จุดเริ่มต้นของการเดินทางสีเลือด
เสียงตวาดก้องกังวานของเสิ่นไท่ราวกับสายฟ้าฟาดที่ผ่าลงกลางความเงียบสงัดยามค่ำคืน มันฉีกกระชากความฝันอันเปราะบางของทุกคนในบ้านตระกูลเสิ่นให้ขาดสะบั้นลงในทันที
หลินหว่านชิวกำกระบอกไม้ไผ่ในมือแน่น ดวงตาที่เคยอ่อนโยนเมื่อครู่พลันแข็งกร้าวขึ้นมาในบัดดล นางรีบซ่อนกระบอกไม้ไผ่ไว้ด้านหลังก่อนจะดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างของเสิ่นม่อเฉินอีกครั้ง "อย่าได้พูดอะไรออกไปทั้งสิ้น" นางกระซิบเสียงเฉียบขาด
เสิ่นม่อเฉินพยักหน้ารับคำอย่างรวดเร็ว ดวงตาใสกระจ่างของเด็กน้อยฉายแววเข้าใจเกินวัย เขารู้ดีว่าความลับของน้ำในกระบอกไม่อาจให้ผู้ใดล่วงรู้ได้
ไม่นานนัก ประตูห้องของแต่ละเรือนก็ถูกกระชากเปิดออก ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าวิ่งสับสนอลหม่านและความโกลาหลที่ปะทุขึ้นทั่วทั้งลานบ้าน แสงจากคบไฟหลายดวงสาดส่องไปมา ขับไล่ความมืดมิดให้ถอยร่น เผยให้เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและสิ้นหวังของทุกคน
"เกิดอะไรขึ้น ท่านพ่อ!" เสิ่นต้าเฉียง พี่ชายสามีผู้เกียจคร้านวิ่งหน้าตาตื่นออกมาจากห้องเป็นคนแรก
"หุบปาก!" เสิ่นไท่ตวาดลั่น ใบหน้าเหี่ยวย่นของเขาบิดเบี้ยวด้วยความเคร่งเครียด "ผู้ใหญ่บ้านส่งคนมาแจ้งข่าว บ่อน้ำสาธารณะบ่อสุดท้ายในหมู่บ้าน...แห้งสนิทแล้ว! แม้แต่โคลนสักหยดก็ไม่มีเหลือ!"
คำประกาศิตนั้นทำให้ทุกคนนิ่งงันราวกับถูกสาป แม้จะเตรียมใจไว้แล้ว แต่เมื่อวันสิ้นหวังมาถึงจริงๆ มันก็ยังคงหนักหน่วงเกินกว่าจะรับไหว
จ้าวชุนฮวาถึงกับทรุดลงนั่งกับพื้น เอามือกุมอกพลางร่ำไห้โหยหวน "สวรรค์! ท่านจะใจร้ายกับพวกเราถึงเพียงนี้เชียวหรือ! แล้วเราจะเอาอะไรกิน จะอยู่ที่นี่ต่อไปได้อย่างไร!"
"ไม่มีเวลามาคร่ำครวญแล้ว!" เสิ่นไท่ตะคอกเสียงกร้าว "ทุกคนรีบไปเก็บของที่จำเป็นที่สุด เราต้องออกจากหมู่บ้านคู่หลิวก่อนฟ้าสาง! มุ่งหน้าลงใต้ ที่นั่นอาจจะยังมีฝนตกอยู่บ้าง!"
สิ้นคำสั่ง ทุกคนก็ต่างรีบกลับเข้าไปในห้องของตนเพื่อเก็บข้าวของที่พอจะมีค่าเหลืออยู่ เสียงรื้อค้นดังระงมไปทั่วบริเวณ หลินหว่านชิวประคองเสิ่นม่อเฉินให้ลุกขึ้น นางมีของให้เก็บไม่มากนัก นอกจากเสื้อผ้าเก่าๆ สองสามชุด ก็มีเพียงผ้าห่มผืนบางที่แทบจะกันความหนาวไม่ได้
เมื่อทุกคนนำห่อสัมภาระของตนออกมารวมกันที่ลานบ้าน จ้าวชุนฮวาก็ปาดน้ำตาแล้วลุกขึ้นยืน ดวงตาขุ่นมัวของนางกวาดมองไปทั่ว ก่อนจะหยุดลงที่หลินหว่านชิวและเสิ่นม่อเฉินสองแม่ลูก
"ของทั้งหมดนี่มีมากเกินไป คนของเรามีไม่พอแบก" นางกล่าวเสียงเย็นชา ก่อนจะชี้นิ้วไปยังกองสัมภาระที่ใหญ่และหนักที่สุด ซึ่งประกอบไปด้วยหม้อเหล็กใบใหญ่ เครื่องมือทำนาที่ทำจากเหล็กกล้า และผ้าห่มหนาหนักของคนในบ้านหลัก "ของพวกนี้...ให้พวกเจ้าสองแม่ลูกคนไร้ประโยชน์รับผิดชอบ"
เฉียนจินจิน สะใภ้ใหญ่รีบพยักหน้าสนับสนุน "ใช่แล้วเจ้าค่ะท่านแม่ พวกเขาเอาแต่กินข้าวของตระกูลเสิ่นมานานปี ถึงเวลาที่ต้องทำงานให้คุ้มค่าเสียที"
เสิ่นต้าเฉียงผู้เป็นสามีของนางเพียงยืนกอดอกทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ แสร้งทำเป็นมองไปทางอื่นอย่างไม่ใส่ใจ
"แต่ว่า...สัมภาระกองนั้นหนักเกินไปสำหรับเด็กนะขอรับ!" เสิ่นม่อเฉินอดรนทนไม่ไหว ก้าวออกมาข้างหน้าเพื่อปกป้องมารดาเลี้ยง
"เหอะ! เด็กอย่างเจ้ารู้ความอันใด!" จ้าวชุนฮวาตวาดแหว "ร่างกายยังแข็งแรงดีก็ต้องช่วยงาน! หรืออยากจะถูกทิ้งไว้ที่นี่ให้อดตาย!"
หลินหว่านชิวขยับกายมายืนบังหน้าลูกเลี้ยงไว้ แววตาเย็นเยียบจับจ้องไปยังแม่สามีและพี่สะใภ้ที่ยืนยิ้มเยาะอยู่ นางรู้ดีว่านี่คือการกลั่นแกล้งอย่างโจ่งแจ้งที่สุด พวกเขาจงใจโยนภาระที่หนักที่สุดมาให้นางกับลูกเลี้ยง เพื่อที่ตนเองจะได้เดินทางอย่างสบาย
แต่การปะทะในตอนนี้ไม่เป็นผลดีอันใด นางยังต้องอาศัยตระกูลเสิ่นเพื่อเอาชีวิตรอดในเบื้องต้น
"เจ้าค่ะ ท่านแม่" หลินหว่านชิวเอ่ยรับคำเสียงเรียบไร้ความรู้สึก สร้างความประหลาดใจให้แก่ทุกคน นางก้มหน้าลงเล็กน้อยเพื่อซ่อนแววตาอำมหิตที่พาดผ่าน "ข้ากับม่อเฉินจะรับผิดชอบของกองนี้เอง"
จ้าวชุนฮวาชะงักไปเล็กน้อย ไม่คาดคิดว่าสะใภ้รองที่เคยแข็งขืนจะยอมว่าง่ายถึงเพียงนี้ แต่นางก็เพียงแค่นเสียงอย่างพึงพอใจ "ก็ดีแล้วที่ยังรู้จักเจียมตัว! รีบจัดของซะ จะได้รีบออกเดินทาง!"
หลินหว่านชิวไม่กล่าวอะไรอีก นางเดินตรงไปยังกองสัมภาระมหึมานั้น เริ่มต้นจัดเรียงของต่างๆ ลงบนแคร่ไม้สำหรับแบกหลัง นางจงใจหันหลังให้กับทุกคน แสร้งทำเป็นก้มๆ เงยๆ จัดของอย่างขะมักเขม้น ในจังหวะที่จ้าวชุนฮวากำลังหันไปสั่งงานเสิ่นต้าเฉียง และไม่มีผู้ใดสนใจนาง
นางใช้ร่างของตนบังสายตาคนอื่นไว้ มือข้างหนึ่งวางทาบลงบนหม้อเหล็กหล่อใบใหญ่ที่หนักอึ้ง พลางเพ่งสมาธิไปยังรอยสักรูปใบไม้เล็กๆ ที่ข้อมือ
วูบ!
ความรู้สึกหนักอึ้งที่ปลายนิ้วพลันหายวับไปราวกับไม่เคยมีอยู่ หม้อเหล็กใบนั้นยังคงตั้งอยู่ที่เดิมในสายตาของทุกคน แต่สำหรับหลินหว่านชิวแล้ว น้ำหนักของมันได้ถูกย้ายเข้าไปเก็บไว้ในมิติเรือนกระจกของนางเรียบร้อยแล้ว!
นางทำเช่นเดียวกันกับเครื่องมือทำนาที่เป็นเหล็กทั้งหมด เหลือทิ้งไว้เพียงจอบอันเล็กๆ อันเดียวเพื่อตบตา ของที่เหลืออยู่บนแคร่จึงมีเพียงผ้าห่มและเสื้อผ้าเก่าๆ ซึ่งแม้จะดูพะรุงพะรัง แต่กลับมีน้ำหนักเบาลงกว่าครึ่ง
หลินหว่านชิวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เก็บงำความเย็นชาไว้ในใจ นางพยุงแคร่ไม้ที่ดูหนักหนาสาหัสขึ้นบนหลังของตนอย่าง "ยากลำบาก" ใบหน้าแสร้งแสดงความเหนื่อยอ่อนออกมา ก่อนจะหันไปจัดสัมภาระส่วนที่เบาที่สุดให้เสิ่นม่อเฉิน
"ท่านแม่...ท่าน..." เสิ่นม่อเฉินมองการกระทำของนางด้วยความสับสน แต่เมื่อเห็นสายตาที่นางส่งมาให้ เขาก็เลือกที่จะเงียบและทำตามอย่างว่าง่าย
เมื่อแสงแรกของรุ่งอรุณเริ่มจับขอบฟ้า หมู่บ้านคู่หลิวที่เคยเงียบสงบก็กลายเป็นดั่งเมืองร้าง ขบวนผู้อพยพจากทุกครัวเรือนเริ่มทยอยกันออกจากหมู่บ้าน มุ่งหน้าสู่เส้นทางแห่งความไม่แน่นอนทางทิศใต้ ฝุ่นดินแห้งผากคลุ้งตลบขึ้นทุกย่างก้าวที่เหยียบย่ำลงบนผืนดินที่แตกระแหง
ตระกูลเสิ่นเดินเกาะกลุ่มกันอยู่กลางขบวน เสิ่นไท่เดินนำหน้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ตามมาด้วยเสิ่นต้าเฉียงและเฉียนจินจินที่แบกเพียงห่อผ้าเล็กๆ ส่วนจ้าวชุนฮวานั้นไม่ต้องแบกอะไรเลย
หลินหว่านชิวและเสิ่นม่อเฉินรั้งท้ายขบวน แบกสัมภาระที่ดูใหญ่โตและหนักที่สุดในกลุ่มเอาไว้บนหลังเล็กๆ ของพวกเขา ภาพนั้นช่างดูน่าเวทนาในสายตาของผู้อพยพคนอื่นๆ แต่ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากทักท้วง
เสียงฝีเท้าลากไปบนพื้นดินดังอย่างต่อเนื่องปะปนกับเสียงลมหายใจหอบหนัก ทว่าเดินไปได้ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม เสิ่นต้าเฉียงที่เดินตัวปลิวอยู่ข้างหน้าก็เริ่มส่งเสียงโอดครวญ
"โอ๊ย...ข้าปวดขาไปหมดแล้ว...สัมภาระนี่มันหนักจริงๆ" เขาบ่นอุบอิบทั้งที่ห่อผ้าบนหลังของเขานั้นเล็กที่สุด
จ้าวชุนฮวาไม่แม้แต่จะหันไปตำหนิบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของนาง แต่ทันใดนั้นเอง ร่างของเสิ่นม่อเฉินที่กำลังพยายามก้าวตามให้ทันก็สะดุดก้อนหินเล็กน้อยจนเซไปข้างหน้า
"เจ้าเด็กไร้ประโยชน์! เดินแค่นี้ก็จะล้มแล้วรึ!" เสียงแหลมสูงของจ้าวชุนฮวาด่าทอขึ้นมาทันควัน "ถ้าทำของเสียหาย ข้าจะตีเจ้าให้หลังลาย!"
หลินหว่านชิวรีบคว้าแขนลูกเลี้ยงไว้ได้ทัน นางตวัดสายตาที่เย็นเยียบราวกับน้ำแข็งในฤดูเหมันต์มองไปยังแผ่นหลังของแม่สามี ฝ่ามือที่จับแขนลูกเลี้ยงอยู่กำแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว...
เปลวไฟแห่งความแค้นที่เคยถูกสะกดไว้ในส่วนลึกของจิตใจ เริ่มคุกรุ่นขึ้นมาอีกครั้งบนเส้นทางอพยพที่เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นนี้เอง