ตอนที่ 9

***บทที่ 9: ปฏิเสธพ่อค้าคนกลาง***

บุรุษในอาภรณ์คล้ายพ่อครัวที่เดินตรงเข้ามานั้น มีรูปร่างท้วม ใบหน้ากลมเกลี้ยงแฝงแววเจ้าเล่ห์ เขาหยุดยืนคร่อมเงาของหลินหวั่นชิว ก้มลงมองผักกาดในตะกร้าด้วยสายตาประเมินค่า

“แม่หนู ผักกาดของเจ้างดงามนัก” เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แววตาพราวระยับ “ใบขาวนวล ก้านอวบใหญ่เช่นนี้ ไม่ได้เห็นมานานแล้วในตลาดไป๋สุ่ย”

หลินหวั่นชิวเพียงเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างสงบ ไม่ได้เอ่ยคำใด นางรอให้เขาแสดงเจตนาที่แท้จริงออกมา

ชายผู้นั้นยิ้มกว้างขึ้น เผยให้เห็นฟันที่ออกจะเหลืองเล็กน้อย “ข้าชื่อว่าสือจิ้น เป็นพ่อค้าที่รับซื้อของส่งให้โรงเตี๊ยมและภัตตาคารใหญ่ๆ ในอำเภอนี้ เห็นว่าผักของเจ้าคุณภาพดี แต่ทำเลที่ตั้งตรงนี้ออกจะอับไปหน่อย เกรงว่าจะขายไม่ได้ราคา”

เขาหยุดเว้นจังหวะ กวาดตามองรอบๆ ที่มีเพียงผู้คนเดินผ่านไปมาอย่างบางตา “เอาเช่นนี้เป็นไร ข้าจะช่วยรับซื้อทั้งหมดเอง ถือว่าช่วยเหลือเด็กสาวเช่นเจ้า ให้ราคาห้าอีแปะต่อหัวเป็นอย่างไร?”

มุมปากของหลินหวั่นชิวเหยียดออกเล็กน้อยอย่างเย้ยหยันในใจ ห้าอีแปะ? แม้แต่ผักกาดที่โดนหนอนแทะและใบเริ่มช้ำในตลาด ยังขายได้ราคาสูงกว่านี้เสียอีก นี่หาใช่การช่วยเหลือไม่ แต่เป็นการฉวยโอกาสกดราคาอย่างน่ารังเกียจที่สุด

“ขอบคุณน้ำใจของท่านพ่อค้าสือ” นางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าแฝงความหนักแน่น “แต่ราคาที่ท่านเสนอนั้น ต่ำกว่าราคาผักเสียหายที่แผงอื่นเสียอีก ผักกาดของข้าปลูกด้วยความใส่ใจ ไร้ร่องรอยแมลงกัดกิน สดใหม่เพียงนี้ คงไม่สามารถขายในราคานั้นได้”

สีหน้าของสือจิ้นเปลี่ยนไปเล็กน้อย ความประหลาดใจฉายชัดในแววตา ไม่คิดว่าเด็กสาวท่าทางซอมซ่อผู้นี้จะกล้าปฏิเสธเขา

“โอ้? แม่หนู เจ้าเพิ่งมาขายของครั้งแรกกระมัง” เขากล่าวพลางหัวเราะในลำคอ “เจ้าไม่รู้หรือว่าการค้าขายมันเป็นอย่างไร การตั้งแผงลอยเช่นนี้ต้องเสียค่าเช่าที่ให้ทางการ แต่ข้ารับซื้อจากเจ้าตรงนี้ เจ้าไม่ต้องเสียอะไรเลยนะ”

“ข้าทราบดี” หลินหวั่นชิวสวนกลับทันควัน “แต่ทำเลของข้าไม่ต้องเสียค่าเช่า และแม้จะต้องเสีย ข้าก็เชื่อว่าผักกาดคุณภาพระดับนี้ย่อมขายได้ราคาที่สมควรได้รับ”

นางก้มลงจัดผักกาดในตะกร้าเบาๆ ราวกับไม่ใส่ใจเขาอีกต่อไป เป็นการแสดงออกอย่างชัดเจนว่าการเจรจาได้สิ้นสุดลงแล้ว

สือจิ้นหน้าตึงขึ้นทันที “เฮอะ! เด็กเมื่อวานซืนไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ คิดว่าผักสวยแล้วจะตั้งราคาตามใจชอบได้รึ ข้าจะรอดูว่าเจ้าจะขายได้สักหัวหรือไม่! อย่าหาว่าข้าไม่เตือน สุดท้ายเจ้าก็ต้องขนผักเน่าๆ กลับบ้านไปกินเองนั่นแหละ!”

เขาสบถออกมาอย่างหัวเสีย สะบัดแขนเสื้อแล้วเดินกระทืบเท้าจากไป ทิ้งท้ายด้วยสายตาดูแคลน

ชาวบ้านที่ตั้งแผงอยู่ไกลออกไปหน่อยเหลือบมองมาอย่างสมเพชระคนอยากรู้อยากเห็น บางคนส่ายหน้าอย่างอ่อนใจกับความดื้อรั้นของเด็กสาวหน้าใหม่

“ช่างไม่รู้อะไรเสียเลย พ่อค้าสือเป็นเจ้าใหญ่ในตลาดนี้ ใครๆ ก็ต้องเกรงใจเขา” เสียงแม่ค้าคนหนึ่งกระซิบกับเพื่อนข้างๆ

หลินหวั่นชิวหาได้ใส่ใจคำนินทาเหล่านั้นไม่ นางรู้ดีว่าการยอมถูกกดราคาในครั้งแรก จะนำมาซึ่งการถูกข่มเหงในครั้งต่อๆ ไปไม่สิ้นสุด นางไม่มีวันยอมให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเด็ดขาด!

นางนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ความคิดแล่นปราดในหัวอย่างรวดเร็ว การนั่งรอต่อไปไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด นางต้องเปลี่ยนกลยุทธ์!

*‘ระบบ เปิดใช้งานฟังก์ชันวิเคราะห์พื้นที่’* นางออกคำสั่งในใจ

[กำลังประมวลผล... วิเคราะห์พื้นที่ตลาดการค้าจินฟาง... เป้าหมาย: ผู้ซื้อรายย่อยที่มีศักยภาพในการซื้อปริมาณมากและไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง... พบเป้าหมายที่เหมาะสม 2 แห่งในระยะ 200 ก้าว]

ภาพแผนที่เล็กๆ ปรากฏขึ้นในมโนสำนึกของนาง มีจุดสีเขียวกะพริบสองจุดในซอยเล็กๆ ที่แยกออกจากถนนสายหลักของตลาด จุดหนึ่งระบุว่าเป็น ‘ร้านบะหมี่เถ้าแก่หลี่’ และอีกจุดคือ ‘โรงเตี๊ยมชุนเฟิง’

ได้การล่ะ! แทนที่จะรอให้ลูกค้าเดินมาหา ข้าเดินไปหาลูกค้าเองเลยดีกว่า!

หลินหวั่นชิวไม่ลังเลแม้แต่น้อย นางลุกขึ้นยืน จัดแจงผ้าคลุมตะกร้าให้เรียบร้อยก่อนจะยกมันขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนอย่างมั่นคง แล้วเดินออกจากมุมอับของตน มุ่งหน้าไปยังทิศทางที่ระบบได้ชี้แนะไว้ทันที โดยไม่เหลียวหลังกลับไปมองสายตาเย้ยหยันของพ่อค้าสืออีก

นางเดินลัดเลาะไปตามทางเดินแคบๆ ของตลาด กลิ่นเครื่องเทศและของสดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ในที่สุดก็มาถึงปากซอยเล็กๆ ที่ดูเงียบสงบกว่าด้านนอกมากนัก ที่หัวมุมซอยมีร้านบะหมี่ขนาดเล็กตั้งอยู่ หน้าร้านมีเพียงโต๊ะไม้เก่าๆ สองสามตัว ควันร้อนกรุ่นและกลิ่นหอมของน้ำแกงกระดูกลอยออกมาเป็นระยะ

ชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง бороหนวดเคราสั้นเกรียนกำลังยืนลวกเส้นบะหมี่อยู่หน้าหม้อทองเหลืองขนาดใหญ่ เขาคือเถ้าแก่หลี่เป็นแน่

หลินหวั่นชิวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วเดินตรงเข้าไป “เถ้าแก่หลี่ รบกวนสักครู่ได้หรือไม่เจ้าคะ?”

เถ้าแก่หลี่เงยหน้าขึ้นจากหม้อบะหมี่ ดวงตาหรี่ปรือเพราะไอร้อนจับจ้องมาที่นาง “มีอันใดรึแม่หนู? จะสั่งบะหมี่หรือ?”

“ข้าไม่ได้มาสั่งบะหมี่เจ้าค่ะ” นางกล่าวพลางวางตะกร้าลงบนโต๊ะว่างตัวหนึ่งอย่างนุ่มนวล แล้วเปิดผ้าคลุมออก “ข้านำผักกาดสดใหม่มาเสนอขาย ไม่ทราบว่าท่านพอจะสนใจหรือไม่?”

แสงแดดยามสายสาดส่องลงมาต้องผักกาดขาวในตะกร้า เผยให้เห็นความสดฉ่ำและอวบใหญ่ของมันอย่างเต็มตา ใบผักซ้อนกันเป็นชั้นๆ ขาวนวลสะอาดสะอ้าน ปลายใบยังคงมีสีเขียวสดใสราวกับเพิ่งเด็ดออกมาจากแปลง

เถ้าแก่หลี่ชะงักไปครู่หนึ่ง ดวงตาที่เคยหรี่ปรือเบิกกว้างขึ้น เขาวางตะกร้อลวกเส้นลง แล้วเดินออกมาจากหลังแผงเพื่อพิจารณาให้ชัดๆ

“โอ้โฮ!” เขาร้องอุทานออกมาเบาๆ มือที่หยาบกร้านจากการทำงานเอื้อมไปสัมผัสใบผักอย่างแผ่วเบา “ผักกาดงามเช่นนี้... ไม่ได้เห็นมานานแล้วจริงๆ”

เขาหันมามองหลินหวั่นชิวด้วยความทึ่ง “แม่หนู เจ้าปลูกเองรึ?”

“เจ้าค่ะ” นางตอบรับอย่างนอบน้อมแต่แฝงความภาคภูมิใจ

เถ้าแก่หลี่พยักหน้าช้าๆ สายตาฉายแววชื่นชม เขาหยิบใบผักชั้นนอกสุดขึ้นมาหนึ่งใบแล้วลองหักดู เสียงดัง ‘เป๊าะ’ ที่สดกรอบกังวานชัดเจนยิ่งกว่าคำบรรยายใดๆ เขาลองส่งปลายใบเข้าปากเคี้ยวช้าๆ รสหวานธรรมชาติและความกรอบฉ่ำของมันทำให้เขาต้องพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

“ดี! ดีมาก!” เขากล่าว “ผักกาดเช่นนี้เหมาะจะใส่ในน้ำแกงบะหมี่ของข้ายิ่งนัก ทั้งยังทำเป็นเครื่องเคียงได้รสเลิศอีกด้วย... ว่ามาเถิด เจ้าจะขายเท่าไหร่?”

“ผักกาดของข้าสดใหม่และมีคุณภาพดีกว่าในตลาดทั่วไป ข้าขอคิดราคาหัวละสิบอีแปะเจ้าค่ะ” หลินหวั่นชิวเสนอราคาที่นางคิดคำนวณมาอย่างดีแล้ว มันสูงกว่าราคาตลาดเล็กน้อย แต่สมเหตุสมผลกับคุณภาพที่เหนือกว่า

เถ้าแก่หลี่ครุ่นคิดเพียงชั่วอึดใจก่อนจะตัดสินใจ “ราคาสมเหตุสมผล ตกลงตามนี้! ในตะกร้านี้มีทั้งหมดกี่หัวรึ?”

“ทั้งหมดสามสิบหัวเจ้าค่ะ”

“ดี! ข้าเหมาทั้งหมด!” เถ้าแก่หลี่ประกาศเสียงดังฟังชัด “เดี๋ยวข้าจะเข้าไปหยิบเงินมาให้ เจ้ารอสักครู่”

หัวใจของหลินหวั่นชิวพองโตขึ้นด้วยความยินดีระคนตื่นเต้น นางทำได้! การค้าครั้งแรกของนางประสบความสำเร็จแล้ว! ไม่นานเถ้าแก่หลี่ก็เดินกลับออกมาพร้อมกับถุงผ้าหนักอึ้ง เขานับเหรียญทองแดงส่งให้นางอย่างไม่บิดพลิ้ว สามร้อยอีแปะเต็มจำนวน

เสียงเหรียญกระทบกันในมือนั้นไพเราะราวกับเสียงดนตรีสวรรค์ มันคือเงินทุนก้อนแรกที่นางหามาได้ด้วยสติปัญญาและสองมือของตนเองในโลกใบนี้ เป็นเครื่องยืนยันว่านางสามารถยืนหยัดได้โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้ใด

“หากคราวหน้ามีผักดีๆ เช่นนี้อีก อย่าลืมนำมาที่ร้านข้านะแม่หนู” เถ้าแก่หลี่กล่าวขณะช่วยนางขนผักลงจากตะกร้า

“แน่นอนเจ้าค่ะเถ้าแก่หลี่ ขอบคุณท่านมาก” หลินหวั่นชิวยิ้มกว้างอย่างจริงใจเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่มาถึงตลาด

นางโค้งคำนับให้เขาอีกครั้งก่อนจะถือตะกร้าเปล่าเดินจากมา ในใจพลางวางแผนขั้นต่อไปทันที ข้าวสารใกล้จะหมดแล้ว ยังมีเครื่องปรุงและของจำเป็นอื่นๆ อีกที่ต้องซื้อ ที่สำคัญที่สุด นางต้องหาเนื้อมาบำรุงร่างกายที่ผ่ายผอมนี้เสียบ้าง

ด้วยเงินสามร้อยอีแปะที่กำแน่นอยู่ในมือ จุดหมายแรกของนางหาใช่ทางกลับหมู่บ้านไม่ แต่เป็นร้านขายข้าวสารที่ใหญ่ที่สุดในตลาด ทว่านางหารู้ไม่ว่า เสียงกระทบกันของเหรียญในมือนางนั้น เดินทางได้เร็วกว่าฝีเท้าของนางเอง และกำลังจะนำพายุลูกใหม่พัดตรงไปยังกระท่อมปลายนาของนางในไม่ช้า