หัวมันเทศในยามวิกาล
ราตรีกาลโรยตัวลงมาปกคลุมทั่วทั้งหุบเขาอย่างรวดเร็ว กลุ่มผู้อพยพที่เหนื่อยล้าต่างจับจองพื้นที่พักพิงรอบกองไฟที่ลุกโชนเพียงไม่กี่กอง เปลวไฟสะท้อนเงาผู้คนตะคุ่มไหววูบไปมาบนใบหน้าที่ซูบตอบและแววตาที่สิ้นหวัง คล้ายดั่งภูตพรายในดินแดนรกร้าง
ภายในกลุ่มของตระกูลเสิ่น บรรยากาศกลับอึดอัดยิ่งกว่าความหนาวเหน็บยามค่ำคืน ทุกคนนั่งล้อมวงเงียบงัน จ้องมองหม้อดินใบเล็กที่ตั้งอยู่บนกองไฟอย่างใจจดใจจ่อ ในหม้อนั้นมีเพียงน้ำขุ่นขลั่กกับรากไม้แห้งๆ ที่เสิ่นไท่ไปขุดหามาได้ลอยฟ่องอยู่ไม่กี่ชิ้น
จ้าวชุนฮวาใช้ทัพพีกระบวยไม้คนอย่างเชื่องช้า กลิ่นดินจางๆ ผสมกับกลิ่นไหม้ของไม้ฟืนลอยคละคลุ้ง นางตัก "ซุปรากไม้" ที่แทบจะเรียกได้ว่าเป็นน้ำล้างหม้อใส่ถ้วยบิ่นใบใหญ่ ส่งให้เสิ่นไท่สามีของนางก่อนเป็นคนแรก จากนั้นจึงเป็นเสิ่นต้าเฉียงบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนที่ได้ส่วนแบ่งมากกว่าใครเพื่อน
เมื่อถึงคราของหลินหว่านชิว จ้าวชุนฮวาก็เหลือบมองด้วยหางตาอันเย็นชา เสียงของนางแหบพร่าและแฝงความเกลียดชัง "สำหรับเจ้ากับตัวซวยนั่น เอาไปแค่ครึ่งชามก็พอ เปลืองเสบียง!"
นางเทน้ำรากไม้อันน้อยนิดลงในชามของหลินหว่านชิวอย่างไม่ใส่ใจ น้ำซุปกระฉอกหกไปเกือบครึ่ง เหลือเพียงน้ำขุ่นๆ ก้นชามกับเศษรากไม้เล็กจิ๋วเพียงชิ้นเดียว
หลินหว่านชิวมิได้เอ่ยวาจาใด นางเพียงรับชามมาอย่างสงบ แววตาเรียบเฉยราวกับผืนน้ำนิ่งสนิท การต่อปากต่อคำกับคนพาลเพื่อเศษอาหารเพียงน้อยนิดนั้นเป็นการสิ้นเปลืองพลังงานโดยใช่เหตุ นางส่งชามนั้นให้เสิ่นม่อเฉินที่นั่งอยู่ข้างๆ "กินเถอะ"
เด็กน้อยมองน้ำก้นชามสลับกับใบหน้ามารดาเลี้ยง ความหิวโหยทำให้ท้องของเขาร้องครวญคราง แต่เขาก็ยังส่ายหน้า "ท่านแม่กินก่อน"
"แม่ยังไม่หิว" นางตอบเสียงเรียบ "เจ้ารีบกินแล้วนอนพัก พรุ่งนี้เรายังต้องเดินทางอีกไกล"
เสิ่นม่อเฉินจึงยอมรับชามไปซดอย่างช้าๆ แม้น้ำต้มรากไม้จะไร้รสชาติและแทบไม่ช่วยให้หายหิว แต่มันก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย เมื่อกินเสร็จ เขาก็เอนตัวลงนอนซบต้นขาของหลินหว่านชิว นางลูบศีรษะเขาเบาๆ ขับกล่อมให้หลับใหลไปในความมืดและความหนาวเย็น
เวลาล่วงเลยสู่ยามจื่อ (23.00-00.59 น.) ความเงียบสงัดเข้าครอบงำค่ายผู้อพยพ เหลือเพียงเสียงลมหวีดหวิวและเสียงสะอื้นไห้แผ่วเบาที่ดังมาจากที่ไกลๆ สมาชิกตระกูลเสิ่นต่างหลับสนิทด้วยความอ่อนเพลีย มีเพียงเสียงกรนดังสนั่นของเสิ่นต้าเฉียงที่น่ารำคาญเป็นพักๆ
ในความมืดมิดนั้นเอง หลินหว่านชิวค่อยๆ ลืมตาขึ้น นางขยับตัวอย่างแผ่วเบาราวกับเงาไม้ ขยับร่างของเสิ่นม่อเฉินที่หลับอยู่ให้นอนลงบนพื้นดินที่แข็งกระด้าง จากนั้นจึงสะกิดเขาเบาๆ
เสิ่นม่อเฉินสะดุ้งตื่นอย่างเงียบเชียบ ดวงตาของเขาเบิกกว้างในความมืดเมื่อเห็นมารดาเลี้ยงทำสัญญาณให้จุ๊ปาก
"ตามแม่มาเงียบๆ" นางกระซิบเสียงแผ่วเสียจนแทบไม่ได้ยิน
ทั้งสองค่อยๆ ย่องออกจากจุดพักพิงของครอบครัว หลินหว่านชิวจูงมือเล็กๆ ของเสิ่นม่อเฉินเดินลัดเลาะไปตามเงาของโขดหินใหญ่ แต่ละย่างก้าวไร้ซึ่งสุ้มเสียงราวกับวิญญาณเร่ร่อนในยามวิกาล จนกระทั่งมาถึงหลังเนินหินขนาดมหึมาที่บดบังสายตาจากค่ายพักได้อย่างสิ้นเชิง
ณ ที่แห่งนี้ มีเพียงแสงจันทร์สีเงินยวงที่สาดส่องลงมาอาบไล้ร่างของสองแม่ลูก
"ท่านแม่...เรามาทำอะไรที่นี่หรือขอรับ" เสิ่นม่อเฉินกระซิบถามด้วยความสงสัย
หลินหว่านชิวไม่ตอบ นางเพียงยิ้มบางๆ ก่อนจะหันหลังให้เด็กน้อย "ม่อเฉิน หลับตาสักครู่ได้หรือไม่"
แม้จะแปลกใจ แต่เสิ่นม่อเฉินก็เชื่อฟังและหลับตาลงอย่างว่าง่าย เขารู้สึกถึงกระแสลมเย็นที่พัดผ่านไปชั่ววูบหนึ่ง
หลินหว่านชิวเพ่งสมาธิไปยังรอยสักรูปใบไม้เล็กๆ บนข้อมือของนาง ในพริบตาที่จิตของนางเชื่อมต่อกับมิติส่วนตัว ความคิดของนางก็พุ่งตรงไปยังแปลงมันเทศที่นางแอบปลูกไว้ มันเทศสายพันธุ์ใหม่จากโลกอนาคตเติบโตอย่างรวดเร็วด้วยพลังของน้ำพุวิเศษและระบบเร่งเวลาในมิติ นางได้เก็บเกี่ยวและนำไปอบในเตาดินที่สร้างขึ้นอย่างง่ายๆ เตรียมพร้อมไว้สำหรับช่วงเวลาเช่นนี้
ชั่วอึดใจต่อมา เมื่อนางหันกลับมาอีกครั้ง ในมือของนางก็ปรากฏวัตถุทรงรีสองก้อนห่อด้วยใบไม้ขนาดใหญ่ กลิ่นหอมหวานอันอบอวลโชยออกมา กระตุ้นต่อมรับรสของผู้ที่อดอยากมานานหลายวันให้ทำงานอย่างบ้าคลั่ง
"ลืมตาได้แล้ว"
เสิ่นม่อเฉินลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่ปะทะเข้ากับประสาทสัมผัสของเขาคือกลิ่นหอมที่ไม่เคยได้กลิ่นมาก่อนในชีวิต ดวงตาของเขาเบิกกว้างจนแทบถลนเมื่อเห็นก้อนสีเหลืองทองอร่ามในมือของมารดาเลี้ยง "นี่...นี่คือสิ่งใดหรือขอรับ? เหตุใดจึงหอมเช่นนี้!"
"มันคือหัวมันเทศเผา" หลินหว่านชิวยื่นก้อนที่ใหญ่กว่าให้เขา "กินสิ ยังอุ่นๆ อยู่เลย"
เด็กน้อยรับมาถือไว้อย่างไม่แน่ใจ ไออุ่นจากหัวมันเทศแผ่ซ่านผ่านฝ่ามือที่เย็นชืดของเขา เขามองมันอย่างตกตะลึงราวกับเป็นของวิเศษจากสวรรค์ "แต่...ท่านแม่ เราเอามาจากที่ใดกัน? เสบียงของเราหมดแล้วมิใช่หรือ"
หลินหว่านชิวเตรียมคำตอบไว้แล้ว นางมองลึกเข้าไปในดวงตาของเด็กน้อยด้วยแววตาที่จริงจัง "ม่อเฉิน ฟังแม่ให้ดี นี่คือเสบียงลับที่บิดาของเจ้าทิ้งไว้ให้เราสองคนก่อนที่เขาจะจากไป เขาสั่งเสียแม่ไว้ว่าให้นำออกมาใช้ในยามที่เราลำบากที่สุดเท่านั้น"
นางจงใจใช้ชื่อของสามีผู้ล่วงลับเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและผูกมัดเด็กชายด้วยความทรงจำเกี่ยวกับบิดา "ดังนั้น เรื่องนี้จึงต้องเป็นความลับระหว่างเราสองคนเท่านั้น ห้ามให้ผู้ใดล่วงรู้เป็นอันขาด แม้แต่ท่านปู่ท่านย่าของเจ้า...เข้าใจหรือไม่? หากพวกเขารู้ เสบียงชิ้นสุดท้ายของบิดาเจ้าจะถูกแย่งไปจนหมด"
เสิ่นม่อเฉินผู้ชาญฉลาดเกินวัยเข้าใจในทันที เขาพยักหน้าอย่างหนักแน่น แววตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น "ข้าเข้าใจแล้วขอรับท่านแม่! ข้าขอสาบานว่าจะไม่บอกผู้ใดเด็ดขาด!"
เมื่อได้เห็นความมุ่งมั่นนั้น หลินหว่านชิวก็คลี่ยิ้มออกมา "ดีมาก เด็กดีของแม่...รีบกินเถอะ เดี๋ยวจะเย็นเสียก่อน"
เสิ่นม่อเฉินค่อยๆ กัดหัวมันเทศเผาเข้าไปคำแรก เนื้อสีเหลืองนวลที่ทั้งนุ่มและหวานละมุนละลายในปากทันที ความหวานจากธรรมชาติที่บริสุทธิ์แผ่ซ่านไปทั่วร่าง เติมเต็มกระเพาะที่ว่างเปล่าและจิตใจที่ห่อเหี่ยวให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง น้ำตาแห่งความตื้นตันเอ่อคลอหน่วยตาของเขา นี่เป็นอาหารที่อร่อยที่สุดเท่าที่เขาเคยกินมาในชีวิต
หลินหว่านชิวมองลูกเลี้ยงกินอย่างเอร็ดอร่อยด้วยความรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ นางเองก็ค่อยๆ กินส่วนของตนเช่นกัน พลังงานจากอาหารค่อยๆ ฟื้นฟูร่างกายที่อ่อนล้าของนาง
"กินให้เยอะๆ นะม่อเฉิน ร่างกายเจ้าจะได้แข็งแรงขึ้น" นางกล่าวพลางสังเกตเห็นว่าร่างกายของเด็กน้อยที่เคยผอมแห้งจนหนังหุ้มกระดูก เริ่มมีน้ำมีนวลขึ้นเล็กน้อยจากการได้ดื่มน้ำทิพย์และกินอาหารดีๆ จากในมิติมาหลายวัน "แต่จำไว้นะ...ต่อหน้าคนอื่น เจ้ายังต้องทำตัวเหมือนเดิม ต้องทำเป็นอ่อนแอและหิวโซเหมือนเก่า แสดงให้พวกเขาเห็นว่าเราสองคนกำลังจะอดตาย เข้าใจที่แม่พูดใช่หรือไม่?"
"ขอรับท่านแม่ ข้าเข้าใจ" เสิ่นม่อเฉินตอบรับอย่างแข็งขัน เขารู้ดีว่าการเปิดเผยความจริงมีแต่จะนำภัยมาสู่ตัว
หลังจากจัดการกับมันเทศเผาจนหมดเกลี้ยงและทำลายหลักฐานทุกอย่างจนสิ้นซาก ทั้งสองแม่ลูกก็เตรียมตัวจะย่องกลับไปยังที่พัก
ทว่าในจังหวะนั้นเอง!
*ซวบ...*
เสียงฝีเท้าเหยียบใบไม้แห้งแผ่วเบาดังขึ้นจากอีกฟากหนึ่งของเนินหิน ไม่ไกลจากจุดที่พวกเขายืนอยู่!
ร่างของหลินหว่านชิวและเสิ่นม่อเฉินแข็งทื่อในทันที! หัวใจของทั้งคู่กระตุกวูบราวกับจะหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม นางรีบดึงตัวเสิ่นม่อเฉินเข้ามาหลบในอ้อมแขน ปิดปากเขาไว้แน่น สองแม่ลูกยืนนิ่งสนิทในเงามืด กลั้นหายใจฟังเสียงที่ใกล้เข้ามา...
มีคนมา! หรือว่าความลับของพวกนางจะถูกเปิดเผยเสียแล้ว