ตอนที่ 5
***บทที่ 5: การกลายพันธุ์ในดินวิญญาณ***
เพียงพริบตาเดียวที่สติของหลินชิงถูกดึงดูดเข้าสู่รอยสักรูปใบไม้บนข้อมือ โลกทั้งใบก็หมุนคว้าง ภาพพุ่มหนามและผืนดินแห้งแล้งสลายไป แทนที่ด้วยกลิ่นหอมสดชื่นของไอดินและละอองน้ำเย็นฉ่ำ นางลืมตาขึ้นในมิติฟาร์มสวรรค์ ทว่าในมือยังคงกำก้านรากของหญ้าเกล็ดหิมะที่ไร้ใบเอาไว้แน่น แม้ใบสุดท้ายจะสลายกลายเป็นเถ้าธุลีหลุดร่วงไปต่อหน้าต่อตา ทว่าแกนรากยังคงหลงเหลือประกายชีวิตอันริบหรี่รอคอยการกอบกู้
*"นายหญิง รีบนำรากของมันฝังลงในแปลงดินวิญญาณเถิดขอรับ! พลังชีวิตของมันเหลือไม่ถึงหนึ่งส่วนแล้ว!"* เสียงเล็กใสของเสี่ยวหม่าย จิตวิญญาณผู้ช่วยตัวน้อยดังก้องขึ้นในโสตประสาท หน้าจอโปร่งแสงปรากฏขึ้นเบื้องหน้าพร้อมตัวเลขสีแดงกะพริบถี่รัว บ่งบอกถึงวิกฤตที่กำลังจะมาเยือน
หลินชิงไม่รอช้า นางพุ่งตัวไปยังแปลงดินวิญญาณขนาดหนึ่งหมู่ที่แผ่กลิ่นอายบริสุทธิ์ สองมือที่หยาบกร้านจากการกรำงานหนักกอบขุดดินสีนิลขลับขึ้นมาอย่างระมัดระวัง ดินที่นี่แตกต่างจากผืนดินแห้งแตกระแหงในหมู่บ้านคูมู่อย่างสิ้นเชิง มันร่วนซุย ชุ่มชื้น และอุดมไปด้วยแร่ธาตุที่พืชผลปรารถนา นางวางรากที่บอบช้ำของหญ้าเกล็ดหิมะลงไป ก่อนจะกลบดินอย่างทะนุถนอมราวกับกำลังโอบอุ้มทารกแรกเกิด
จากนั้นนางรีบหมุนตัววิ่งไปตักน้ำจากบ่อน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ที่ใสกระจ่างราวกระจก รดพรมลงบนผืนดินบริเวณโคนต้นอย่างประณีต
หยาดน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ซึมซาบลงสู่ผืนดินวิญญาณราวกับหยาดฝนแห่งชีวิต กฎเกณฑ์แห่งกาลเวลาในมิติแห่งนี้เร็วกว่าโลกภายนอกถึงสิบเท่า เพียงชั่วอึดใจที่น้ำพุผสานเข้ากับไอดิน หลินชิงก็เพ่งมองด้วยทักษะ 'เนตรกสิกร' แถบสถานะโปร่งแสงเหนือต้นหญ้าค่อยๆ เปลี่ยนแปลงอย่างน่าอัศจรรย์ ตัวเลขที่เคยลดลงอย่างบ้าคลั่งหยุดชะงัก แถบสีแดงวิกฤตค่อยๆ กลายเป็นสีเหลือง และแปรเปลี่ยนเป็นสีเขียวมรกตที่เปี่ยมล้นด้วยพลังชีวิตในที่สุด
"รอดแล้ว..." หลินชิงถอนหายใจยาวด้วยความปีติ นั่งทรุดตัวลงบนพื้นดินอย่างโล่งอก
ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นกลับทำให้นางต้องเบิกตากว้าง หญ้าเกล็ดหิมะไม่ได้เพียงแค่รอดชีวิต แต่มันกำลังตอบสนองต่อปราณวิญญาณอันเข้มข้นในแปลงดินและน้ำพุศักดิ์สิทธิ์อย่างรุนแรง รากฝอยที่เคยขาดสะบั้นงอกเงยไชชอนลึกลงไปในดินสีนิลอย่างตะกละตะกลาม ลำต้นสีเขียวอ่อนค่อยๆ ยืดขยายและเปลี่ยนเป็นสีผลึกน้ำแข็งโปร่งแสง
ใบอ่อนแทงยอดออกมาใหม่ทีละใบ... จากหนึ่งเป็นสอง จากสองเป็นสี่ แต่ละใบเติบโตอย่างก้าวกระโดดและมีขนาดใหญ่กว่าเดิมถึงสามเท่า เปล่งประกายเกล็ดน้ำแข็งระยิบระยับราวกับอัญมณีล้ำค่า ไอเย็นบริสุทธิ์แผ่กำจายออกมาล้อมรอบต้นสมุนไพร จนหลินชิงสัมผัสได้ถึงความสดชื่นที่ซึมลึกถึงกระดูก กวาดล้างความเหนื่อยล้าจากการขุดดินกลางแดดจ้าไปจนสิ้น
หน้าจอระบบของเสี่ยวหม่ายปรากฏข้อความสีทองอร่ามสว่างจ้า
*[แจ้งเตือนความสำเร็จ! หญ้าเกล็ดหิมะได้รับการหล่อเลี้ยงด้วยผืนดินวิญญาณและน้ำพุศักดิ์สิทธิ์ เกิดการกลายพันธุ์ยกระดับสายพันธุ์เป็น 'หญ้าเกล็ดหิมะวิญญาณสวรรค์' สมุนไพรคุณภาพสูงระดับหายาก! สรรพคุณทางยาในการขจัดความร้อนและรักษาอาการอักเสบเพิ่มขึ้นยี่สิบเท่า!]*
"ยกระดับสายพันธุ์... ดินวิญญาณนี่ช่างทรงอานุภาพนัก! ความรู้จากโลกก่อนผนวกกับมิติแห่งนี้ จะต้องพลิกฟื้นโชคชะตาของข้าได้อย่างแน่นอน" หลินชิงอุทานด้วยความตื่นตะลึง ทว่านางรู้ดีว่าไม่มีเวลามาชื่นชมความสำเร็จนานนัก ใบหน้าซีดเซียวของหลินอวี้ที่นอนรอความตายอยู่ภายนอกยังคงฝังแน่นในห้วงความคิด
นางบรรจงเด็ดใบหญ้าเกล็ดหิมะวิญญาณสวรรค์มาสามใบอย่างเบามือ สมุนไพรกลายพันธุ์ชั้นเลิศเพียงเท่านี้ก็เกินพอแล้วสำหรับร่างกายของเด็กห้าหนวบ นางใช้หม้อดินเผาใบเล็กที่มุมหนึ่งของมิติ ต้มน้ำจากบ่อน้ำพุศักดิ์สิทธิ์จนเดือดพล่าน ก่อนจะใส่ใบสมุนไพรลงไป เพียงครู่เดียว น้ำในหม้อก็เปลี่ยนเป็นสีเขียวอมฟ้าใสกระจ่าง กลิ่นหอมหวนที่ชวนให้จิตใจสงบระงับลอยแตะจมูก แค่สูดดมก็รู้สึกได้ถึงพลังชีวิตที่ไหลเวียนในร่างกาย
เมื่อได้ยาถ้วยประเสริฐ หลินชิงประคองถ้วยยาอย่างระมัดระวัง กำหนดจิตสื่อสารกับรอยสักอีกครั้ง ร่างของนางพลันเลือนหายไปจากมิติฟาร์มสวรรค์
ภายในกระท่อมผุพังท้ายหมู่บ้านคูมู่ อากาศร้อนอบอ้าวของฤดูใบไม้ผลิที่แห้งแล้งยังคงแผดเผา ร่างเล็กจ้อยของหลินอวี้ขดตัวอยู่บนเตียงฟางเก่าคร่ำคร่า ลมหายใจของเด็กน้อยรวยริน ผิวกายร้อนจัดราวกับมีก้อนถ่านสุมอยู่ภายใน
หลินชิงปรากฏตัวขึ้นข้างเตียง นางรีบประคองศีรษะเล็กๆ ของน้องชายขึ้นมาหนุนแขนตนเองอย่างนุ่มนวล "เสี่ยวอวี้ พี่ใหญ่กลับมาแล้ว เด็กดี... ดื่มยานี่เสียหน่อยนะ"
นางเป่ายาลดความร้อนลงเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ ป้อนน้ำยาสีฟ้าใสเข้าสู่ริมฝีปากแห้งผากของน้องชายทีละช้อน ทันทีที่น้ำยาหยดแรกล่วงล้ำลำคอ สรรพคุณอันล้ำเลิศของหญ้าเกล็ดหิมะวิญญาณสวรรค์ก็เริ่มแสดงผล หลินชิงใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตามใบหน้าและลำคอของเขาควบคู่ไปด้วย เวลาผ่านไปเพียงชั่วก้านธูปไหม้หมดดอก ปาฏิหาริย์ที่แท้จริงก็บังเกิด
ไอความร้อนที่เคยแผ่ออกมาจากร่างของเด็กน้อยมลายหายไปราวกับหิมะต้องแสงตะวัน สีหน้าซีดเซียวที่เคยบิดเบี้ยวด้วยความทรมานกลับมาผ่อนคลายและมีเลือดฝาด หยาดเหงื่อเย็นผุดซึมตามหน้าผาก เป็นสัญญาณว่าพิษไข้ได้ถูกขับออกมาจนหมดสิ้น ลมหายใจที่เคยติดขัดกลับมาสม่ำเสมอและสงบเงียบ
แพขนตาบางเบาของหลินอวี้สั่นระริก ก่อนที่เปลือกตาจะค่อยๆ ปรือเปิดขึ้น นัยน์ตากลมโตที่เคยเลื่อนลอยขุ่นมัว บัดนี้กลับมาสุกใสกระจ่างจ้าอีกครั้ง เมื่อภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าเปื้อนฝุ่นของพี่สาวที่มองมาด้วยดวงตาแดงก่ำ ริมฝีปากเล็กๆ ก็เบะออกทันที
"พี่ใหญ่..." น้ำเสียงเล็กแหบพร่าเอ่ยเรียก ก่อนที่ร่างจ้อยจะโผเข้ากอดคอของหลินชิงแน่น หยาดน้ำตาอุ่นๆ ไหลรินรดเสื้อผ้าเก่าขาดของนาง "เสี่ยวอวี้กลัวแทบแย่ นึกว่าจะไม่ได้เจอพี่ใหญ่อีกแล้ว..."
หลินชิงลูบแผ่นหลังบางที่ซูบผอมจนคลำเจอข้อกระดูก ความรู้สึกผูกพันทางสายเลือดและสัญชาตญาณความเป็นพี่สาวเอ่อท้นในอกจนห้ามน้ำตาไว้ไม่อยู่ นางกอดตอบแน่นขึ้น ซึมซับไออุ่นจากร่างของน้องชายที่รอดพ้นจากเงื้อมมือมัจจุราช "ไม่เป็นไรแล้วนะเด็กโง่ พี่ใหญ่อยู่นี่ พี่รับปากว่าจะไม่มีวันทิ้งเจ้าไปไหน"
"พี่ใหญ่..." หลินอวี้ซุกหน้าลงกับไหล่ของนาง เสียงสะอื้นยังคงดังเป็นระลอก ก่อนที่เสียงร้องจ๊อกๆ จากกระเพาะอาหารจะดังก้องแทรกขึ้นมาในความเงียบ เด็กน้อยเงยหน้าขึ้นมองพี่สาวด้วยแววตาใสซื่อแกมรู้สึกผิด "เสี่ยวอวี้หิวเหลือเกินขอรับ หิวจนแสบไส้ไปหมดแล้ว"
คำพูดนั้นราวกับค้อนที่ทุบลงกลางใจของหลินชิง นางกวาดสายตามองรอบกระท่อมที่ว่างเปล่า ท่ามกลางความมืดสลัวไม่มีแม้แต่หัวมันเทศเน่าๆ หรือข้าวสารสักเมล็ดเดียวติดก้นหม้อ หากปล่อยไว้เช่นนี้ แม้จะรอดพ้นจากพิษไข้ แต่ก็ต้องมาตายเพราะความอดอยากอยู่ดี
สายตาของนางเลื่อนไปมองห่อผ้าเก่าๆ ที่ซ่อนสมุนไพรล้ำค่าส่วนที่เหลือซึ่งเก็บมาจากมิติ หญ้าเกล็ดหิมะวิญญาณสวรรค์ที่ผ่านการกลายพันธุ์นี้ หากนำไปเสนอขายที่ร้านยาในหัวเมือง ย่อมต้องทำกำไรก้อนโตได้เป็นแน่ นางเริ่มวาดแผนการในหัวอย่างรวดเร็ว สมองของพนักงานสาวผู้ชาญฉลาดกำลังคำนวณต้นทุนและเส้นทางสู่ความมั่งคั่ง
ทว่ายังไม่ทันที่นางจะได้เอ่ยปากปลอบโยนน้องชาย เสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนหลายคนก็ย่ำสวบสาบใกล้เข้ามาถึงหน้าประตูพังๆ ของกระท่อม พร้อมกับเสียงตะโกนแหบห้าวของสตรีวัยกลางคนที่แฝงไปด้วยความโลภและเจตนาร้าย
"เปิดประตูเดี๋ยวนี้! ข้ารู้ว่าพวกเจ้าอยู่ข้างใน! เด็กที่กำลังจะตายอย่างเสี่ยวอวี้ หากปล่อยทิ้งไว้ก็รังแต่จะนำความซวยมาสู่ที่ดินผืนนี้ ส่งมอบโฉนดที่ดินตีนเขามาให้ข้าเดี๋ยวนี้ แล้วข้าจะยอมเจียดเงินซื้อโลงศพให้พวกเจ้าสวดส่งวิญญาณ!"
หลินชิงรวบร่างน้องชายไว้ด้านหลัง แววตาที่เคยอ่อนโยนและเปี่ยมด้วยความสงสารแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบและเฉียบคมราวนางพญาเกล็ดน้ำแข็ง ริมฝีปากบางเหยียดยิ้มหยัน ภัยร้ายระลอกใหม่กำลังมาเยือนถึงหน้าประตูบ้าน แต่นางผู้เป็นนายหญิงแห่งมิติฟาร์มสวรรค์ จะไม่ยอมให้ปลิงดูดเลือดหน้าไหนมาเหยียบย่ำครอบครัวเพียงคนเดียวของนางได้อีกต่อไป!
**[โปรดติดตามตอนต่อไป: มุ่งสู่อำเภอชิงผิง]**