ตอนที่ 8

***บทที่ 8: ก้าวแรกสู่ตลาดอำเภอไป๋สุ่ย***

เมฆดำทะมึนแห่งความอาฆาตที่หลินเจียวเจียวทิ้งไว้ยังไม่ทันจางหาย หลินหวั่นชิวก็ตระหนักได้ในทันทีว่านางไม่มีเวลาให้สิ้นเปลืองอีกต่อไปแล้ว คำขู่ของญาติผู้น้องเปรียบดั่งแส้ที่เฆี่ยนตีให้จิตใจของนางตื่นตัวอย่างถึงที่สุด การรอให้ภัยมาถึงตัวมิใช่วิสัยของคนจากยุคอนาคต!

นางสูดลมหายใจลึก ขจัดความขุ่นมัวทิ้งไป ก่อนจะเพ่งสมาธิไปยังมิติส่วนตัวที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในจิตสำนึก

“ระบบ รายงานสถานะของพืชผลในแปลง”

เสียงสังเคราะห์อันราบเรียบของ AI ดังก้องขึ้นในห้วงความคิดของนางทันที

[รายงาน: ผักกาดขาวสายพันธุ์ปรับปรุงโตเต็มที่ 100% คุณภาพใบอยู่ในระดับสูงสุด อัตราความชื้นสมบูรณ์ เหมาะแก่การเก็บเกี่ยวเพื่อจำหน่าย]

แววตาของหลินหวั่นชิวทอประกายเด็ดเดี่ยว “ดีมาก!”

นางไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว ร่างบางระหงรีบตรงไปยังมุมกระท่อม คว้าตะกร้าไม้ไผ่สานใบใหญ่ที่สุดที่พอจะหาได้ขึ้นมา ก่อนจะหลับตาลงและส่งจิตของตนเองเข้าสู่มิติฟาร์มอีกครั้ง

ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำให้นางใจชื้นขึ้นเป็นกอง ผืนดินสีดำขลับที่เคยว่างเปล่า บัดนี้กลับถูกปกคลุมไปด้วยผักกาดขาวอวบใหญ่หลายสิบหัว แต่ละหัวมีใบสีเขียวอ่อนซ้อนกันแน่นหนาจนดูอวบอิ่มน่ามอง บนใบยังมีหยาดน้ำค้างเกาะพราวราวกับไข่มุกเม็ดงาม ช่างแตกต่างจากผักที่ขายตามท้องตลาดทั่วไปราวฟ้ากับดิน

ด้วยความช่วยเหลือของระบบที่ปรับปรุงสายพันธุ์และวารีหล่อเลี้ยงที่ได้รับมา ผักกาดเหล่านี้จึงเติบโตอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด หลินหวั่นชิวไม่รอช้า นางลงมือเก็บเกี่ยวผักกาดที่งามที่สุดอย่างเบามือ บรรจงเรียงมันลงในตะกร้าจนเกือบเต็ม เหลือที่ว่างไว้เล็กน้อยสำหรับคลุมด้วยผ้าเก่าเพื่อปิดบังสายตาผู้คน

เมื่อเตรียมการทุกอย่างพร้อมสรรพ แสงแห่งรุ่งอรุณแรกก็เริ่มจับขอบฟ้า หลินหวั่นชิวสะพายตะกร้าซึ่งหนักอึ้งขึ้นหลัง ความมุ่งมั่นฉายชัดในแววตาของนาง ระยะทางสิบลี้จากหมู่บ้านชิงซีสู่อำเภอไป๋สุ่ยนั้นไม่ใช่น้อยๆ สำหรับหญิงสาวที่ร่างกายยังไม่ฟื้นฟูเต็มที่ ทว่าความจนและความปรารถนาที่จะเอาชีวิตรอดได้ผลักดันให้นางก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างไม่ย่อท้อ

ตลอดเส้นทางลูกรังขรุขระ หยาดเหงื่อเริ่มผุดซึมตามไรผม แต่หลินหวั่นชิวเพียงใช้หลังมือปาดมันทิ้งอย่างไม่ใส่ใจ ในหัวของนางมีเพียงเป้าหมายเดียวคือต้องขายผักกาดเหล่านี้ให้ได้เงิน เพื่อซื้อเสบียง เพื่อสะสมทุน และเพื่อสร้างเกราะป้องกันตนเองจากตระกูลลุงที่จ้องจะขย้ำนางทุกขณะ

หลังจากเดินเท้ามาเกือบสองชั่วยาม ในที่สุดกำแพงเมืองของอำเภอไป๋สุ่ยก็ปรากฏแก่สายตา หลินหวั่นชิวเร่งฝีเท้าขึ้นอีกเล็กน้อย ความตื่นเต้นระคนประหม่าปรากฏขึ้นในใจ นี่คือก้าวแรกของนางในสมรภูมิการค้าแห่งนี้

ทันทีที่นางก้าวผ่านประตูเมืองเข้าไป เสียงจอแจของผู้คนก็ปะทะเข้าใส่ราวกับคลื่นถาโถม ตลาดสดยามเช้าของอำเภอไป๋สุ่ยนั้นคึกคักกว่าที่นางจินตนาการไว้มากนัก เสียงต่อรองราคา เสียงเรียกลูกค้าจากเหล่าพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่ดังเซ็งแซ่ไม่ขาดสาย กลิ่นดิน กลิ่นผักสด และกลิ่นอาหารที่ปรุงสุกใหม่ลอยคละคลุ้งอยู่ในอากาศ

นางเดินสำรวจไปตามทางเดินแคบๆ สายตากวาดมองแผงค้าต่างๆ อย่างรวดเร็ว ที่ตั้งทำเลดีบริเวณหน้าตลาดและใจกลางตลาดล้วนถูกจับจองโดยพ่อค้าแม่ค้าขาประจำจนหมดสิ้น พวกเขามีแผงค้าเป็นหลักแหล่ง บ้างก็เป็นร้านค้าถาวร การที่คนหน้าใหม่อย่างนางจะเข้าไปแทรกนั้นเป็นไปไม่ได้เลย

“ผักเขียวๆ สดๆ จ้า! กำละสองอีแปะเท่านั้น!”

“หมั่นโถวร้อนๆ เพิ่งออกจากเตาเลยจ้ะนายท่าน!”

หลินหวั่นชิวเดินพลางเงี่ยหูฟังราคาจากแผงผักใกล้เคียง นางพบว่าราคาผักสดในช่วงนี้ค่อนข้างดีทีเดียว

“แม่นาง ปีนี้ฝนฟ้าไม่ค่อยเป็นใจ ผักในไร่เสียหายไปเยอะ ราคาเลยขยับขึ้นมาบ้าง หากเจ้ามีของดีมาขาย ก็น่าจะได้ราคา” เสียงของหญิงวัยกลางคนที่กำลังเลือกซื้อผักดังขึ้นข้างๆ ทำให้นางได้ข้อมูลสำคัญ

เป็นไปตามที่คาด! ภาวะฝนทิ้งช่วงเล็กน้อยกลับกลายเป็นโอกาสทองของนาง หลินหวั่นชิวรู้สึกใจชื้นขึ้นมาอีกครั้ง นางกระชับตะกร้าในมือแน่นและเดินลึกเข้าไปยังท้ายตลาด ที่ซึ่งมีเพียงพื้นที่ว่างเล็กๆ ข้างกำแพงเมืองเก่าที่ยังไม่มีผู้ใดจับจอง

แม้จะเป็นมุมอับที่ผู้คนเดินผ่านน้อยกว่า แต่สำหรับนางในยามนี้ มันคือทำเลที่ดีที่สุดแล้ว หลินหวั่นชิววางตะกร้าลงอย่างระมัดระวัง นางหยิบผ้าผืนเก่าที่ใช้คลุมออก เผยให้เห็นผักกาดขาวอวบใหญ่ สดใหม่สะคราญตาที่เรียงซ้อนกันอยู่ภายใน

ความงดงามและสดใหม่ของผักกาดนั้นโดดเด่นเกินใคร แม้จะวางอยู่บนพื้นดิน แต่ก็ไม่อาจบดบังคุณภาพอันเหนือชั้นของมันได้เลยแม้แต่น้อย

นางนั่งลงบนก้อนหินเล็กๆ ข้างตะกร้า เตรียมพร้อมที่จะเปิดการค้าครั้งแรกในชีวิตใหม่นี้ด้วยหัวใจที่เต้นระทึก สายตาของนางกวาดมองผู้คนที่เดินผ่านไปมาอย่างมีความหวัง แม้จะมีหลายคนที่เหลือบมอง แต่ก็ยังไม่มีใครหยุดถาม

เวลาผ่านไปราวครึ่งก้านธูป ความกังวลเริ่มก่อตัวขึ้นในใจของหลินหวั่นชิว หรือว่าทำเลของนางจะแย่เกินไป? หรือผักของนางจะไม่มีใครสนใจ?

ทันใดนั้นเอง ขณะที่นางกำลังครุ่นคิดด้วยใจว้าวุ่น ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งในอาภรณ์คล้ายพ่อครัวของโรงเตี๊ยมใหญ่ก็เดินผ่านมา สายตาของเขาชำเลืองมองมาทางนางอย่างไม่ตั้งใจ ก่อนจะพลันชะงักงันและเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย

เขาขมวดคิ้วราวกับไม่เชื่อสายตาตนเอง ก่อนจะเปลี่ยนทิศทางเดินตรงมายังมุมเล็กๆ ของนางอย่างไม่ลังเล สายตาของเขานั้นจับจ้องอยู่ที่ผักกาดในตะกร้าของหลินหวั่นชิวไม่วางตา ราวกับได้พบเจอสมบัติล้ำค่าที่ตามหามานาน