ตอนที่ 4
***บทที่ 4: แลกเสบียงและมีดทำครัวที่จ่อคอ***
เงาตะคุ่มที่ย่ำตามหลังมาในความมืดทำให้หัวใจของหลินหวั่นชิวแทบจะหยุดเต้น นางกำด้ามตะกร้าแน่น หันขวับกลับไปเผชิญหน้ากับอันตรายอย่างเด็ดเดี่ยว ทว่าสิ่งที่ปรากฏแก่สายตากลับไม่ใช่สัตว์ป่าดุร้าย แต่เป็นพรานป่าหนุ่มคนเดิม
หลี่มู่หยางไม่ได้เอ่ยคำใด ในมือของเขาถือคบไฟที่ทำขึ้นอย่างง่ายๆ จากกิ่งไม้แห้งพันด้วยผ้าชุบน้ำมัน เปลวไฟสว่างวาบขับไล่ความมืดมิดรอบกาย เผยให้เห็นเส้นทางลงจากเขาที่ชัดเจนขึ้น
เขาเดินผ่านหน้านางไปอย่างเงียบเชียบ ไม่แม้แต่จะชายตามอง ราวกับนางเป็นเพียงอากาศธาตุ ก่อนจะก้าวเท้านำหน้าไปช้าๆ แสงจากคบไฟส่องทางให้เห็นชัดเจนในระยะหลายจั้ง
หลินหวั่นชิวเข้าใจในทันที เขาไม่ได้ตามมาเพื่อทำร้าย แต่กำลังส่องทางให้!
ความอบอุ่นสายหนึ่งพลันแล่นวาบเข้าสู่หัวใจที่หนาวเหน็บ นางไม่เอ่ยคำขอบคุณที่อาจเป็นการรบกวนความเงียบ เพียงแต่เร่งฝีเท้าเดินตามแผ่นหลังกว้างขวางนั้นไปอย่างเงียบงัน การเดินทางลงจากเขาในยามค่ำคืนที่น่าพรั่นพรึง กลับกลายเป็นช่วงเวลาที่ปลอดภัยอย่างน่าประหลาดใจ
เมื่อมาถึงชายป่าเขตติดต่อกับท้ายหมู่บ้าน หลี่มู่หยางก็หยุดเดินและปักคบไฟลงบนพื้นดินข้างทาง แสงไฟยังคงส่องสว่างพอให้นางมองเห็นทางกลับกระท่อมได้ จากนั้นเขาก็หันหลังเดินหายกลับเข้าไปในความมืดของภูเขาหมอกเร้น โดยไม่ทิ้งคำพูดใดไว้แม้แต่ครึ่งคำ
หลินหวั่นชิวโค้งคำนับให้แก่เงาที่ลับหายไปของเขา ก่อนจะรีบมุ่งหน้ากลับสู่กระท่อมผุพังของตนเอง คืนนั้นนางนอนหลับไปพร้อมกับความอ่อนเพลีย แต่ในใจกลับรู้สึกมั่นคงกว่าที่เคยเป็น
รุ่งเช้า แสงแดดอ่อนๆ ลอดผ่านรูโหว่ของหลังคาปลุกหลินหวั่นชิวให้ตื่นขึ้น ความหิวเริ่มจู่โจมอีกครั้ง แผ่นแป้งที่ได้มากินไปหมดแล้ว ตอนนี้สิ่งที่นางมีคือเห็ดป่าเต็มตะกร้าและน้ำในถุงหนังเท่านั้น
‘ต้องหาทางแลกเปลี่ยนเป็นเสบียงหลักให้ได้’ นางคิดอย่างเด็ดเดี่ยว
นางจัดการเทเห็ดออกจากตะกร้า คัดแยกอย่างระมัดระวัง เห็ดพวกนี้คือทุนรอนแรกในการเอาชีวิตรอดของนาง จะเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ไม่ได้เด็ดขาด
หลินหวั่นชิวเพ่งสมาธิ เรียกใช้ความสามารถที่ติดตัวมาในใจ “ระบบ...วิเคราะห์มูลค่าของเห็ดเหล่านี้”
เสียงสังเคราะห์ที่คุ้นเคยดังขึ้นในหัวทันที
`[กำลังประมวลผล... ตรวจพบเห็ดหอมภูเขาคุณภาพปานกลาง น้ำหนักประมาณสองชั่ง ตลาดในหมู่บ้านชิงซีมีความต้องการ สามารถแลกเปลี่ยนเป็นข้าวสารหยาบได้ห้าชั่ง หรือเกลือหยาบหนึ่งชั่ง แนะนำให้แลกเปลี่ยนกับชาวบ้านโดยตรงเพื่อมูลค่าสูงสุด]`
ข้อมูลที่ชัดเจนทำให้นางใจชื้นขึ้นมาก อย่างน้อยที่สุดเห็ดพวกนี้ก็ไม่ไร้ค่า นางจัดแจงแบ่งเห็ดส่วนใหญ่ใส่กลับเข้าไปในตะกร้า เหลือไว้ส่วนหนึ่งสำหรับเป็นอาหารของตนเอง จากนั้นจึงไม่รอช้า มุ่งหน้าออกจากกระท่อมทันที
เป้าหมายของนางคือบ้านของป้าหวัง หญิงม่ายสามีตายที่อาศัยอยู่ท้ายหมู่บ้านเช่นกัน จากความทรงจำของร่างเดิม ป้าหวังเป็นคนจิตใจดีและเคยให้ความช่วยเหลือครอบครัวของนางก่อนที่บิดามารดาจะเสียชีวิต
บ้านของป้าหวังเป็นบ้านดินเล็กๆ แต่สะอาดสะอ้าน เมื่อหลินหวั่นชิวมาถึง ก็เห็นหญิงวัยกลางคนท่าทางใจดีกำลังนั่งซ่อมเสื้อผ้าอยู่หน้าบ้าน
“ป้าหวังเจ้าคะ” หลินหวั่นชิวเอ่ยเรียกเสียงเบา
หวังซื่อเงยหน้าขึ้น เมื่อเห็นว่าเป็นหลินหวั่นชิวก็มีสีหน้าตกใจระคนห่วงใย “หวั่นชิว! เด็กโง่... นึกว่าเจ้าจะเป็นอะไรไปเสียแล้ว ได้ยินข่าวว่า...” นางหยุดพูด มองสำรวจเด็กสาวตรงหน้าอย่างละเอียด “...ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว”
“ข้าไม่เป็นไรแล้วเจ้าค่ะ” หลินหวั่นชิวตอบพร้อมรอยยิ้มบางๆ “วันนี้ข้าเข้าป่าไปเก็บเห็ดมาได้นิดหน่อย อยากจะมาขอแลกข้าวสารกับเกลือกับป้าหวัง ไม่ทราบว่าจะพอได้หรือไม่เจ้าคะ”
นางวางตะกร้าลง เปิดผ้าที่คลุมอยู่ออก เผยให้เห็นเห็ดหอมดอกอวบอิ่มที่เรียงรายอยู่ภายใน
ดวงตาของหวังซื่อเบิกกว้างเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ “โอ้โห เห็ดหอมภูเขานี่! เจ้าเก็บมาเองรึ เก่งจริงๆ” นางหยิบเห็ดขึ้นมาดู พยักหน้าอย่างพึงพอใจ “ได้สิ...แน่นอนว่าได้ รอข้าสักครู่นะ”
หวังซื่อรีบลุกเข้าไปในบ้าน ไม่นานก็กลับออกมาพร้อมถุงผ้าใบป่านใบย่อมที่หนักอึ้ง และห่อกระดาษเล็กๆ อีกห่อหนึ่ง “ข้าวสารหยาบห้าชั่งกับเกลืออีกเล็กน้อย ป้าให้เจ้าหมดนี่เลย ถือว่าทำบุญทำทาน”
หลินหวั่นชิวรีบส่ายหน้า “ไม่ได้เจ้าค่ะป้าหวัง ข้าขอรับแค่ตามมูลค่าของมันก็พอแล้ว”
หวังซื่อส่ายหน้ากลับ เอามือยัดถุงข้าวใส่มือหลินหวั่นชิว “รับไปเถอะน่า ตอนนี้เจ้าลำบากอยู่คนเดียว มีของกินติดตัวไว้ย่อมอุ่นใจกว่า” นางลดเสียงลง แววตาฉายความกังวล “หวั่นชิว... เจ้าต้องระวังตัวให้มากนะ โดยเฉพาะคนบ้านใหญ่ตระกูลหลิน พวกนั้นไม่ใช่คนดีเลย โดยเฉพาะจางชุ่ยฮวา ป้าสะใภ้ของเจ้า...นางรังแกคนที่อ่อนแอกว่าเสมอ”
คำเตือนของป้าหวังตรงกับสิ่งที่นางเคยประสบมาไม่มีผิดเพี้ยน หลินหวั่นชิวกำถุงข้าวในมือแน่น พยักหน้ารับอย่างหนักแน่น “ขอบคุณป้าหวังที่เตือนสติเจ้าค่ะ ข้าจะระวังตัว”
หลังจากกล่าวลาและขอบคุณอีกครั้ง หลินหวั่นชิวก็ประคองถุงข้าวสารเดินกลับไปยังกระท่อมของตนเอง แม้ถุงข้าวจะหนัก แต่หัวใจของนางกลับเบาโหวง นี่คือเสบียงที่นางหามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเองจริงๆ
ทว่าความยินดียังอยู่ได้ไม่นาน เมื่อเดินมาถึงกลางทางเลียบป่า ร่างอวบอ้วนในชุดผ้าเนื้อหยาบสีตุ่นๆ ของใครบางคนก็ปราดเข้ามาขวางทางนางไว้
“นังสารเลว! แอบไปขโมยของใครมาอีก!”
เสียงแหลมแสบแก้วหูดังขึ้น พร้อมกับดวงตาละโมบที่จ้องเขม็งไปยังถุงข้าวในอ้อมแขนของหลินหวั่นชิว จางชุ่ยฮวานั่นเอง!
หลินหวั่นชิวถอยหลังไปก้าวหนึ่ง กอดถุงข้าวไว้แน่น ดวงตาที่เคยหวาดกลัวบัดนี้กลับเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง “ข้าไม่ได้ขโมย นี่เป็นของที่ข้าแลกมาด้วยตนเอง”
“แลกมา?” จางชุ่ยฮวาแค่นเสียงหัวเราะเยาะ “เด็กกำพร้าอย่างแกจะเอาปัญญาที่ไหนไปหาของมาแลก! ทุกสิ่งที่แกมีล้วนเป็นของตระกูลหลิน ของในมือแกก็เช่นกัน เอามาให้ข้าเดี๋ยวนี้!”
พูดจบนางก็พุ่งเข้ามาหมายจะยื้อแย่งถุงข้าวไปจากมือ
ในเสี้ยววินาทีนั้น ความทรงจำอันเจ็บปวดของเจ้าของร่างเดิมก็ผุดขึ้นมา ภาพที่ถูกทุบตี ภาพที่ถูกผลักไส ภาพแห่งความอดอยากและความสิ้นหวัง...มันมากพอแล้ว!
หลินหวั่นชิวไม่ยอมทนอีกต่อไป!
นางทิ้งถุงข้าวลงบนพื้นหญ้านุ่มๆ ทันที! การกระทำที่ไม่คาดคิดนี้ทำให้จางชุ่ยฮวาชะงักไปชั่วครู่ และในจังหวะนั้นเอง...
ฉึ่ก!
หลินหวั่นชิวชักวัตถุบางอย่างที่เหน็บไว้ที่เอวออกมาอย่างรวดเร็ว มันคือมีดทำครัวเก่าๆ ที่ใบมีดบิ่นไปส่วนหนึ่งและขึ้นสนิมประปรายที่นางเจอในกระท่อม แสงแดดยามสายส่องกระทบใบมีดเกิดเป็นประกายเย็นเยียบวูบหนึ่ง
“อยากได้ข้าวหรือ?” น้ำเสียงของหลินหวั่นชิวเยียบเย็นราวกับมาจากขุมนรก นางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่เบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกของป้าสะใภ้ “ก็ลองยื่นมือมาเอาสิ! ข้าจะดูว่ามือของท่านป้ายังจะอยู่ดีหรือไม่!”
นางยกมีดขึ้น จ่อปลายมีดที่แหลมคมไปยังข้อมืออวบอ้วนของจางชุ่ยฮวาที่ยื่นค้างอยู่กลางอากาศ
จางชุ่ยฮวาตัวแข็งทื่อ เหงื่อกาฬแตกพลั่ก นางมองสลับระหว่างใบมีดบิ่นๆ กับดวงตาที่ลุกโชนด้วยจิตสังหารของหลานสาวนอกคอกผู้นี้ เด็กสาวที่เคยเอาแต่ก้มหน้าร้องไห้และยอมให้นางทุบตีได้ตามใจชอบ บัดนี้กลับกลายเป็นคนละคน! แววตาคู่นั้นไม่ได้ล้อเล่น มันบอกชัดเจนว่าหากนางขยับอีกเพียงนิดเดียว มีดเล่มนั้นจะสับลงมาที่ข้อมือของนางอย่างแน่นอน!
“เจ้า...เจ้ากล้า!” จางชุ่ยฮวาเสียงสั่นเครือ ถอยหลังไปก้าวหนึ่งอย่างไม่รู้ตัว
“เหตุใดข้าจะไม่กล้า” หลินหวั่นชิวสวนกลับทันควัน ก้าวตามไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ปลายมีดยังคงจ่อไม่ลดละ “ในเมื่อพวกท่านกล้าฮุบสมบัติของพ่อแม่ข้า กล้าทุบตีข้าปางตาย กล้าขับไล่ข้ามาอยู่ที่นี่รอวันอดตาย...เช่นนั้นแล้ว การที่ข้าจะกล้าฟันมือคนที่คิดจะมาแย่งข้าวประทังชีวิตของข้า...มันแปลกตรงไหน!”
ความเด็ดเดี่ยวและบ้าบิ่นในแววตาของหลินหวั่นชิวทำให้จางชุ่ยฮวาขวัญผวา นางเป็นคนขี้ขลาดที่เก่งแต่รังแกคนอ่อนแอ เมื่อเจอคนที่แข็งขืนและพร้อมจะแลกชีวิตด้วย นางก็ไม่กล้าเสี่ยงอีกต่อไป
“ฝะ...ฝากไว้ก่อนเถอะ! นังเด็กอกตัญญู!”
นางกรีดร้องทิ้งท้าย ก่อนจะหมุนตัววิ่งหนีกลับไปทางหมู่บ้านอย่างไม่คิดชีวิต สะดุดรากไม้ล้มลุกคลุกคลานอย่างน่าสมเพช
หลินหวั่นชิวยืนนิ่ง มองตามร่างอวบอ้วนนั้นไปจนลับสายตา ก่อนจะค่อยๆ ลดมีดในมือลง มือของนางสั่นเทาเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะความโกรธและอดรีนาลีนที่พลุ่งพล่าน นางหอบหายใจหนักๆ ก้มลงเก็บถุงข้าวขึ้นมากอดไว้แน่น วันนี้ถือเป็นครั้งแรกที่นางได้ประกาศศึกกับตระกูลหลินอย่างเป็นทางการ
นางหันหลังเตรียมจะเดินกลับกระท่อม แต่แล้วหางตาก็พลันรู้สึกได้ถึงสายตาคู่หนึ่งที่กำลังจับจ้องมา...
หลินหวั่นชิวใจกระตุกวูบ รีบหันขวับไปมองยังทิศทางนั้นทันที ที่ชายป่าซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก เงาร่างสูงโปร่งของใครคนหนึ่งยืนสงบนิ่งอยู่ใต้ร่มไม้...สายตาคมกริบคู่นั้นจับจ้องมาที่นางอย่างประเมิน ราวกับได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ