ตอนที่ 7
***บทที่ 7: ทดลองปลูกในมิติและสายตาแห่งความริษยา***
เสียงแหลมเล็กที่เต็มไปด้วยโทสะของจางชุ่ยฮวายังคงดังก้องมาจากทางเดิน แต่ดูเหมือนเป้าหมายของนางจะไม่ใช่กระท่อมท้ายหมู่บ้านหลังนี้ เสียงสบถด่าและเสียงเด็กร้องไห้ค่อยๆ เคลื่อนห่างออกไปจนเงียบหายไปในที่สุด
หลี่มู่หยางขมวดคิ้วเล็กน้อย วางชามกระเบื้องที่ว่างเปล่าลงบนพื้นดิน “ดูเหมือนป้าสะใภ้ของเจ้าจะอารมณ์ไม่ดีเช่นเคย”
“เป็นเช่นนี้เสมอ” หลินหวั่นชิวตอบเรียบๆ พลางเก็บชามของตนเองขึ้นมา ในใจกลับรู้สึกโล่งอกที่พายุยังไม่พัดมาถึงตัวในตอนนี้ นางเหลือบมองพรานหนุ่มผู้มีบุญคุณ “ขอบคุณท่านหลี่อีกครั้งสำหรับทุกสิ่งในวันนี้ หากไม่มีท่าน ข้าคง...”
“เจ้าช่วยชีวิตข้า ข้าเพียงตอบแทนน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ” หลี่มู่หยางตัดบท เขาหยิบขวานที่พิงไว้กับต้นไม้ขึ้นมา “ที่ดินตรงนั้นข้าถางวัชพืชออกให้แล้ว พรุ่งนี้เจ้าคงเริ่มขุดดินได้ ข้าจะกลับก่อน ฟ้าใกล้จะมืดเต็มที”
กล่าวจบเขาก็หันหลังเดินจากไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงแผ่นหลังกว้างและเงาร่างสูงใหญ่ที่ค่อยๆ กลืนหายไปกับความมืดมิดของผืนป่า
เมื่อแน่ใจว่าหลี่มู่หยางจากไปไกลแล้ว หลินหวั่นชิวจึงรีบกลับเข้ากระท่อมและปิดประตูลงกลอนอย่างแน่นหนา นางไม่รอช้า เอ่ยคำสั่งในใจด้วยความตื่นเต้น “ระบบ! นำข้าเข้าสู่มิติ!”
เพียงพริบตา ทิวทัศน์รอบกายก็พลันเปลี่ยนไป กระท่อมซอมซ่อหายวับไป กลายเป็นผืนดินสีดำสนิทอันกว้างใหญ่ขนาดหนึ่งหมู่ แวดล้อมด้วยม่านหมอกสีขาวขุ่น พื้นที่มิติขั้นที่หนึ่ง ‘ดินฐานราก’ นั้นเงียบสงบและว่างเปล่า ทว่ากลับเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาที่สัมผัสได้
หลินหวั่นชิวก้มลงหยิบเมล็ดพันธุ์ผักกาดห่อเล็กๆ ที่นางแลกมาจากระบบออกมาจากอกเสื้อ นี่คือสมบัติล้ำค่าที่สุดของนางในยามนี้
“ระบบ ข้าควรหว่านเมลล็ดพวกนี้อย่างไรจึงจะดีที่สุด?”
[ติ๊ง! คำแนะนำจากระบบ: ดินฐานรากในมิติขั้นที่ 1 มีความอุดมสมบูรณ์สูง สามารถหว่านเมล็ดได้โดยตรง ไม่จำเป็นต้องเตรียมดินหรือใส่ปุ๋ยเพิ่มเติม อัตราการงอก 99.99%]
“ยอดเยี่ยม!”
นางไม่ลังเลอีกต่อไป ค่อยๆ บรรจงโรยเมล็ดผักกาดสีน้ำตาลเข้มลงบนผืนดินสีดำอย่างเป็นระเบียบ จากนั้นจึงใช้มือกลบดินบางๆ ราวกับกำลังปลูกสมบัติล้ำค่าที่สุดในชีวิต
ทันทีที่เมล็ดสุดท้ายถูกกลบ เสียงของระบบก็ดังขึ้นอีกครั้ง
[ติ๊ง! ตรวจพบการเพาะปลูกครั้งแรกในมิติ เปิดใช้งานคุณสมบัติพิเศษของดินฐานราก: อัตราการเจริญเติบโตของพืชผล +300% ระยะเวลาเก็บเกี่ยวผักกาดโดยประมาณ: 7 วัน]
ดวงตาของหลินหวั่นชิวเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง! เร็วกว่าปกติถึงสามเท่า! ผักกาดทั่วไปต้องใช้เวลาเกือบเดือนกว่าจะเก็บเกี่ยวได้ แต่นี่ใช้เวลาเพียงเจ็ดวัน! นี่มันไม่ใช่แค่การทำฟาร์มแล้ว แต่มันคือปาฏิหาริย์!
“ระบบ... หากข้าปลูกผักกาดชุดนี้เสร็จในเจ็ดวัน ข้าจะมีผักไปขายที่ตลาด แต่หลังจากนั้นเล่า? ข้าไม่อยากให้มีช่วงเวลาที่ขาดตอน” นางเอ่ยถามด้วยความรอบคอบ ความคิดที่จะสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องผุดขึ้นในหัว
[ติ๊ง! กำลังประมวลผลคำขอ... สร้างแผนการเพาะปลูกหมุนเวียน แนะนำให้โฮสต์แบ่งพื้นที่ 1 หมู่ ออกเป็น 4 ส่วน ทำการเพาะปลูกสัปดาห์ละ 1 ส่วน ด้วยวิธีนี้โฮสต์จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตเพื่อนำไปขายได้ทุกสัปดาห์อย่างต่อเนื่อง]
แผนภาพสี่เหลี่ยมปรากฏขึ้นในอากาศเบื้องหน้านาง แสดงการแบ่งพื้นที่อย่างชัดเจน ความคิดอันแยบยลนี้ทำให้นางรู้สึกเหมือนมีที่ปรึกษาการเกษตรชั้นยอดอยู่ข้างกาย หลินหวั่นชิวยิ้มกว้างออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ อนาคตที่สดใสกำลังรอนางอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม
นางออกจากมิติด้วยหัวใจที่พองโต วันต่อมา เพื่อไม่ให้เป็นที่น่าสงสัย หลินหวั่นชิวจึงใช้เวลาเกือบทั้งวันขุดดินและขึ้นแปลงผักเล็กๆ บริเวณที่หลี่มู่หยางช่วยถางหญ้าให้ เหงื่อไหลไคลย้อยอาบสองแก้ม แต่แววตาของนางกลับเปี่ยมไปด้วยความหวัง นางตักน้ำจากลำธารใกล้ๆ มาค่อยๆ รดแปลงดินที่ว่างเปล่านั้นอย่างขะมักเขม้น สร้างภาพว่านางกำลังเตรียมการเพาะปลูกเหมือนชาวบ้านทั่วไป
ขณะที่นางกำลังก้มหน้าก้มตาทำงานอยู่นั้นเอง เงาตะคุ่มหนึ่งก็ปรากฏขึ้นที่รั้วไม้ไผ่ผุพัง
“โอ้โห ดูท่าทางขยันขันแข็งดีนี่”
เสียงเยาะหยันที่คุ้นเคยดังขึ้น หลินหวั่นชิวเงยหน้าขึ้นช้าๆ สบตากับหลินเจียวเจียว ลูกสาวคนเดียวของจางชุ่ยฮวาที่กำลังยืนกอดอกมองนางด้วยสายตาดูแคลน
ทว่าแววตาดูแคลนนั้นกลับฉายแววประหลาดใจระคนริษยาออกมาอย่างปิดไม่มิด หลินเจียวเจียวคาดหวังว่าจะได้เห็นลูกพี่ลูกน้องของตนนอนซมรอความตายอยู่ในกระท่อมเน่าๆ แต่นางกลับได้เห็นหลินหวั่นชิวที่มีสีหน้าดูดีขึ้นเล็กน้อย กำลังขะมักเขม้นทำงานในที่ดินที่ถูกถางจนสะอาดสะอ้าน แถมยังมีกลิ่นหอมของอาหารเลิศรสบางอย่างที่ยังคงลอยอวลจางๆ อยู่ในอากาศ
“มีธุระอันใดรึ” หลินหวั่นชิวถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ นางไม่เสียเวลาต่อปากต่อคำกับคนผู้นี้
“ไม่มีธุระ! ข้าแค่เดินผ่านมา เห็นว่าบางคนถูกไล่ออกจากบ้านแล้วยังทำตัวมีความสุขได้อีก” หลินเจียวเจียวเบ้ปาก แต่จมูกของนางกลับขยับสูดกลิ่นฟุดฟิด “เมื่อวานเจ้าทำอะไรกิน? หอมไปถึงบ้านข้าเลยนะ หรือว่าไปขโมยของใครมาอีกแล้ว?”
“อาหารของข้า ข้าหามาเองด้วยความสุจริต ไม่ได้แบมือขอใครกินเหมือนบางคน” หลินหวั่นชิวตอบกลับอย่างเยือกเย็น ก่อนจะก้มลงจัดการพรวนดินในแปลงต่อ ไม่แม้แต่จะชายตามองอีกฝ่าย
คำตอบของหลินหวั่นชิวแทงใจดำหลินเจียวเจียวอย่างจัง นางกำหมัดแน่นด้วยความโกรธระคนอิจฉา ภาพของหลินหวั่นชิวที่ดูไม่เดือดเนื้อร้อนใจ กลับมีที่ทางเป็นของตนเองและยังมีอาหารดีๆ กิน ช่างขัดกับภาพหญิงสาวผู้น่าสมเพชที่นางและแม่คาดหวังไว้ลิบลับ
ความอัปยศที่ถูกตอกกลับ ความริษยาที่เห็นอีกฝ่ายดูดีเกินคาด และความสงสัยในที่มาของกลิ่นอาหารหอมหวนนั้นผสมปนเปกันจนใบหน้าของหลินเจียวเจียวบิดเบี้ยว
“ดี! ดีมาก! เจ้าทำเป็นปากเก่งไปเถอะ!” นางตะคอกเสียงแหลม “ข้าจะไปฟ้องท่านแม่! แล้วเราจะได้เห็นดีกัน!”
สิ้นคำ หลินเจียวเจียวก็หันหลังกลับและวิ่งจากไปทันที ทิ้งไว้เพียงสายตาอาฆาตแค้นและคำขู่ที่ลอยตามลมมา... สัญญาณอันตรายระลอกใหม่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว และเป้าหมายของมันก็คือกระท่อมเล็กๆ หลังนี้อย่างไม่ต้องสงสัย