ตอนที่ 3

***บทที่ 3: หยาดน้ำพุต่อชีวิต***

ท่ามกลางเสียงเตือนภัยสีแดงฉานที่กะพริบวาบสะท้อนนัยน์ตา หลินชิงไม่ปล่อยให้ความตื่นตระหนกเข้าครอบงำสติปัญญา นางหลับตาลงแน่น รวบรวมสมาธิทั้งหมดที่มีเพ่งไปที่หยาดน้ำพุศักดิ์สิทธิ์หยดสุดท้าย ณ ก้นบ่อศิลาหินอ่อน จินตภาพในห้วงคำนึงแจ่มชัดราวกับมองเห็นด้วยตาเนื้อ นางนึกถึงถ้วยกระเบื้องบิ่นร้าวที่วางอยู่ข้างเตียงเตาในกระท่อมผุพัง พร้อมกับเปล่งเสียงก้องในใจ

"ออกมา!"

สิ้นคำสั่งอันเด็ดขาด ทัศนียภาพของมิติฟาร์มสวรรค์พลันบิดเบี้ยว เพียงชั่วพริบตาเดียว วิญญาณและสติสัมปชัญญะของหลินชิงก็หวนคืนสู่ร่างที่โลกภายนอก นางลืมตาขึ้นหอบหายใจฮัก สองมือสั่นเทารีบคว้าถ้วยกระเบื้องใบเก่าที่เคยวางอยู่ข้างกายขึ้นมาดู ก้นถ้วยบิ่นร้าวบัดนี้ปรากฏหยดน้ำสีเงินยวงเปล่งประกายเรืองรองจางๆ กลิ่นหอมบริสุทธิ์สายหนึ่งระเหยขึ้นมาแตะจมูก เพียงแค่อณูไอความเย็นที่แผ่ซ่านก็ทำให้ความร้อนอบอ้าวภายในกระท่อมบรรเทาลงได้หลายส่วน

ทว่าสถานการณ์ตรงหน้าไม่อนุญาตให้นางชื่นชมความวิเศษของมัน ร่างเล็กจ้อยของหลินอวี้ที่นอนอยู่บนฟางข้าวกำลังกระตุกเกร็งเบาๆ ริมฝีปากแห้งผากแตกระแหงเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ ผิวหนังทั่วร่างแดงก่ำราวกับถูกแผดเผาด้วยถ่านเพลิง ลมหายใจที่สูดเข้าออกดังร่อแร่คล้ายคนกำลังจะขาดใจ

"เสี่ยวอวี้! อดทนไว้นะ พี่หญิงได้ยามาช่วยเจ้าแล้ว!"

หลินชิงขยับตัวเข้าไปประคองศีรษะเล็กๆ ของน้องชายขึ้นมาพาดไว้บนตักอย่างระมัดระวัง นางประจงจรดขอบถ้วยบิ่นร้าวเข้ากับริมฝีปากที่แห้งผากของเด็กน้อย เอียงองศาเพียงเล็กน้อยเพื่อให้หยาดน้ำพุศักดิ์สิทธิ์หยดนั้นไหลรินลงสู่ลำคอของเขาอย่างช้าๆ

ทันทีที่หยาดน้ำสีเงินยวงสัมผัสกับปลายลิ้น มันพลันแปรเปลี่ยนเป็นกระแสพลังงานสายลมเย็นเยือกที่อ่อนโยน ซึมซาบเข้าสู่เส้นประสาทและแทรกซึมลงสู่เส้นเลือดทุกสายในร่างกายของหลินอวี้ หลินชิงจ้องมองการเปลี่ยนแปลงนั้นด้วยใจที่เต้นระทึก เพียงไม่ถึงอึดใจ รอยขมวดคิ้วแน่นด้วยความทรมานของเด็กน้อยก็ค่อยๆ คลายลง เสียงลมหายใจที่เคยติดขัดและขาดห้วงเริ่มกลับมาสม่ำเสมอ

อุณหภูมิร่างกายที่เคยร้อนลวกดั่งไฟเพลิงค่อยๆ ลดระดับลงอย่างน่าอัศจรรย์ หยาดเหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดพรายขึ้นตามหน้าผากและลำคอ เป็นสัญญาณอันดีว่าพิษไข้กำลังถูกขับออกจากร่างกาย ร่างกายที่เคยแข็งเกร็งของหลินอวี้ผ่อนคลายลง ก่อนที่เขาจะเข้าสู่นิทราอันสงบสุข ลมหายใจเข้าออกเป็นจังหวะราบรื่น ไม่มีเสียงละเมอเพ้อพกด้วยความเจ็บปวดอีกต่อไป

หลินชิงทิ้งตัวลงนั่งบนพื้นดินอัดแข็งอย่างหมดเรี่ยวแรง แผ่นหลังเล็กๆ ชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็น นางยกมือขึ้นลูบผมที่แห้งกร้านของน้องชาย ความรู้สึกโล่งใจเอ่อล้นจนขอบตาพร่ามัว แต่ทว่า ในใจลึกๆ นางรู้ดีว่านี่เป็นเพียงการยื้อชีวิตชั่วคราวเท่านั้น หยาดน้ำพุเพียงหยดเดียวไม่อาจฟื้นฟูร่างกายที่ขาดสารอาหารและบอบช้ำจากภัยแล้งมาอย่างยาวนานให้หายขาดได้

"เสี่ยวหม่าย" หลินชิงเอ่ยเรียกผู้ช่วยอัจฉริยะในห้วงจิตของตน "น้ำพุศักดิ์สิทธิ์นั้นวิเศษยิ่งนัก แต่มันเหือดแห้งไปหมดแล้ว ข้าจะหาน้ำพุหยดต่อไปมาช่วยรักษาน้องชายให้หายขาดได้อย่างไร?"

หน้าจอโปร่งแสงสีฟ้าปรากฏขึ้นเบื้องหน้านางอีกครั้ง พร้อมกับเสียงใสแจ๋วของเสี่ยวหม่ายที่ดังขึ้นในหัว

*[เรียนนายหญิง บ่อน้ำพุศักดิ์สิทธิ์และแปลงดินวิญญาณในมิติฟาร์มสวรรค์นั้นมีความเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก ในอดีตมิติแห่งนี้เคยรกร้างไร้ซึ่งการเพาะปลูก พลังปราณวิญญาณจึงเหือดแห้งตามไปด้วย หากนายหญิงต้องการหยาดน้ำพุศักดิ์สิทธิ์เพิ่ม นายหญิงจำเป็นต้องหาเมล็ดพันธุ์หรือพืชพรรณจากโลกภายนอก นำมาเพาะปลูกลงในแปลงดินวิญญาณ]*

*[เมื่อพืชผลเติบโต พวกมันจะดูดซับและคายพลังปราณวิญญาณบริสุทธิ์ออกมาหล่อเลี้ยงมิติ พลังงานเหล่านั้นจะควบแน่นและกลั่นตัวหยดลงสู่ก้นบ่อ กลายเป็นน้ำพุศักดิ์สิทธิ์หยดใหม่ ยิ่งพืชพรรณมีระดับสูงและเจริญงอกงามมากเท่าใด ปริมาณน้ำพุก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้นขอรับ]*

หลินชิงพยักหน้าอย่างเข้าใจ ดวงตากลมโตหรี่ลงอย่างใช้ความคิด กฎเกณฑ์นี้สมเหตุสมผลยิ่งนัก ไม่มีสิ่งใดในโลกที่ได้มาเปล่าๆ หากต้องการน้ำรักษานางก็ต้องลงมือทำเกษตรกรรมเพื่อแลกเปลี่ยน ทว่าในยามที่หมู่บ้านคูมู่เผชิญภัยแล้งจนดินแตกระแหงเช่นนี้ การจะหาพืชสักต้นที่ยังมีชีวิตรอดช่างยากเย็นแสนเข็ญ

กรอบแกรบ...

จู่ๆ เสียงฝีเท้าแผ่วเบาและเสียงเหยียบใบไม้แห้งก็ดังมาจากด้านนอกประตูไม้ผุพัง หลินชิงสะดุ้งสุดตัว สัญชาตญาณระแวดระวังพุ่งสูงปรี๊ด นางคว้าท่อนฟืนท่อนหนึ่งที่วางอยู่ข้างเตามาถือไว้แน่นในมือ ความคิดแรกที่แล่นเข้ามาคือ หวังชุยฮวา ป้าสะใภ้จอมหน้าเลือดอาจจะหวนกลับมาค้นหาของมีค่าหรือนำตัวน้องชายของนางไปขายตามที่เคยข่มขู่ไว้

เด็กสาวค่อยๆ ย่องรอยเท้าเบากริบไปที่ประตู แนบสายตาเข้ากับรอยแตกของแผ่นไม้เพื่อลอบมอง ทว่าสิ่งที่นางเห็นกลับไม่ใช่ใบหน้าถมึงทึงของป้าสะใภ้ แต่เป็นแผ่นหลังที่คุ้นตาของสตรีวัยกลางคนผู้หนึ่ง สตรีผู้นั้นสวมชุดผ้าฝ้ายปะชุน กำลังเดินจ้ำอ้าวหนีห่างออกไปจากกระท่อมอย่างรวดเร็ว

"ท่านป้าโจวฮุ่ย?" หลินชิงพึมพำด้วยความประหลาดใจ

โจวฮุ่ยคือเพื่อนบ้านที่มีกระท่อมอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก ในอดีตตอนที่ท่านพ่อท่านแม่ของหลินชิงยังมีชีวิตอยู่ สองครอบครัวมักจะช่วยเหลือเกื้อกูลกันเสมอ ทว่าตั้งแต่เกิดภัยแล้ง ทุกครัวเรือนต่างก็อดอยากขัดสน โจวฮุ่ยเองก็มีลูกเล็กที่ต้องเลี้ยงดู จึงไม่อาจยื่นมือเข้าช่วยเหลือนางกับน้องชายได้อย่างเปิดเผยนัก เพราะกลัวจะถูกหวังชุยฮวาระราน

เมื่อแน่ใจว่าไม่มีอันตราย หลินชิงจึงค่อยๆ แง้มประตูออกไป สิ่งแรกที่สะดุดตาคือห่อใบไม้แห้งหยาบๆ ที่วางแอบอยู่ตรงมุมตีนบันไดดิน นางรีบก้มลงเก็บมันขึ้นมาและเปิดออกดู ภายในนั้นคือ 'แผ่นแป้งข้าวโพด' สีเหลืองหม่นๆ หนึ่งแผ่น มันแข็งกระด้างราวกับแผ่นหินและมีรอยบิ่นแหว่งคล้ายถูกแบ่งครึ่งมา

ดวงตาของหลินชิงร้อนผ่าว น้ำตาเม็ดใสเอ่อคลออย่างห้ามไม่อยู่ ในยุคข้าวยากหมากแพงที่ผู้คนแทบจะกินดินประทังชีวิต แผ่นแป้งข้าวโพดแข็งๆ แผ่นนี้มีค่าไม่ต่างจากทองคำ มันคือเสบียงที่โจวฮุ่ยคงเจียดมาจากปากท้องของคนในครอบครัว เพื่อนำมาต่อลมหายใจให้สองพี่น้องที่กำลังรอความตาย

"บุญคุณข้าวแดงแกงร้อนในยามยากลำบากขัดสนนี้ ข้าหลินชิงจะสลักไว้ในใจ ไม่มีวันลืมเลือน" นางกระชับแผ่นแป้งในมือแน่น สัญญาบอกตัวเองว่าเมื่อใดที่มิติฟาร์มสวรรค์ของนางเจริญรุ่งเรือง นางจะต้องตอบแทนความเมตตาของโจวฮุ่ยอย่างสาสม และจะทำให้พวกญาติมิตรจอมปลอมที่รังแกนางต้องอิจฉาจนกระอักเลือด

หลินชิงเดินกลับเข้ามาในกระท่อม นางหักแผ่นแป้งข้าวโพดออกเป็นชิ้นเล็กๆ แช่ลงในน้ำต้มสุกที่เหลือติดก้นหม้อเพียงน้อยนิด รอจนแป้งพอนุ่มก็ค่อยๆ ป้อนทีละคำเข้าปากหลินอวี้ที่ยังหลับสนิท เด็กน้อยกลืนกินตามสัญชาตญาณเอาตัวรอด สีหน้าของเขาดูมีเลือดฝาดขึ้นมาบ้างแล้ว

เมื่อจัดการดูแลน้องชายเสร็จสิ้น หลินชิงก็ลุกขึ้นยืน นัยน์ตาสีดำขลับทอดมองลอดหน้าต่างที่พังทลายออกไปยัง 'ภูเขาอู่อวิ๋น' ที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหลังหมู่บ้าน แม้รอบนอกของภูเขาจะแห้งแล้งและเต็มไปด้วยพุ่มหนาม ทว่ามันคือสถานที่เดียวที่นางอาจจะค้นพบพืชป่าหรือสมุนไพรเพื่อนำมาปลูกในดินวิญญาณ

นางต้องแข่งกับเวลาเพื่อผลิตหยาดน้ำพุศักดิ์สิทธิ์หยดต่อไปให้จงได้!

หลินชิงสะพายตะกร้าไม้ไผ่สานใบเก่าขาดๆ ขึ้นหลัง สองเท้าเล็กๆ ก้าวเดินออกจากกระท่อมมุ่งหน้าสู่ตีนเขาอู่อวิ๋น แสงแดดแผดเผาเหนือศีรษะจนผิวดินแตกระแหงเป็นร่องลึก นางเดินลัดเลาะไปตามริมลำธารที่บัดนี้น้ำแห้งขอดจนเห็นเพียงโคลนแห้งกรังและก้อนหินกรวด

ขณะที่กำลังเดินสำรวจอย่างสิ้นหวัง หลินชิงตัดสินใจเพ่งจิตเรียกใช้ทักษะ 'เนตรกสิกร' นัยน์ตาของนางพลันเปล่งประกายสีเขียวอ่อนจางๆ มองทะลุผ่านความแห้งแล้งของสรรพสิ่งรอบกาย ทันใดนั้นเอง ที่ซอกหินริมลำธารซึ่งถูกบดบังด้วยวัชพืชที่ตายซาก ทักษะเนตรกสิกรก็จับจังหวะการเต้นของชีพจรชีวิตที่แผ่วเบาจนแทบจะดับสูญได้

หน้าจอโปร่งแสงขนาดเล็กเด้งขึ้นมาตรงหน้า พร้อมกับตัวอักษรสีแดงกะพริบเตือนอย่างบ้าคลั่ง บ่งบอกว่าสิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ดินแตกระแหงนั้น คือกุญแจสำคัญที่จะพลิกชะตากรรมของนางและน้องชาย ทว่ามันกำลังจะตายลงในไม่ช้า!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: หญ้าเกล็ดหิมะริมลำธารแห้ง]**