ตอนที่ 10
***บทที่ 10: ข้ออ้างเรื่องค่าน้ำนมและปัญญาของหญิงสาว***
ด้วยเงินสามร้อยอีแปะที่กำแน่นอยู่ในมือ จุดหมายแรกของหลินหวั่นชิวหาใช่ทางกลับหมู่บ้านไม่ แต่เป็นร้านขายข้าวสารที่ใหญ่ที่สุดในตลาด นางก้าวเดินอย่างมั่นคง หัวใจยังคงเต้นระรัวด้วยความยินดี ทว่าแววตากลับสงบนิ่งและเปี่ยมด้วยการวางแผน
นางเลือกซื้อข้าวสารพันธุ์ดีที่สุดที่พอจะหาได้จำนวนห้าจิน และยังเจียดเงินซื้อเกลือและเครื่องปรุงพื้นฐานอีกเล็กน้อย จากนั้นจึงมุ่งหน้าไปยังแผงขายเนื้อที่ส่งกลิ่นหอมยั่วยวนอยู่ไม่ไกล
“เถ้าแก่ ขอหมูสามชั้นครึ่งจิน” นางกล่าวกับคนขายเนื้อร่างท้วมพลางชี้ไปยังชิ้นเนื้อที่ดูมีชั้นไขมันและเนื้อสลับกันอย่างสวยงาม
เมื่อจ่ายเงินเรียบร้อยแล้ว ในถุงเงินของนางก็เหลือเพียงร้อยกว่าอีแปะ ขณะที่นางกำลังจัดของลงตะกร้า เสียงใสสังเคราะห์ก็ดังขึ้นในหัวอย่างเงียบเชียบ
[คำนวณค่าใช้จ่ายคงเหลือ 145 อีแปะ แนะนำให้โฮสต์สำรองเงินทุนจำนวน 100 อีแปะ สำหรับการอัปเกรดระบบสู่ขั้นที่ 2 'วารีหล่อเลี้ยง' เพื่อปลดล็อกบ่อน้ำพุวิญญาณเจือจาง ซึ่งจะช่วยเร่งการเจริญเติบโตของพืชผลและฟื้นฟูร่างกายของโฮสต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น]
หลินหวั่นชิวกำถุงเงินในอกเสื้อแน่นขึ้น แววตาฉายประกายมุ่งมั่น “เข้าใจแล้ว” นางพึมพำกับตนเองเบาๆ “ข้าต้องรีบแข็งแกร่งและมั่งคั่งขึ้นโดยเร็วที่สุด”
หนทางกลับหมู่บ้านชิงซีนั้นช่างยาวไกลกว่าขามานัก ข้าวของในตะกร้าแม้ไม่หนักหนาจนเกินไป แต่ก็ถ่วงให้นางเดินได้ช้าลง ทว่าสิ่งที่นางหารู้ไม่คือ ข่าวลือเรื่อง ‘เด็กกำพร้าตระกูลหลินหาเงินได้สามร้อยอีแปะในตลาด’ นั้น ได้เดินทางล่วงหน้าไปถึงหมู่บ้านก่อนนางจะเห็นหลังคาบ้านเสียอีก มันแพร่สะพัดไปเร็วกว่าสายลม ราวกับมีปีกที่มองไม่เห็น
เมื่อนางย่างเท้าเข้าสู่เขตหมู่บ้าน สายตาหลายคู่ที่จับจ้องมาก็เปลี่ยนไป จากความสมเพชเวทนาในคราวก่อน บัดนี้กลับเคลือบแฝงไว้ด้วยความประหลาดใจ ความอิจฉา และความสงสัยใคร่รู้ หลินหวั่นชิวเพียงก้มหน้าก้มตาเดินต่อไป ทำทีเป็นไม่รับรู้สายตาเหล่านั้น มุ่งตรงไปยังกระท่อมปลายนาของตน
ทว่ายังไม่ทันที่นางจะได้ก้าวข้ามธรณีประตู เสียงแหลมแสบแก้วหูก็ดังขึ้นจากด้านหลังเสียก่อน!
“นังเด็กอกตัญญู! หยุดอยู่ตรงนั้นนะ!”
เจ้าของเสียงคือจางชุ่ยฮวา ป้าสะใภ้ใจร้ายของนางนั่นเอง! นางยืนเท้าสะเอว หอบหายใจอย่างแรง ใบหน้าอวบอูมบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยวและละโมบ สายตาจับจ้องตะกร้าในมือของหลินหวั่นชิวราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
หลินหวั่นชิวหันกลับไปเผชิญหน้าอย่างสงบ “ท่านป้าสะใภ้มีธุระอันใดรึเจ้าคะ?”
“ธุระรึ?” จางชุ่ยฮวาแผดเสียงดังลั่น จงใจให้ชาวบ้านที่เริ่มชะเง้อคอมองออกมาจากบ้านได้ยินกันถ้วนทั่ว “เจ้ายังมีหน้ามาถามข้าอีกรึ! ได้ยินว่าเจ้าหาเงินมาได้ไม่น้อย เหตุใดจึงไม่คิดจะมาคารวะข้าผู้เป็นป้า คิดจะเนรคุณ ไม่ตอบแทน ‘ค่าน้ำนม’ ที่ข้าอุตส่าห์เลี้ยงดูเจ้ามาตั้งแต่เล็กแต่น้อยเลยใช่หรือไม่!”
คำว่า ‘ค่าน้ำนม’ ถูกเน้นเสียงดังเป็นพิเศษ ดึงดูดให้ชาวบ้านเริ่มเดินออกจากบ้านมามุงดูเหตุการณ์ด้วยความสนใจ
หลินหวั่นชิวชะงักไปครู่หนึ่ง ไม่ใช่เพราะตกใจ แต่เพราะคาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะใช้ข้ออ้างที่หน้าด้านไร้ยางอายถึงเพียงนี้ ทว่าในวินาทีต่อมา ปฏิกิริยาของนางก็ทำให้ทุกคนต้องประหลาดใจ
แทนที่จะโต้เถียงอย่างเกรี้ยวกราด นัยน์ตาของเด็กสาวกลับแดงก่ำขึ้นมาในทันใด หยาดน้ำตาเม็ดโตคลอหน่วยก่อนจะร่วงเผาะลงมาอาบแก้มที่ซูบตอบ นางทรุดกายนั่งลงกับพื้น ปล่อยตะกร้าข้าวของหล่นอยู่ข้างๆ แล้วปล่อยโฮออกมาเสียงดังลั่น
“ฮือ... ท่านป้าสะใภ้... ท่านยังจะต้องการอะไรจากข้าอีกเจ้าคะ...” เสียงของนางสั่นเครือ สะอึกสะอื้นจนน่าเวทนา “เงินเพียงไม่กี่อีแปะที่ข้าหามาได้ด้วยความยากลำบาก... ท่านยังจะมาทวงเอาไปอีกหรือ...”
จางชุ่ยฮวาถึงกับผงะไปกับการแสดงออกที่ไม่คาดฝันนี้ นางเตรียมพร้อมจะปะทะคารม แต่กลับต้องมาเจอกับละครโรงใหญ่แทน
“ค่าน้ำนมหรือเจ้าคะ?” หลินหวั่นชิวเงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงก่ำมองไปยังฝูงชนที่เริ่มหนาตาขึ้นเรื่อยๆ “น้ำข้าวใสๆ ที่ข้าได้กินประทังชีวิตตอนเด็กๆ นับเป็นน้ำนมด้วยหรือเจ้าคะ? วันๆ ข้าต้องทำงานบ้านสารพัด ตั้งแต่ตักน้ำ ผ่าฟืน ซักผ้า ทั้งที่ตัวยังเล็กนิดเดียว เจ็บป่วยก็ไม่เคยได้กินยาดีๆ มีแต่ต้องนอนซมรอให้หายเอง... ฮือ... ข้าเกือบตายไปแล้วครั้งหนึ่ง ท่านยังไม่พอใจอีกหรือเจ้าคะ!”
คำพูดของนางราวกับสายฟ้าที่ฟาดลงกลางใจชาวบ้านที่มามุงดู เสียงซุบซิบเริ่มดังกระหึ่มขึ้นทันที
“อะไรนะ? เลี้ยงด้วยน้ำข้าวรึ?”
“น่าสงสารนัก เด็กตัวแค่นี้ต้องทำงานหนักขนาดนั้นเชียว”
“มิน่าเล่า ร่างกายถึงได้ผอมแห้งเช่นนี้”
จางชุ่ยฮวาหน้าซีดเผือด “เจ้า... เจ้าอย่ามาพูดจาเหลวไหลนะ!”
ทันใดนั้น ป้าหวังที่เพิ่งกลับจากทุ่งนาก็เดินแทรกวงล้อมเข้ามาพอดี นางเห็นสภาพของหลินหวั่นชิวแล้วก็ทนไม่ไหว “ชุ่ยฮวา! เจ้าอย่าได้พูดจาไร้ยางอายไปหน่อยเลย! เรื่องที่หวั่นชิวพูดเป็นความจริงทุกคำ ตอนนางยังเล็ก ใครๆ ในหมู่บ้านก็เห็นว่าเจ้าใช้งานนางเยี่ยงทาส! ส่วนลูกสาวแท้ๆ ของเจ้าอย่างเจียวเจียวกลับไม่ต้องทำอะไรเลย!”
ยังไม่ทันสิ้นเสียงของป้าหวัง หลี่มู่เสวี่ยที่เดินผ่านมาเพื่อจะไปหาพี่ชายที่บ้านก็เข้ามาสมทบอีกแรง นางขมวดคิ้วมองจางชุ่ยฮวาอย่างไม่พอใจ
“จริงเจ้าค่ะ! ข้ายังเคยเห็นพี่หวั่นชิวต้องไปตักน้ำที่ริมลำธารทั้งที่ป่วยจนตัวร้อนหน้าซีด ส่วนพี่เจียวเจียวก็นั่งเล่นอยู่บนตั่งไม้หน้าบ้าน!”
คำยืนยันจากป้าหวังและหลี่มู่เสวี่ย ซึ่งคนหนึ่งเป็นเพื่อนบ้านที่เห็นเหตุการณ์มาตลอด และอีกคนเป็นน้องสาวของพรานหลี่ผู้เป็นที่นับถือ ยิ่งเปรียบเสมือนการราดน้ำมันเข้ากองไฟ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของชาวบ้านดังขึ้นอีกระลอก คราวนี้เต็มไปด้วยความโกรธเคืองและดูแคลน
“โหดเหี้ยมเกินไปแล้ว! นั่นมันหลานสาวแท้ๆ นะ!”
“ตระกูลหลินสายหลักนี่ช่างใจดำอำมหิตนัก!”
“แย่งบ้าน แย่งที่นาของพ่อแม่นางไปแล้วยังไม่พออีกรึ!”
ทุกถ้อยคำเสียดแทงเข้ากลางใจของจางชุ่ยฮวาเหมือนเข็มนับพันเล่ม ใบหน้าของนางสลับกันระหว่างซีดขาวกับแดงก่ำด้วยความอับอายและโกรธา นางไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าเด็กสาวที่เคยอ่อนแอและยอมคนมาตลอดจะกล้าหักหน้านางต่อหน้าคนทั้งหมู่บ้านเช่นนี้
หลินหวั่นชิวยังคงร้องไห้ฟูมฟายไม่หยุดหย่อน แต่ภายในใจกลับเยือกเย็นดั่งน้ำแข็ง นางใช้เสียงสะอื้นของตนเองกลบเสียงความคิดคำนวณอันเฉียบคม นี่คือการใช้จิตวิทยาฝูงชน นางรู้ดีว่าคำพูดของนางเพียงคนเดียวอาจไม่มีน้ำหนัก แต่เมื่อมีชาวบ้านเป็นพยานและมีผู้สนับสนุนที่น่าเชื่อถืออย่างป้าหวังและหลี่มู่เสวี่ย คำโกหกของจางชุ่ยฮวาก็พังทลายลงไม่เป็นท่า
เสียงของชาวบ้านได้กลายเป็นเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุดของนางในยามนี้
“พวกเจ้า... พวกเจ้า...” จางชุ่ยฮวาชี้หน้าทุกคนอย่างสั่นเทา นางอ้าปากพะงาบๆ แต่กลับหาคำพูดมาโต้เถียงไม่ได้อีกต่อไป เมื่อเห็นสายตารังเกียจเดียดฉันท์จากคนรอบข้าง นางก็ทนรับความอัปยศอดสูนี้ต่อไปไม่ไหว
“ฝากไว้ก่อนเถอะ นังเด็กเหลือขอ!”
นางแผดเสียงเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะแหวกวงล้อมวิ่งหนีกลับบ้านไปด้วยความอับอายขายหน้า ทิ้งไว้เพียงเสียงหัวเราะเยาะและเสียงก่นด่าของชาวบ้านที่ยังคงดังระงมไปทั่วบริเวณ
เมื่อเห็นว่าพายุได้พัดผ่านไปแล้ว ป้าหวังและหลี่มู่เสวี่ยจึงรีบเข้าไปประคองหลินหวั่นชิวให้ลุกขึ้น
“ไม่ต้องกลัวแล้วนะหวั่นชิว” ป้าหวังลูบหลังนางเบาๆ “นางไปแล้ว”
หลินหวั่นชิวปาดน้ำตาพลางกล่าวขอบคุณทั้งสองคนด้วยน้ำเสียงที่ยังสั่นเครือเล็กน้อย ชาวบ้านคนอื่นๆ เมื่อเห็นว่าเรื่องจบแล้วก็ค่อยๆ สลายตัวไป เหลือเพียงความเงียบสงบกลับคืนมาสู่กระท่อมปลายนาอีกครั้ง
นางก้มลงเก็บข้าวสารและห่อเนื้อหมูที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมา ในใจรู้ดีว่านี่เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น ตราบใดที่นางยังอยู่ในหมู่บ้านชิงซี ตระกูลหลินสายหลักย่อมไม่ปล่อยนางไปง่ายๆ แน่ การต่อสู้ในวันนี้สอนให้นางรู้ว่า การมีเงินเพียงอย่างเดียวนั้นไม่พอ นางต้องแข็งแกร่งและมีอำนาจมากพอที่จะปกป้องตนเองได้อย่างแท้จริง
ดวงตาของนางทอดมองไปยังทิวเขาหมอกเร้นที่ตั้งตระหง่านอยู่ไกลออกไป ที่นั่นคือขุมทรัพย์ที่รอการค้นพบ เป็นหนทางเดียวที่จะทำให้นางสร้างฐานะได้อย่างรวดเร็ว
ขณะที่หลินหวั่นชิวกำลังจะหันหลังกลับเข้ากระท่อมเพื่อวางแผนขั้นต่อไปนั้นเอง เงาร่างสูงใหญ่สายหนึ่งก็พลันแยกตัวออกจากร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลนัก น้ำเสียงทุ้มต่ำและสงบนิ่งดังขึ้น ทำลายความเงียบงันโดยรอบ
“เจ้าคิดจะขึ้นเขาคนเดียวรึ?”