ตอนที่ 6

***บทที่ 6: มุ่งสู่อำเภอชิงผิง***

บานประตูไม้ผุพังถูกกระชากเปิดออกอย่างแรงจนบานพับส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าด ทว่าผู้ที่ก้าวข้ามธรณีประตูออกไปกลับไม่ใช่เหยื่ออันโอชะที่กำลังหวาดกลัว แต่เป็นเด็กสาวเรือนร่างผ่ายผอมที่แผ่กลิ่นอายเย็นเยียบจนน่าขนลุก หลินชิงยืนจ้องหน้าสตรีวัยกลางคนผู้มีใบหน้าอวบอูมและแววตาละโมบ นัยน์ตากระจ่างใสของเด็กสาวบัดนี้ดำมืดลึกล้ำราวกับสระน้ำเหมันต์ที่ไร้ก้นบึ้ง

"ป้าสะใภ้ใหญ่ ท่านช่างมาได้ประจวบเหมาะนัก" เสียงของหลินชิงราบเรียบ ทว่าแฝงด้วยพลังอำนาจที่ทำให้ผู้ฟังรู้สึกเย็นวาบไปถึงกระดูกสันหลัง "ท่านอยากได้โฉนดที่ดินตีนเขางั้นหรือ? ย่อมได้ ทว่าเมื่อครู่ท่านลุงผู้ใหญ่บ้านเพิ่งจะเดินผ่านไป ข้าจึงตะโกนฝากฝังไว้ว่า หากคืนนี้ข้ากับเสี่ยวอวี้มีอันเป็นไป หรือมีร่องรอยการถูกงัดแงะในกระท่อม ให้ถือว่าตระกูลหลินสายหลักเป็นผู้ลงมือฆ่าชิงทรัพย์!"

"นังเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม! เจ้ากล้าใส่ความข้าหรือ!" หวังชุยฮวาเบิกตากว้าง ผงะถอยหลังไปครึ่งก้าว

หลินชิงเหยียดยิ้มหยัน พลางก้าวประชิด "กฎหมายแคว้นระบุชัด ผู้ใดปล้นชิงทรัพย์สินของเด็กกำพร้าที่บิดามารดาเพิ่งล่วงลับ ต้องระวางโทษโบยห้าสิบไม้และประจานรอบเมือง ท่านป้าสะใภ้... ท่านคิดว่าแผ่นหลังอวบอ้วนของท่านจะทนไม้กระบองของที่ว่าการอำเภอได้สักกี่ทีกัน? หรือหากท่านรอดไปได้ วิญญาณท่านพ่อท่านแม่ของข้าที่เพิ่งตายเพราะความอดอยาก ย่อมต้องไปเยี่ยมเยียนท่านถึงเตียงนอนทุกค่ำคืนเป็นแน่!"

คำขู่ที่อ้างอิงถึงทั้งกฎหมายบ้านเมืองและวิญญาณคนตาย ประกอบกับแววตาเด็ดเดี่ยวที่ไม่เหลือเค้าความอ่อนแอของเด็กสาว ทำให้หวังชุยฮวาถึงกับหน้าถอดสี สตรีวัยกลางคนสบถด่าทอด้วยความขลาดเขลาอีกเพียงสองสามคำ ก่อนจะรีบหมุนตัวเดินจ้ำอ้าวหนีไปราวกับถูกผีหลอก ทิ้งไว้เพียงฝุ่นคลุ้งที่หน้ากระท่อม

เมื่อแน่ใจว่าภัยพาลชั่วคราวจากไปแล้ว หลินชิงจึงถอนหายใจยาว นางรีบปิดประตูและกลับเข้าไปหาน้องชาย หลินอวี้ยังคงนั่งกุมท้องด้วยความหิวโหย เด็กสาวลูบศีรษะเล็กๆ นั้นอย่างอ่อนโยน ก่อนจะตักน้ำพุศักดิ์สิทธิ์จากในมิติช่องว่างผสมลงในถ้วยน้ำเก่าๆ ให้น้องชายดื่มประทังความหิว น้ำพุวิเศษไม่เพียงแต่ช่วยลดไข้จนร่างกายของเด็กน้อยกลับมามีอุณหภูมิปกติ แต่ยังมอบพลังปราณอ่อนๆ ที่ช่วยฟื้นฟูกำลังวังชาได้อย่างน่าอัศจรรย์ เพียงไม่นาน หลินอวี้ก็ผล็อยหลับไปพร้อมกับลมหายใจที่สม่ำเสมอและใบหน้าที่เริ่มมีสีเลือดฝาด

เมื่อเห็นว่าน้องชายอาการดีขึ้นมากแล้ว หลินชิงจึงลงมือจัดการตามแผน นางนำหญ้าเกล็ดหิมะวิญญาณสวรรค์ที่เหลืออยู่ห่อด้วยผ้าแพรเก่าๆ อย่างมิดชิด จากนั้นจึงอุ้มร่างเล็กของหลินอวี้ที่กำลังหลับสนิท มุ่งหน้าไปยังบ้านของโจวฮุ่ยซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก

"ท่านป้าโจว ข้ารบกวนท่านอีกครั้งแล้ว" หลินชิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงซาบซึ้งใจขณะวางน้องชายลงบนเตียงไม้ในบ้านของเพื่อนบ้านผู้มีเมตตา "ไข้ของเสี่ยวอวี้ลดลงแล้ว แต่ข้าจำเป็นต้องเข้าเมืองไปหาลู่ทางทำเงิน หากปล่อยไว้เช่นนี้เราสองพี่น้องคงต้องอดตาย ข้าขอฝากเขาไว้กับท่านสักครึ่งค่อนวันได้หรือไม่เจ้าคะ?"

โจวฮุ่ยเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อน พลางมองเด็กสาวด้วยความเวทนาและชื่นชมในความเด็ดเดี่ยว "โธ่เอ๊ย นังหนูชิง เจ้าไปเถิด ไม่ต้องห่วงทางนี้ ป้าจะต้มน้ำข้าวใสๆ หยอดให้เสี่ยวอวี้เอง เจ้าเดินทางเข้าอำเภอชิงผิงก็ระมัดระวังตัวให้มากเล่า หนทางไกลแถมแดดยังแรงนัก"

"บุญคุณครั้งนี้ หลินชิงจะไม่ลืมเลยเจ้าค่ะ" เด็กสาวค้อมศีรษะอย่างนอบน้อม ก่อนจะกระชับห่อผ้าในอกเสื้อแล้วก้าวเดินออกจากหมู่บ้านคูมู่ มุ่งหน้าสู่อำเภอชิงผิง

ดวงตะวันยามสายแผดเผาผืนดินแตกระแหง ความร้อนระอุเต้นระริกอยู่เหนือเส้นทางสายฝุ่น หลินชิงต้องเดินเท้าเป็นเวลาถึงหนึ่งชั่วยามเพื่อไปให้ถึงตัวอำเภอ ร่างกายของเด็กสาววัยสิบสามปีที่ขาดสารอาหารมาแรมเดือนประท้วงด้วยความปวดร้าว ขาทั้งสองข้างหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยศิลาพันชั่ง เหงื่อเม็ดโป้งผุดซึมเต็มหน้าผากและแผ่นหลัง

*[นายหญิง อุณหภูมิภายนอกสูงเกินไป ร่างกายของท่านกำลังสูญเสียน้ำในระดับอันตราย โปรดพักผ่อนร่มไม้ข้างทางก่อนเจ้าค่ะ]* เสียงใสของ 'เสี่ยวหม่าย' จิตวิญญาณผู้พิทักษ์แห่งมิติฟาร์มสวรรค์ดังกังวานขึ้นในห้วงความคิด

'ข้ายังไหว เสี่ยวหม่าย' หลินชิงตอบกลับในใจ กัดฟันแน่นไม่ยอมหยุดพัก นางมองรอยรองเท้าฟางที่ขาดวิ่นของตนเองย่ำลงบนดินแห้งแล้ง ในใจลอบตั้งปณิธานอย่างแน่วแน่... การเดินทางครั้งนี้สอนให้นางรู้ซึ้งถึงความยากลำบากของการไร้พาหนะ หากวันหน้านางสามารถหาเงินก้อนแรกมาได้สำเร็จ เป้าหมายแรกสุดคือการซื้อเกวียนเทียมวัวสักเล่ม นางผู้เป็นถึงปรมาจารย์ด้านการเกษตร จะไม่มีวันยอมทนเดินเท้าฝ่าเปลวแดดจนฝ่าเท้าพองเช่นนี้อีกเป็นอันขาด!

เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า ทว่าในที่สุด กำแพงเมืองก่ออิฐสีเทาตระหง่านก็ปรากฏขึ้นแก่สายตา เสียงจอแจของการค้าขายและรถม้าที่สัญจรไปมาดังแว่วมาแต่ไกล อำเภอชิงผิงแม้จะเป็นเพียงหัวเมืองเล็กๆ แต่ก็เป็นศูนย์กลางการค้าที่คึกคักที่สุดในรัศมีร้อยลี้ หลินชิงปาดเหงื่อบนใบหน้า ปรับลมหายใจให้เป็นปกติ ก่อนจะก้าวเท้าเข้าสู่เขตเมืองหลวงแห่งความหวัง

ตลาดนัดภายในอำเภอเต็มไปด้วยผู้คนขวักไขว่ ร้านรวงสองข้างทางประดับประดาด้วยป้ายผ้าสีสดใส กลิ่นหอมของซาลาเปานึ่งใหม่ๆ และหมูย่างลอยมาเตะจมูก ทำให้กระเพาะที่ว่างเปล่าของเด็กสาวส่งเสียงประท้วงอีกระลอก แต่นางจำต้องเมินเฉยต่อความเย้ายวนนั้น สายตาเฉียบคมกวาดมองหาร้านขายยาสมุนไพรที่ใหญ่และดูน่าเชื่อถือที่สุดในย่านนี้

จนกระทั่งสายตาของนางไปสะดุดเข้ากับอาคารไม้สองชั้นโอ่อ่า ป้ายไม้สลักตัวอักษรสีทองอร่ามดึงดูดสายตา 'ร้านยาไป่เฉ่า' กลิ่นหอมกรุ่นของสมุนไพรล้ำค่าโชยออกมาจากด้านใน บ่งบอกถึงคุณภาพและฐานะของร้านค้าแห่งนี้ หลินชิงสูดหายใจลึก ยืดหลังที่ค่อมงุ้มให้ตั้งตรง ก้าวเดินเข้าไปด้วยท่วงท่าที่มั่นใจเกินวัย

ทว่าเพียงแค่ก้าวเท้าแตะธรณีประตู เด็กรับใช้หนุ่มหน้าตาจิ้มลิ้มแต่แววตาหยิ่งผยองก็ก้าวมาขวางหน้าทันที สายตาของเขากวาดมองเสื้อผ้าปะชุนและมอมแมมของเด็กสาวตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความรังเกียจ

"ชิ่วๆ! ที่นี่ไม่ใช่โรงทานนะนังหนูขี้เรือน หากจะมาขอทานก็ไปที่ตรอกด้านหลังนู่น อย่ามาเกะกะขวางหน้าร้านยาไป่เฉ่าอันดับหนึ่งของอำเภอ ลูกค้าผู้สูงศักดิ์ของพวกข้าจะระคายเคืองสายตาเอาได้!"

คำตวาดไล่ของเด็กรับใช้ดึงดูดสายตาของผู้คนรอบข้างให้หันมามองด้วยความอยากรู้อยากเห็น หลินชิงหาได้มีความตื่นตระหนกหรืออับอายแม้แต่น้อย ริมฝีปากบางกลับจุดรอยยิ้มเยือกเย็น มือเล็กล้วงเข้าไปในอกเสื้อ จับสัมผัสของห่อผ้าที่บรรจุสมุนไพรวิเศษไว้แน่น การเจรจาการค้าครั้งแรกในยุคโบราณ กำลังจะเปิดฉากขึ้นท่ามกลางสายตาดูแคลนเหล่านี้เอง!

**[โปรดติดตามตอนต่อไป: ท่านหมอซุนแห่งร้านยาไป่เฉ่า]**