ตอนที่ 6

***บทที่ 6: การร่วมมือถางหญ้าและอาหารมื้อตอบแทน***

เงาร่างสูงใหญ่ภายใต้แสงจันทร์หยุดชะงักฝีเท้าเมื่อสัมผัสได้ถึงจิตสังหารอันเยียบเย็นที่แผ่ออกมาจากกระท่อมซอมซ่อเบื้องหน้า สตรีร่างบางที่ยืนอยู่ตรงปากประตู แม้จะอยู่ในอาภรณ์ขาดวิ่น แต่กลับกุมมีดทำครัวไว้ในมืออย่างมั่นคง ดวงตาคู่สวยสะท้อนแสงจันทร์เป็นประกายกล้า ไม่มีความหวาดหวั่นแม้แต่น้อย

“ผู้ใดกัน!” น้ำเสียงของหลินหวั่นชิวเฉียบขาด “หากก้าวเข้ามาอีกก้าวเดียว ข้าไม่ปรานีแน่!”

บุรุษผู้นั้นมิได้ตระหนก เขายกมือข้างหนึ่งขึ้นช้าๆ เป็นสัญญาณว่าไม่มีเจตนาคิดร้าย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “แม่นางใจเย็นก่อน ข้าเพียงแค่เดินทางกลับจากภูเขาหมอกเร้น”

เมื่อเขาขยับเข้ามาใกล้ขึ้นอีกเล็กน้อย แสงจันทร์ก็เผยให้เห็นใบหน้าคมคายและเค้าโครงที่คุ้นตา หลินหวั่นชิวพลันเบิกตากว้าง...นี่คือพรานหนุ่มผู้ที่เคยช่วยเหลือนางจากเงื้อมมือของจางชุ่ยฮวา!

“ท่าน...คือคุณชายหลี่” นางลดมีดในมือลง แต่ยังไม่คลายความระแวดระวังทั้งหมด

หลี่มู่หยางพยักหน้าเล็กน้อย สายตาคมกริบของเขากวาดมองสภาพรอบกระท่อมและตัวนางอย่างรวดเร็ว “ดึกดื่นป่านนี้แล้ว เหตุใดยังไม่พักผ่อนอีก” เขาเหลือบไปเห็นขวานของตนที่พาดอยู่บนบ่า แล้วจึงตระหนักได้ถึงสาเหตุที่ทำให้นางตื่นตัวถึงเพียงนี้ จึงรีบวางมันลงพิงกับต้นไม้ใกล้ๆ

“ข้าเพียงออกมาสูดอากาศ” หลินหวั่นชิวตอบสั้นๆ ก่อนจะถามกลับ “แล้วท่านเล่า เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่ได้”

“ข้าเพิ่งกลับจากการตรวจดูกับดักบนเขา” เขาชี้ไปยังทิศภูเขาหมอกเร้นที่อยู่เบื้องหลัง “กระท่อมของเจ้าอยู่บนเส้นทางพอดิบพอดี”

บทสนทนาจบลงเพียงเท่านั้น ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงหรีดหริ่งเรไรที่ดังระงม หลินหวั่นชิวรู้สึกได้ว่าบุรุษผู้นี้แตกต่างจากชาวบ้านคนอื่นๆ เขาไม่แสดงท่าทีดูแคลนหรือสมเพชในชะตากรรมของนาง มีเพียงความสงบนิ่งที่ยากจะหยั่งถึงในแววตา

“ขอบคุณท่านอีกครั้งสำหรับเรื่องเมื่อตอนกลางวัน” นางเอ่ยทำลายความเงียบ “ราตรีสวัสดิ์ คุณชายหลี่” กล่าวจบนางก็หมุนตัวกลับเข้ากระท่อมและปิดประตูลงกลอนทันที ทิ้งให้หลี่มู่หยางยืนมองบานประตูที่ปิดสนิทอยู่เพียงลำพัง

รุ่งอรุณวันใหม่มาเยือน แสงตะวันสีทองสาดส่องปลุกทุกสรรพชีวิต หลินหวั่นชิวไม่รอช้า นางจัดการกับอาหารเช้าง่ายๆ ที่เป็นเพียงน้ำข้าวกับผักป่าต้ม แล้วจึงหยิบจอบเก่าๆ ที่พิงอยู่มุมกระท่อมออกมาเผชิญหน้ากับดงหญ้ารกชัฏที่ล้อมรอบ

สภาพของดินเป็นไปตามที่ระบบวิเคราะห์ทุกประการ วัชพืชขึ้นหนาแน่นและมีรากลึกแข็งแรง การขุดแต่ละครั้งต้องใช้แรงอย่างมหาศาล ผ่านไปเพียงหนึ่งชั่วยาม (2 ชั่วโมง) นางก็เหงื่อโทรมกาย ฝ่ามือที่บอบบางเริ่มมีรอยแดงและพองใส แต่พื้นที่ที่ถางไปได้นั้นกลับมีเพียงหย่อมเล็กๆ เท่านั้น

“ฮึบ!” นางกัดฟันสู้ต่อ ขุดจอบลงไปในดินอีกครั้ง แต่คราวนี้จอบกลับสะดุดกับรากไม้ขนาดใหญ่จนนางเสียหลักเซถอยหลังไปสองก้าว

“ลำพังเจ้าคงต้องใช้เวลาเป็นเดือน”

เสียงทุ้มที่คุ้นเคยดังขึ้นจากด้านหลัง หลินหวั่นชิวหันขวับไปมองก็พบหลี่มู่หยางยืนกอดอกพิงต้นไม้อยู่ไม่ไกล บนบ่าของเขายังคงมีขวานเล่มเดิมพาดอยู่

“ที่ดินรกร้างเช่นนี้ยังเป็นที่ซ่อนของอสรพิษและสัตว์ป่า การถางหญ้าและล้อมรั้วคือสิ่งแรกที่ต้องทำ” เขาเอ่ยเรียบๆ

หลินหวั่นชิวยืดตัวตรง เช็ดเหงื่อบนหน้าผาก “ข้าทราบดี แต่ข้าไม่มีทางเลือก ท่านมีธุระอันใดหรือ?” นางยังคงระวังตัว ไม่ต้องการให้ใครเห็นความอ่อนแอ

หลี่มู่หยางเดินตรงเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าดงหญ้า “ข้าพอมีเวลาว่างและกำลังเหลืออยู่บ้าง ให้ข้าช่วยเถิด ถือว่าเป็นการผูกมิตรกับเพื่อนบ้านคนใหม่”

ไม่รอนางตอบรับ เขาก็เหวี่ยงขวานในมือเข้าฟันฉับไปยังกอหญ้าคาที่หนาที่สุด เสียงคมขวานตัดผ่านต้นหญ้าดังสะบัดขาดหู หญ้าคาที่เคยแข็งเหมือนลวดเหล็กพลันขาดสะบั้นลงอย่างง่ายดายในพริบตา

หลินหวั่นชิวอ้าปากค้างเล็กน้อย พลังของเขามหาศาลนัก!

เมื่อเห็นว่าเขาเริ่มลงมือแล้ว นางก็ไม่คิดจะเกี่ยงงอนอีกต่อไป “เช่นนั้น...รบกวนคุณชายหลี่แล้ว”

การร่วมมือกันเริ่มต้นขึ้นอย่างเงียบๆ หลี่มู่หยางรับหน้าที่จัดการกับวัชพืชต้นใหญ่และเถาวัลย์ที่แข็งแรง ส่วนหลินหวั่นชิวก็ใช้จอบและมีดพร้าคอยเก็บกวาดต้นเล็กๆ และรวบรวมเศษหญ้าที่ตัดแล้วไปกองรวมกัน แม้จะไม่มีบทสนทนาใดๆ แต่การทำงานกลับเข้าขากันอย่างน่าประหลาด

ห่างออกไปบนเนินดินเล็กๆ ริมทางเดินเข้าหมู่บ้าน ร่างของเด็กสาวผู้หนึ่งกำลังแอบมองเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยความประหลาดใจ หลี่มู่เสวี่ยขยี้ตาตัวเองซ้ำๆ เพื่อให้แน่ใจว่านางไม่ได้ตาฝาด พี่ชายของนางที่ปกติไม่เคยสนใจเรื่องของใคร กำลังช่วยงานหญิงสาวที่ถูกขับออกจากตระกูลหลินอย่างขะมักเขม้น!

“พี่ใหญ่...กำลังช่วยนางคนนั้นหรือ?” นางพึมพำกับตัวเองด้วยความไม่อยากจะเชื่อ นางเห็นพี่ชายเดินออกจากบ้านพร้อมขวานแต่เช้า นึกว่าจะเข้าป่าไปหาฟืน ที่ไหนได้กลับมาช่วยงานสตรีที่นี่!

หลี่มู่เสวี่ยยืนมองอยู่ครู่หนึ่ง ความสงสัยฉายชัดในแววตา ก่อนจะรีบหมุนตัววิ่งกลับเข้าหมู่บ้านไป บางทีเรื่องนี้นางอาจจะต้องเก็บไว้สังเกตการณ์ต่อไปเงียบๆ ก่อน

เมื่อเวลาล่วงเลยไปจนถึงยามบ่าย พื้นที่รอบกระท่อมที่เคยรกชัฏก็แปรเปลี่ยนเป็นลานดินโล่งเตียนไปกว่าครึ่ง หลี่มู่หยางยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น เขาเดินหายเข้าไปในป่าไผ่ข้างๆ ครู่ใหญ่ ก่อนจะกลับมาพร้อมกับลำไม้ไผ่ตรงสวยหลายสิบลำ

“ข้าจะทำรั้วชั่วคราวให้ อย่างน้อยก็กันพวกหมูป่ากับกระต่ายได้” เขาบอกสั้นๆ แล้วลงมือใช้ขวานตัดและผ่าไม้ไผ่ด้วยความชำนาญ หลินหวั่นชิวก็รีบเข้าไปช่วยหยิบจับและส่งเครื่องมือเท่าที่พอจะทำได้

ไม่นานนัก รั้วไม้ไผ่ที่ถูกสานขัดกันอย่างเรียบง่ายแต่แข็งแรงก็ล้อมรอบพื้นที่กระท่อมและลานดินที่เพิ่งถางเสร็จ กลายเป็นเขตแดนส่วนตัวที่ดูปลอดภัยขึ้นมาทันที

หลินหวั่นชิวมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกตื้นตัน นางโค้งคำนับให้เขาอย่างจริงใจ “ขอบคุณคุณชายหลี่มากสำหรับน้ำใจในวันนี้ หากไม่มีท่าน ข้าคงทำไม่ได้ถึงเพียงนี้”

“เรื่องเล็กน้อย” เขาตอบพลางเช็ดเหงื่อบนใบหน้า

“ท่านทำงานหนักมาทั้งวัน โปรดรอสักครู่ ให้ข้าได้ทำอาหารเล็กๆ น้อยๆ เพื่อเป็นการตอบแทนเถิด” นางยืนกราน เมื่อเห็นเขาทำท่าจะปฏิเสธ นางก็รีบเอ่ยดักคอ “หากท่านไม่รับน้ำใจจากข้า ข้าคงรู้สึกติดค้างท่านไปตลอดแน่”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่มู่หยางจึงพยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้

หลินหวั่นชิวรีบกลับเข้ากระท่อม นางแสร้งทำเป็นค้นหาข้าวของ ก่อนจะแอบเรียกใช้ระบบในใจ ‘ระบบ ข้ามีข้าวสาร เนื้อแห้ง และผักป่าจากในมิติ ช่วยแนะนำวิธีปรุงอาหารที่ง่ายแต่ให้รสชาติเลิศล้ำที่สุดสำหรับฟื้นฟูกำลังที’

[รับทราบ กำลังประมวลผล... แนะนำ: เมนู ‘ข้าวอบเนื้อสมุนไพร’ ใช้ไอน้ำจากบ่อน้ำพุวิญญาณเจือจาง (ขั้นที่ 2) เพื่อคืนความนุ่มให้เนื้อแห้งในพริบตา จากนั้นนำไปอบพร้อมข้าวและสมุนไพรพื้นบ้านเพื่อชูกลิ่นหอมและสรรพคุณทางยา]

หลินหวั่นชิวใจกระตุก ‘แต่...มิติของข้ายังอยู่แค่ขั้นที่ 1 นี่นา?’

[ระบบตรวจสอบพบว่าโฮสต์ได้สร้างคุณูปการต่อสิ่งแวดล้อม (การถางที่) และสร้างพันธมิตรเบื้องต้น ระบบจึงมอบรางวัลทดลองใช้ฟังก์ชัน ‘วารีหล่อเลี้ยง’ เป็นการชั่วคราว]

ดวงตาของหลินหวั่นชิวเป็นประกายวูบ! นางไม่รอช้า รีบจัดการตามที่ระบบแนะนำอย่างรวดเร็ว กลิ่นหอมหวนของข้าวที่อบกับเนื้อและสมุนไพรก็เริ่มลอยฟุ้งออกมาจากกระท่อมอย่างรวดเร็ว

หลี่มู่หยางที่นั่งพักอยู่ด้านนอกถึงกับขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ กลิ่นนี้...หอมหวนชวนให้น้ำลายสออย่างน่าประหลาด มันไม่ใช่กลิ่นอาหารธรรมดาทั่วไป

ไม่นานนัก หลินหวั่นชิวก็ยกชามกระเบื้องสองใบออกมา ใบหนึ่งยื่นให้เขา อีกใบเป็นของตนเอง ในชามคือข้าวสวยร้อนๆ ที่เรียงเม็ดสวยงาม โปะด้วยเนื้อที่ดูนุ่มชุ่มฉ่ำและผักสีเขียวสด

หลี่มู่หยางรับชามมาด้วยความรู้สึกเกรงใจ แต่ทันทีที่เขาตักคำแรกเข้าปาก ดวงตาที่สงบนิ่งมาตลอดวันก็พลันเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย!

รสชาติเช่นนี้...ข้าวหอมนุ่มละมุนลิ้น เนื้อที่ควรจะแห้งแข็งกลับนุ่มราวกับเพิ่งแล่มาสดๆ ทั้งยังมีรสชาติเข้มข้นแทรกซึมอยู่ในทุกอณู ยิ่งเคี้ยวยิ่งมีกลิ่นหอมของสมุนไพรกรุ่นอยู่ในโพรงจมูก เขาเป็นพรานป่าที่กินของป่าและเนื้อตากแห้งมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่เคยมีครั้งใดที่ได้ลิ้มรสชาติอันน่าทึ่งเช่นนี้มาก่อน

“ฝีมือการทำอาหารของเจ้า...ยอดเยี่ยมอย่างไม่น่าเชื่อ” เขาเอ่ยชมจากใจจริงหลังจากที่จัดการข้าวในชามไปเกือบครึ่ง

“เป็นเพียงอาหารบ้านๆ ท่านหลี่อย่าได้เกรงใจ” หลินหวั่นชิวตอบด้วยรอยยิ้มบางๆ ในใจแอบขอบคุณระบบของนางยกใหญ่

ขณะที่บรรยากาศกำลังเป็นไปด้วยดีนั้นเอง...

“ไปให้พ้นนะ! เจ้าเด็กบ้า! กล้าดียังไงมาด้อมๆ มองๆ แถวนี้!”

เสียงแหลมเล็กที่เต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดดังลั่นขึ้นจากทางเดินที่ทอดมาจากหมู่บ้าน ตามมาด้วยเสียงร้องไห้จ้าของเด็กคนหนึ่ง ทั้งหลินหวั่นชิวและหลี่มู่หยางต่างวางชามในมือลงพร้อมกันและหันขวับไปยังต้นตอของเสียงทันที

น้ำเสียงนั้น...พวกเขาจำได้ดี มันคือเสียงของจางชุ่ยฮวา! และดูเหมือนว่านางกำลังมุ่งตรงมายังกระท่อมของหลินหวั่นชิว