มารยาของคนขี้เกียจ
เสียงแหลมสูงของจ้าวชุนฮวายังคงก้องสะท้อนอยู่ในโสตประสาทราวกับเสียงกาน้ำเดือดพล่าน หลินหว่านชิวประคองร่างเล็กของเสิ่นม่อเฉินให้มั่นคง ดวงเนตรของนางจับจ้องแผ่นหลังของผู้เป็นแม่สามีอย่างเย็นชา ปราศจากความหวาดหวั่นดังเช่นในอดีต
นางมิได้เอ่ยคำใดออกมา เพียงกระชับมือที่จับแขนบุตรชายไว้ให้แน่นขึ้นอีกเล็กน้อย เป็นการปลอบประโลมโดยไร้คำพูด
ทว่าเสียงโอดครวญของเสิ่นต้าเฉียงกลับดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ดังและน่ารำคาญกว่าเดิม "โอ๊ย! มารดา! ข้าเดินต่อไม่ไหวแล้วจริงๆ ขาของข้าคงหักไปแล้วเป็นแน่!"
จ้าวชุนฮวาที่กำลังจะหันมาด่าทอหลินหว่านชิวต่อ ชะงักไปทันที นางรีบปรี่เข้าไปหาบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนด้วยสีหน้าตื่นตระหนก "ต้าเฉียง! เจ้าเป็นอะไรไป! ให้แม่ดูหน่อย!"
เสิ่นต้าเฉียงแสร้งทำเป็นทรุดกายลงนั่งกับพื้นดินที่แตกระแหง มือหนาลูบคลำน่องของตนเองพลางทำหน้าเหยเก "ปวดเหลือเกิน... ข้าแบกของหนักเช่นนี้ต่อไปไม่ได้แน่"
เฉียนจินจินที่เดินอยู่ข้างๆ รีบฉวยโอกาสผสมโรง นางปรายตามองมาทางหลินหว่านชิวด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน "ท่านแม่เจ้าคะ พี่ใหญ่คงจะบาดเจ็บจริงๆ ดูสิเจ้าคะ เหงื่อออกท่วมตัวแล้ว"
จ้าวชุนฮวาลูบหลังบุตรชายอย่างรักใคร่ ก่อนจะหันขวับมาทางหลินหว่านชิว ดวงตาหรี่เล็กของนางเต็มไปด้วยประกายอำมหิต "เจ้าคนไร้ประโยชน์! ยังจะยืนนิ่งเป็นตอไม้อยู่อีกรึ! พี่ชายสามีของเจ้าบาดเจ็บ มองไม่เห็นหรืออย่างไร! รีบมาเอาสัมภาระของเขาไปแบกแทนสิ!"
คำสั่งนั้นเด็ดขาดและไร้ซึ่งความปรานี เสิ่นไท่ที่เดินนำอยู่ข้างหน้าเพียงแค่ถอนหายใจ แต่ก็ไม่ได้เอ่ยทัดทานอันใด ราวกับว่านี่คือเรื่องปกติที่ควรจะเป็น
ผู้อพยพคนอื่นๆ ที่เดินอยู่ในบริเวณใกล้เคียงต่างมองมาด้วยสายตาสมเพช แต่ไม่มีผู้ใดกล้ายื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยวเรื่องภายในครอบครัวผู้อื่น
หลินหว่านชิวแค่นยิ้มในใจ นางเหลือบมองห่อสัมภาระของเสิ่นต้าเฉียงที่ไม่ได้ใหญ่โตไปกว่าห่อของนางและลูกเลี้ยงรวมกันเลยสักนิด กลับอ้างว่าหนักจนเดินไม่ไหว ช่างเป็นบุรุษที่น่าสมเพชเสียจริง
"เจ้ายังจะรออะไรอีก!" จ้าวชุนฮวาตวาดลั่น "หรืออยากให้พี่ใหญ่ของเจ้าต้องพิการไปตลอดชีวิต!"
หลินหว่านชิวไม่ตอบโต้ด้วยวาจา นางเพียงเดินเข้าไปหาเสิ่นต้าเฉียงอย่างเชื่องช้า บนใบหน้ายังคงเรียบเฉยไม่แสดงอารมณ์ใดๆ นางก้มลงเตรียมจะรับห่อสัมภาระนั้นมาไว้ในมือ
ในชั่วพริบตาที่แผ่นหลังของนางหันออกจากสายตาของทุกคน หลินหว่านชิวพลันเพ่งสมาธิไปที่รอยสักรูปใบไม้บนข้อมือ พลังความคิดแล่นปราดเข้าสู่มิติลับส่วนตัว ในโกดังเก็บของที่ว่างเปล่ามีพื้นที่เหลือเฟือ นางสั่งการในใจย้ายของบางอย่างที่ไม่จำเป็นในห่อสัมภาระของตนเองเข้าไปเก็บไว้ชั่วคราว น้ำหนักบนบ่าของนางพลันเบาลงอย่างรู้สึกได้ แม้ภายนอกจะไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง
เมื่อเสิ่นต้าเฉียงโยนห่อผ้าของตนใส่มือนางอย่างแรง หลินหว่านชิวก็แสร้งทำเป็นเซเล็กน้อยจากน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น "เจ้าต้องแบกทั้งของข้า ของเจ้า แล้วก็ของเจ้าเด็กนั่นด้วย จัดการให้ดีล่ะ!" เขาสั่งเสียงเข้ม พลางยืดเส้นยืดสายราวกับเพิ่งปลดเปลื้องภาระอันใหญ่หลวง
หลินหว่านชิวรับคำด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "เจ้าค่ะ พี่ใหญ่"
นางหันหลังกลับมา จัดแจงพาดห่อสัมภาระของเสิ่นต้าเฉียงไว้บนบ่าอีกข้างหนึ่ง ตอนนี้นางดูเหมือนหญิงม่ายร่างเล็กที่กำลังแบกภูเขาลูกย่อมๆ ไว้บนหลัง ภาพนั้นยิ่งทำให้จ้าวชุนฮวาและเฉียนจินจินรู้สึกสะใจยิ่งนัก
เสิ่นม่อเฉินมองภาพนั้นด้วยดวงตาที่แดงก่ำ เด็กน้อยกำหมัดเล็กๆ ของตนแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด เขาก้าวเข้ามาหมายจะช่วยแบ่งเบาภาระ แต่หลินหว่านชิวส่ายหน้าเบาๆ พลางส่งสายตาปรามไว้
ขบวนเดินทางเริ่มเคลื่อนตัวอีกครั้ง เสิ่นต้าเฉียงเดินตัวปลิวอยู่ข้างมารดา หัวเราะต่อกระซิกกับเฉียนจินจินอย่างสบายอารมณ์ ทิ้งให้หลินหว่านชิวและเสิ่นม่อเฉินเดินโซซัดโซเซตามหลังอยู่ห่างๆ
หลินหว่านชิวจงใจเดินให้ช้าลงเล็กน้อย รอจนกระทั่งถึงช่วงที่เป็นทางลาดชันเล็กน้อยและพื้นดินเต็มไปด้วยร่องลึกที่เกิดจากความแห้งแล้ง ที่ตรงนั้นมีแอ่งโคลนแห้งกรังที่ส่งกลิ่นเหม็นอับจางๆ อยู่ข้างทาง เป็นจุดที่นางหมายตาไว้
นางแสร้งก้าวพลาด เท้าข้างหนึ่งสะดุดเข้ากับขอบร่องดินที่แข็งเป็นหินอย่างจัง!
"ว้าย!"
นางร้องเสียงหลง ร่างกายที่ดูเหมือนจะแบกรับน้ำหนักเกินกำลังอยู่แล้วเสียสมดุลไปข้างหน้าทันที!
*ตุ้บ!*
ห่อสัมภาระที่นางแบกอยู่บนบ่าข้างหนึ่ง...ห่อที่เป็นของเสิ่นต้าเฉียง...หลุดจากบ่าและร่วงหล่นลงไปในแอ่งโคลนแห้งที่เต็มไปด้วยฝุ่นผงและเศษซากสกปรกพอดิบพอดี!
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ทุกสายตาหันมาจับจ้องที่เกิดเหตุ
"อ๊า! ของของข้า!" เสิ่นต้าเฉียงร้องลั่นราวกับถูกเชือด เขาวิ่งพรวดพราดไปยังแอ่งโคลนนั้นและรีบคว้าห่อผ้าของตนขึ้นมา สภาพของมันดูไม่จืดเลยแม้แต่น้อย ผ้าห่อชั้นดีที่เคยสะอาดสะอ้านบัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นดินสีเทาคล้ำและคราบสกปรกที่ส่งกลิ่นไม่พึงประสงค์
"นังตัวหายนะ! เจ้าทำบ้าอะไรของเจ้า!" เขาตวาดลั่น ใบหน้าแดงก่ำด้วยความกราดเกรี้ยว เงื้อมือขึ้นหมายจะฟาดลงบนใบหน้าของหลินหว่านชิว
แต่หลินหว่านชิวไวกว่า นางทรุดกายนั่งลงกับพื้น ทำทีเป็นข้อเท้าพลิกและร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด "โอ๊ย...ข้า...ข้าไม่ได้ตั้งใจเจ้าค่ะพี่ใหญ่ ข้าสะดุด...มันหนักเกินไป ข้าทรงตัวไม่อยู่"
นางกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ใบหน้าซีดเผือด แต่ดวงตาที่ก้มต่ำลงนั้นกลับฉายแววเย็นเยียบ
"ไม่ได้ตั้งใจรึ! เสื้อผ้าดีๆ ของข้า! ยังมีแป้งเนื้อแห้งที่ข้าแอบเก็บไว้อีก! มันต้องเปื้อนหมดแล้วแน่ๆ!" เสิ่นต้าเฉียงคำรามอย่างบ้าคลั่ง
"เจ้าจะมาโทษนางได้อย่างไร!" จ้าวชุนฮวาที่แม้จะโกรธแต่ก็ยังต้องรักษาภาพลักษณ์ รีบพูดขึ้น "ก็เห็นอยู่ว่านางสะดุดล้มเพราะของมันหนักเกินไป! เจ้าเป็นบุรุษอกสามศอก จะให้สตรีตัวเล็กๆ แบกของทั้งหมดได้อย่างไร!"
เสิ่นต้าเฉียงถึงกับพูดไม่ออก เขาจ้องมารดาของตนอย่างไม่อยากเชื่อสายตา เดิมทีคิดว่ามารดาจะเข้าข้างตน แต่กลับกลายเป็นว่านางกำลังตำหนิเขาทางอ้อมเพื่อรักษาหน้าของตระกูลไม่ให้ถูกคนอื่นครหาว่ารังแกหญิงม่าย
"แต่ว่า...ของของข้า..."
"ของเสียหายก็ช่างมันสิ! ยังดีกว่าขาเจ้าหักไม่ใช่รึ!" จ้าวชุนฮวาตวัดสายตาใส่บุตรชาย ก่อนจะหันมาทางหลินหว่านชิว "ส่วนเจ้า! รีบลุกขึ้นมา! สำออยอยู่ได้!"
หลินหว่านชิวแสร้งทำเป็นพยุงตัวลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล เสิ่นต้าเฉียงได้แต่ยืนกำหมัดแน่น จ้องมองห่อผ้าที่เหม็นคลุ้งและสกปรกของตนด้วยความเจ็บใจ เขาอยากจะฉีกร่างหลินหว่านชิวเป็นชิ้นๆ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะนาง "ไม่ได้ตั้งใจ" และเขาก็เป็นคนโยนภาระนี้ให้นางเอง
สุดท้าย เขาก็จำต้องรับห่อสัมภาระที่น่าขยะแขยงนั้นกลับไปแบกเองอย่างเลี่ยงไม่ได้ กลิ่นเหม็นอับและฝุ่นผงที่ฟุ้งกระจายทำให้เขาต้องเบือนหน้าหนีตลอดเวลา
เมื่อขบวนเริ่มออกเดินอีกครั้ง บรรยากาศภายในกลุ่มของตระกูลเสิ่นก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ความสะใจก่อนหน้านี้หายวับไป เหลือเพียงความตึงเครียดที่จับต้องได้
หลินหว่านชิวเดินเคียงข้างเสิ่นม่อเฉินอย่างเงียบเชียบ มือของนางเอื้อมไปลูบศีรษะเล็กๆ ของเขาเบาๆ เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นมองมารดาเลี้ยง ดวงตาของเขาส่องประกายแห่งความชื่นชมและความเข้าใจอันลึกซึ้ง
นางก้มลงกระซิบข้างหูเขาด้วยสุรเสียงที่หนักแน่นและอบอุ่น "ม่อเฉิน ไม่ต้องกลัวนะ ต่อไปนี้...แม่จะปกป้องเจ้าเอง อดทนอีกหน่อย แล้วแม่จะพาเจ้าไปมีชีวิตที่ดีกว่านี้ สัญญา"
เสิ่นม่อเฉินพยักหน้ารับอย่างแรง เขากระชับมือที่จับชายเสื้อของนางไว้แน่นยิ่งขึ้น ราวกับนางคือหลักยึดเพียงหนึ่งเดียวในโลกที่โหดร้ายใบนี้
ขณะที่เดินผ่านเสิ่นต้าเฉียงไป หลินหว่านชิวเหลือบเห็นสายตาอาฆาตแค้นที่เขาส่งมาให้ นางรู้ดีว่าเรื่องนี้ยังไม่จบ มารยาของคนขี้เกียจอาจจบลงด้วยความพ่ายแพ้ในวันนี้ แต่ความอาฆาตของคนพาลเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
เส้นทางเบื้องหน้ายังคงทอดยาวไปสุดสายตา ปกคลุมด้วยฝุ่นดินและไอแดดที่แผดเผา ทว่าหลินหว่านชิวกลับรู้สึกว่า อันตรายที่แท้จริงไม่ได้มาจากผืนปฐพีที่แห้งแล้ง แต่มาจากอสรพิษในคราบมนุษย์ที่กำลังร่วมทางไปกับนางนี่เอง...สงครามที่แท้จริงได้เริ่มขึ้นแล้ว