ตอนที่ 5

***บทที่ 5: ปลดล็อกมิติขั้นที่ 1: ดินฐานราก***

หลินหวั่นชิวใจกระตุกวูบ ร่างกายที่เพิ่งผ่อนคลายจากความตึงเครียดกลับแข็งเกร็งขึ้นมาอีกครั้ง มีดทำครัวในมือถูกกุมแน่นขึ้นโดยสัญชาตญาณ นางหันขวับจ้องมองไปยังเงาร่างสูงโปร่งที่ยืนสงบนิ่งอยู่ใต้ร่มไม้ไม่ไกลนัก บุรุษผู้นั้นสวมอาภรณ์สีเข้มเรียบง่าย แต่กลับไม่อาจบดบังเรือนร่างสูงใหญ่และท่วงท่าอันมั่นคงดุจขุนเขาได้

สายตาคมกริบคู่นั้นจับจ้องมาที่นางอย่างประเมิน มิได้มีความตกตะลึงหรือสอดรู้สอดเห็นอย่างชาวบ้านทั่วไป แต่เป็นความนิ่งสงบที่ราวกับได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ

เขาคือพรานหนุ่มที่เคยช่วยนางไว้เมื่อหลายวันก่อน...หลี่มู่หยาง

เมื่อเห็นว่านางสังเกตเห็นเขาแล้ว บุรุษผู้นั้นก็มิได้หลบสายตาหรือมีท่าทีลุกลี้ลุกลน เขาก้าวออกจากเงาไม้ช้าๆ เผยให้เห็นใบหน้าคมคายหมดจด ดวงตาเรียวคมดุจเหยี่ยวคู่นั้นยังคงจับจ้องที่นางไม่วางตา

หลินหวั่นชิวระวังตัวเต็มที่ ปลายมีดยังคงชี้ลงพื้นแต่พร้อมจะยกขึ้นป้องกันตัวได้ทุกเมื่อ "ท่าน...มีธุระอันใด"

น้ำเสียงของนางแหบพร่าเล็กน้อยแต่แฝงไว้ด้วยความเย็นชาและไม่เป็นมิตร นางไม่รู้ว่าเขาเห็นเหตุการณ์ไปมากน้อยเพียงใด และไม่รู้ว่าเขามีเจตนาเช่นไร

หลี่มู่หยางหยุดยืนห่างออกไปหลายก้าว รักษาระยะที่พอเหมาะพอดี เขาเพียงพยักหน้าให้นางเล็กน้อย กล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทุ้มลึก "เจ้าจัดการได้ดี"

คำพูดสั้นๆ เพียงประโยคเดียวกลับทำให้หลินหวั่นชิวประหลาดใจ นางนึกว่าเขาจะซักถามถึงเรื่องที่เกิดขึ้น หรืออาจจะมองนางด้วยสายตารังเกียจที่กล้าท้าทายผู้หลักผู้ใหญ่ แต่นี่กลับเป็นคำชมเชยที่เรียบง่าย

นางขมวดคิ้วเล็กน้อย "ข้าไม่เข้าใจ"

"สตรีที่ถูกรังแกจนเกือบสิ้นใจ หากไม่ลุกขึ้นสู้ ก็มีแต่ต้องตาย" เขากล่าวตอบ ก่อนจะเบนสายตาไปยังเส้นทางที่จางชุ่ยฮวาวิ่งหนีไป "แต่คนพาลมักไม่ยอมรามือโดยง่าย เจ้าโปรดระวังตัวไว้ด้วย"

กล่าวจบ เขาก็มิได้พูดอะไรอีก เพียงแค่พยักหน้าให้นางอีกครั้งเป็นเชิงลา ก่อนจะหมุนกายเดินลึกเข้าไปในป่า หายลับไปกับหมู่แมกไม้อย่างรวดเร็วราวกับภูตพราย

หลินหวั่นชิวยืนนิ่งงันอยู่ครู่หนึ่ง มองตามทิศทางที่เขาจากไป พลางขบคิดถึงคำเตือนนั้นในใจ นางรู้ดีว่าคำพูดของเขาคือความจริง ตระกูลหลินไม่มีทางปล่อยนางไปง่ายๆ แน่ แต่ตอนนี้...นางมีเรื่องสำคัญกว่าที่ต้องทำ

นางก้มลงมองหน่อไม้และเห็ดที่ยังเหลืออยู่ในตะกร้า ของป่าเหล่านี้เก็บไว้นานไม่ได้ หากไม่รีบจัดการก็จะเน่าเสียไปเสียเปล่า นางเหลือบมองดวงตะวันที่เริ่มคล้อยต่ำ ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว

“ต้องรีบนำไปขาย!”

นางไม่รอช้า รีบจัดแจงของในตะกร้าให้เรียบร้อยก่อนจะมุ่งหน้าไปยังทางเข้าหมู่บ้านชิงซี ที่นั่นมักจะมีพ่อค้าเร่ที่รับซื้อของป่าและผลผลิตเล็กๆ น้อยๆ จากชาวบ้านแวะเวียนมาอยู่เป็นประจำ

เมื่อไปถึง ก็พบพ่อค้าวัยกลางคนผู้หนึ่งกำลังเตรียมจะเก็บแผงอยู่พอดี หลินหวั่นชิวรีบสาวเท้าเข้าไปหา "ท่านพ่อค้า เดี๋ยวก่อน! ข้ามีของป่ามาขาย"

พ่อค้าเหลือบมองนางด้วยหางตา เห็นว่าเป็นเพียงเด็กสาวซอมซ่อก็มีท่าทีไม่อยากจะสนใจนัก "มีอะไรก็รีบเอามาดู ตะวันจะตกดินแล้ว ข้าจะกลับแล้ว"

หลินหวั่นชิววางตะกร้าลง เผยให้เห็นหน่อไม้อวบอ้วนและเห็ดหอมดอกใหญ่ที่ยังคงความสดใหม่ แม้จะเก็บมาได้สองวันแล้ว แต่ด้วยการเก็บรักษาในมิติ ทำให้สภาพของมันยังคงดูดีกว่าของป่าที่ชาวบ้านคนอื่นนำมาขายมากนัก

ดวงตาของพ่อค้าเป็นประกายวูบหนึ่ง แต่เขาก็รีบเก็บซ่อนแววตาละโมบนั้นไว้ภายใต้ท่าทีเรียบเฉย "ของพวกนี้ก็ดูธรรมดาทั่วไป ข้าให้เจ้าสิบอีแปะแล้วกัน ถือว่าช่วยๆ กันไป"

หากเป็นหลินหวั่นชิวคนก่อน นางคงดีใจจนเนื้อเต้นและรีบรับเงินมาโดยไม่ต่อรอง แต่หลินหวั่นชิวคนปัจจุบันกลับเพียงยิ้มมุมปากอย่างเย็นชา นางยื่นมือไปปิดฝาตะกร้าทันที

"เช่นนั้นคงต้องรบกวนท่านแล้ว ข้าจะลองไปเสนอขายให้ร้านอาหารในตัวอำเภอเองดีกว่า หน่อไม้สดใหม่เช่นนี้ เห็ดหอมดอกใหญ่ปานนี้ อย่างน้อยๆ ก็น่าจะได้ราคาสักยี่สิบอีแปะกระมัง" นางกล่าวอย่างไม่รีบร้อน ก่อนจะทำท่ายกตะกร้าขึ้นเตรียมจะจากไป

"เดี๋ยว! เดี๋ยว!" พ่อค้ารีบร้องห้ามทันควัน เขารู้ดีว่าของที่นางนำมามีคุณภาพดีเพียงใด หากปล่อยไปก็น่าเสียดาย "โธ่ แม่นางน้อย เหตุใดจึงใจร้อนนัก ข้าแค่ล้อเล่นเท่านั้น เอาอย่างนี้...สิบห้าอีแปะ เป็นอย่างไร"

"สิบแปดอีแปะ" หลินหวั่นชิวต่อรองกลับทันที สายตาแน่วแน่ไม่สั่นคลอน "นี่เป็นราคาที่ข้าพอใจ หากท่านไม่รับ ข้าไปจริงๆ แล้ว"

ท่าทีเด็ดเดี่ยวของนางทำให้พ่อค้าลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายเขาก็พยักหน้าอย่างไม่เต็มใจนัก "ก็ได้ๆ สิบแปดก็สิบแปด!"

ในที่สุด การเจรจาก็ลุล่วง หลินหวั่นชิวกำเหรียญทองแดงสิบแปดอีแปะไว้ในมือแน่น หัวใจของนางเต้นระรัวด้วยความยินดี นี่คือเงินก้อนแรกที่นางหามาได้ด้วยสติปัญญาและความกล้าของตนเองในโลกใบนี้!

นางรีบเดินกลับกระท่อมอย่างรวดเร็ว เมื่อเข้ามาในที่รโหฐานแล้ว นางก็ปิดประตูลงกลอนอย่างแน่นหนา ในที่สุดนางก็มีเวลาส่วนตัว

นางนั่งลงบนเตียงไม้ซอมซ่อ เทเหรียญอีแปะทั้งหมดลงบนฝ่ามือ กลิ่นโลหะและสัมผัสเย็นเฉียบของมันทำให้นางรู้สึกถึงความจริงอันหนักแน่น นี่คือทุนรอนในการเอาชีวิตรอดของนาง

ทันใดนั้น เสียงสังเคราะห์ที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นในหัวของนาง

[ตรวจพบทรัพย์สินใหม่: เงินสด 18 อีแปะ]

[กำลังประเมินมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดของโฮสต์...]

เสียงของระบบ AI ทำให้หลินหวั่นชิวใจเต้นแรงขึ้นมาอีกครั้ง นางเฝ้ารออย่างจดจ่อ

[ทรัพย์สินปัจจุบัน: เงินสด 18 อีแปะ, ข้าวสาร 5 ชั่ง (มูลค่าเทียบเท่า 50 อีแปะ), แป้งสาลี 2 ชั่ง (มูลค่าเทียบเท่า 24 อีแปะ), เกลือ 1 ห่อ (มูลค่าเทียบเท่า 5 อีแปะ), เนื้อแห้ง 1 ชั่ง (มูลค่าเทียบเท่า 30 อีแปะ)]

[คำนวณมูลค่าความมั่งคั่งรวม: 127 อีแปะ]

[...ค่าความมั่งคั่งถึงเกณฑ์ 100 อีแปะ ทำการปลดล็อกมิติขั้นที่ 1!]

สิ้นเสียงประกาศ แสงสว่างสีขาวนวลก็สว่างวาบขึ้นในจิตสำนึกของหลินหวั่นชิว โลกภายในมิติที่เคยเป็นเพียงพื้นที่สี่เหลี่ยมว่างเปล่าสีขาว บัดนี้ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน!

พื้นที่สีขาวได้ขยายตัวออกไปอย่างรวดเร็ว ตรงกลางปรากฏผืนดินสีดำขลับราวกับหมึกพิมพ์ มันแผ่ขยายออกไปจนกลายเป็นลานดินสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ กลิ่นไอดินอันบริสุทธิ์และชุ่มชื้นโชยกรุ่นเข้าสู่จิตสำนึกของนาง ทำให้รู้สึกสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก

[ปลดล็อกมิติขั้นที่ 1: ดินฐานราก สำเร็จ]

[คุณสมบัติใหม่: พื้นที่เพาะปลูกขนาด 1 หมู่ (ไร่จีน), ฟังก์ชันวิเคราะห์คุณภาพดินเบื้องต้น]

หลินหวั่นชิวตะลึงงันไปชั่วขณะ นางลองเพ่งสมาธิเข้าไปในมิติอีกครั้ง ร่างสำนึกของนางไปปรากฏตัวยืนอยู่บนผืนดินสีดำนั้น นางก้มลงใช้มือสัมผัสดินเบาๆ ความรู้สึกนุ่มร่วนและชุ่มชื้นราวกับดินที่ได้รับการบำรุงมาอย่างดีที่สุดส่งผ่านปลายนิ้วเข้ามา ทำให้นางอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื้นตันจนน้ำตาซึม

นี่คือผืนดินของนาง! ผืนดินที่จะมอบชีวิตใหม่ให้กับนาง!

หลังจากสำรวจพื้นที่มิติด้วยความตื่นเต้นอยู่ครู่ใหญ่ นางก็ดึงสติกลับมายังโลกภายนอก พลางนึกถึงฟังก์ชันใหม่อีกอย่างที่ระบบแจ้งมา

"ระบบ...เจ้าช่วยวิเคราะห์คุณภาพดินรอบกระท่อมนี้ให้ข้าที"

[รับทราบ...กำลังเริ่มการวิเคราะห์ดินภายนอกมิติ...]

ครู่ต่อมา เสียงของระบบก็รายงานผล

[วิเคราะห์เสร็จสิ้น: ดินบริเวณโดยรอบกระท่อมมีสภาพเสื่อมโทรมรุนแรง ขาดธาตุอาหารหลัก มีความเป็นกรดสูง และมีวัชพืชรากลึกปกคลุมหนาแน่น ไม่เหมาะแก่การเพาะปลูกพืชส่วนใหญ่ในทันที]

หัวใจที่กำลังพองฟูของหลินหวั่นชิวแฟบลงเล็กน้อย แต่ก็เป็นไปตามที่นางคาดไว้ ที่ดินรกร้างท้ายหมู่บ้านเช่นนี้ย่อมไม่มีทางอุดมสมบูรณ์ได้

"แล้ว...มีวิธีแก้ไขหรือไม่" นางถามด้วยความหวัง

[คำแนะนำ: ฟื้นฟูสภาพดินโดยการไถพรวนกำจัดวัชพืช จากนั้นให้ใช้ปุ๋ยหมักที่ทำจากเศษใบไม้และมูลสัตว์เพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุ หรือทำการปลูกพืชตระกูลถั่วเพื่อช่วยตรึงไนโตรเจนและปรับโครงสร้างดิน]

ข้อมูลที่ได้รับทำให้นางเห็นหนทางสว่างขึ้นมาทันที แม้จะเป็นงานหนัก แต่ก็ไม่ใช่งานที่เป็นไปไม่ได้ นางมีมิติสำหรับเพาะปลูกฉุกเฉิน และตอนนี้ก็มีแนวทางสำหรับฟื้นฟูที่ดินภายนอกแล้ว

หลินหวั่นชิวลุกขึ้นยืน เดินไปเปิดประตูและมองออกไปข้างนอก แสงจันทร์สาดส่องลงมาอาบไล้พื้นที่รกร้างรอบกระท่อมให้กลายเป็นสีเงินยวง หญ้าคาและเถาวัลย์ที่เคยดูน่ากลัว บัดนี้ในสายตาของนางมันกลับกลายเป็นความท้าทายที่รอให้นางไปพิชิต

ในขณะที่นางกำลังวางแผนการถางที่ดินในวันรุ่งขึ้นอยู่นั้นเอง...

แกร๊บ!

เสียงกิ่งไม้แห้งถูกเหยียบหักดังขึ้นจากทางชายป่า ทำให้หลินหวั่นชิวสะดุ้งสุดตัว! นางรีบคว้ามีดทำครัวที่วางอยู่ข้างประตูขึ้นมาถือไว้มั่น หันขวับไปยังทิศทางของเสียงด้วยแววตาเตรียมพร้อมต่อสู้เต็มที่

ใต้แสงจันทร์สลัว เงาร่างสูงใหญ่ของใครคนหนึ่งกำลังเดินตรงมายังกระท่อมของนาง... บนบ่าของเขาแบกขวานเล่มโตที่สะท้อนแสงจันทร์เป็นประกายวาววับ