโขดหินแกรนิตสูงชันและสลับซับซ้อน พื้นที่บริเวณนี้ดินตื้นและแห้งแล้งจนพืชผลทั่วไปไม่อาจหยั่งราก ทว่าสำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านชาเช่นนาง ที่นี่คือสวรรค์อันประเมินค่ามิได้
ซูเหมยปีนป่ายขึ้นไปตามซอกหินอย่างระมัดระวัง ยิ่งลึกเข้ามา อากาศก็ยิ่งชื้นและเย็นเยียบกะทันหัน ขณะที่นางกำลังใช้มีดป่าถางเถาวัลย์ที่ขวางทางอยู่นั้นเอง เสียงสัญญาณจากระบบผู้ช่วยจ้าวไร่ชาพลันดังก้องขึ้นในห้วงจิตวิญญาณ พร้อมกับหน้าจอโฮโลแกรมสีทองสว่างวาบขึ้นเบื้องหน้า
*[แจ้งเตือนการค้นพบ! ตรวจพบร่องรอยของพืชโบราณสายพันธุ์หายากระดับตำนาน แฝงตัวอยู่ในซอกหินทิศทางสิบนาฬิกา!]*
ซูเหมยหยุดชะงัก หัวใจเต้นระรัวอย่างไม่อาจควบคุม นางรีบหันขวับไปตามทิศทางที่ระบบแจ้งเตือน ก่อนที่ดวงตาคู่สวยจะเบิกกว้างเมื่อทอดมองผ่านซอกหินแคบๆ ที่ถูกบดบังด้วยตะไคร่น้ำและเถาวัลย์รกร้าง...
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: การค้นพบต้นชาโบราณ]**