ตอนที่ 3
***บทที่ 3: พรานป่าหนุ่มแห่งหมู่บ้านชิงซี***
ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีครามเข้ม บ่งบอกว่ารัตติกาลกำลังจะมาเยือนในไม่ช้า ความหิวโหยที่กัดกินกระเพาะรุนแรงขึ้นทุกขณะจิต บีบคั้นให้หลินหวั่นชิวต้องตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว
นางกวาดตามองกระท่อมผุพังอีกครั้ง ก่อนจะพบตะกร้าไม้ไผ่สานใบเก่าที่มุมห้อง แม้จะชำรุดไปบ้างแต่ก็ยังพอใช้งานได้ นางไม่ลังเลที่จะคว้ามันขึ้นมาสะพายหลัง แล้วมุ่งหน้าตรงไปยังทิวเขาหมอกเร้นที่ทอดเงาทะมึนอยู่เบื้องหน้า
ป่าบริเวณชายเขาชื้นแฉะและรกทึบกว่าที่คิด ไอหมอกจางๆ ลอยอ้อยอิ่งเหนือยอดไม้สมชื่อ ‘ภูเขาหมอกเร้น’ บรรยากาศเงียบสงัดวังเวงจนน่าขนลุก แต่เสียงท้องร้องของนางดังเสียยิ่งกว่าเสียงใดๆ
หลินหวั่นชิวใช้ความรู้จากโลกเก่าที่ติดตัวมา เพ่งสมาธิมองหาของป่าที่พอจะกินได้ ไม่นานสายตาก็พลันเหลือบไปเห็นเห็ดกลุ่มหนึ่งที่ขึ้นอยู่บนขอนไม้ผุๆ มันมีลักษณะคล้ายหูคน สีน้ำตาลเข้ม
“เห็ดหูหนู?” นางพึมพำกับตนเอง แต่ก็ยังไม่กล้าเก็บในทันที ความทรงจำในยุคปัจจุบันเตือนว่าเห็ดหลายชนิดมีลักษณะคล้ายคลึงกัน หากกินผิดชนิดอาจถึงแก่ชีวิตได้
ทันใดนั้นเอง ราวกับมีกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านสมอง เสียงสังเคราะห์ที่ไร้ความรู้สึกก็ดังขึ้นในหัวของนาง
[กำลังสแกน... ตรวจพบ ‘เห็ดหูหนู’ (Auricularia auricula-judae) สามารถบริโภคได้ มีคุณค่าทางโภชนาการระดับกลาง]
หลินหวั่นชิวเบิกตากว้าง นี่คือเสียงของระบบ AI ที่นางได้รับมา! มันใช้งานได้จริง! ความตื่นเต้นแล่นพล่านไปทั่วร่าง นางไม่รอช้ารีบใช้มือเด็ดเห็ดหูหนูใส่ตะกร้าจนเกือบหมดขอนไม้
เมื่อมีตัวช่วยชั้นเลิศ ความมั่นใจของนางก็เพิ่มพูนขึ้นเป็นทวีคูณ นางเดินลึกเข้าไปในป่าอย่างไม่หวาดหวั่นอีกต่อไป สายตาคอยสอดส่ายหาของป่า พร้อมกับใช้ระบบ AI ตรวจสอบอยู่ตลอดเวลา
[คำเตือน! ตรวจพบ ‘เห็ดระโงกหิน’ (Amanita virosa) มีพิษร้ายแรงถึงชีวิต ห้ามสัมผัสหรือบริโภคโดยเด็ดขาด]
เสียงของระบบดังขึ้นเตือนเมื่อนางเดินผ่านเห็ดดอกสีขาวสวยงามน่ากินกลุ่มหนึ่ง หลินหวั่นชิวชะงักฝีเท้า เหงื่อเย็นเยียบไหลซึมที่แผ่นหลัง หากไม่มีระบบเตือน ป่านนี้นางคงเก็บมันใส่ตะกร้าไปแล้ว
“ขอบใจเจ้ามาก” นางลูบหน้าอกด้วยความโล่งใจ การมีระบบ AI ช่วยเหลือในยุคโบราณที่ขาดแคลนความรู้นี้เปรียบเสมือนมีเทพเซียนคอยคุ้มครอง
ไม่นานนัก นางก็พบดงหน่อไม้ที่เพิ่งแทงยอดอ่อนพ้นดินขึ้นมา ระบบ AI ยืนยันว่ามันคือหน่อไม้ไผ่ตงที่กินได้ นางจึงใช้กิ่งไม้แหลมที่หาได้แถวนั้นขุดมันขึ้นมาอย่างทุลักทุเล ไม่ถึงหนึ่งเค่อ* ตะกร้าบนหลังของนางก็เต็มไปด้วยเห็ดหูหนูและหน่อไม้อวบๆ
ขณะที่กำลังจะหันหลังกลับ ความหิวก็จู่โจมขึ้นมาอีกระลอก คราวนี้รุนแรงจนแทบหน้ามืด แต่แล้ว กลิ่นหอมของเนื้อย่างก็ลอยมาตามลม กระตุ้นต่อมรับรสจนน้ำลายสอ
นางสูดจมูกฟุดฟิดไปตามทิศทางของกลิ่นนั้นอย่างระมัดระวัง หัวใจเต้นระรัวด้วยความหวังและความหวาดระแวง ป่าเขายามเย็นเช่นนี้ ผู้ที่จุดไฟได้ย่อมไม่ใช่คนธรรมดา
หลินหวั่นชิวแอบอยู่หลังพุ่มไม้หนาทึบแล้วค่อยๆ ชะโงกหน้าออกไปดู สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือบุรุษร่างสูงใหญ่ผู้หนึ่ง เขาสวมชุดผ้าหยาบสีเข้มที่เก่าคร่ำแต่สะอาดสะอ้าน แผ่นหลังกว้างตั้งตรงราวกับหอกเล่มหนึ่ง แม้จะนั่งยองๆ อยู่แต่ก็ยังมองเห็นได้ถึงโครงร่างที่แข็งแกร่งกำยำภายใต้อาภรณ์
ข้างกายของเขามีกองไฟเล็กๆ ที่กำลังลุกโชน บนกองไฟมีเนื้อไก่ป่าเสียบไม้ย่างจนหนังเหลืองกรอบส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลาย ถัดออกไปมีคันธนูและซองลูกธนูวางพิงอยู่กับต้นไม้ บุรุษผู้นั้นกำลังใช้มีดสั้นชำแหละไก่ป่าอีกตัวหนึ่งด้วยท่าทางคล่องแคล่วและเงียบขรึม
ทุกการเคลื่อนไหวของเขาเต็มไปด้วยความเฉียบคมและทรงพลัง บ่งบอกว่าเป็นพรานป่าผู้ช่ำชองอย่างไม่ต้องสงสัย
โครก... คราก...
เสียงท้องของหลินหวั่นชิวร้องประท้วงขึ้นมาอย่างไม่รู้จักกาลเทศะ ความดังของมันทำลายความเงียบสงัดในบริเวณนั้นจนสิ้น
บุรุษพรานป่าผู้นั้นชะงักมือทันที เขาหันขวับมาทางพุ่มไม้ที่นางซ่อนตัวอยู่ ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวจ้องเขม็งมายังนาง ราวกับสามารถมองทะลุใบไม้ที่บดบังอยู่ได้
หลินหวั่นชิวตัวแข็งทื่อ หัวใจแทบจะหยุดเต้น นางรู้ว่าตนถูกจับได้แล้ว จึงตัดสินใจก้าวออกจากที่ซ่อนอย่างช้าๆ พร้อมกับยกมือขึ้นแสดงให้เห็นว่าไม่มีอาวุธ
เมื่อเห็นว่าเป็นเพียงเด็กสาวซอมซ่อท่าทางหิวโซ แววตาคมปลาบของพรานหนุ่มก็อ่อนลงเล็กน้อย เขากวาดตามองนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า สังเกตเห็นเสื้อผ้าที่ขาดวิ่น ร่างกายที่ผ่ายผอม และตะกร้าที่เต็มไปด้วยเห็ดกับหน่อไม้บนหลังของนาง
เขาไม่เอ่ยคำใดๆ เพียงแค่พยักพเยิดไปยังพื้นที่ว่างข้างกองไฟเป็นเชิงอนุญาตให้นางเข้ามาใกล้ได้
หลินหวั่นชิวลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ความอบอุ่นจากกองไฟและความหอมของไก่ย่างก็เอาชนะความหวาดระแวงได้ในที่สุด นางเดินเข้าไปนั่งลงอย่างเงียบๆ โดยเว้นระยะห่างพอสมควร
บรรยากาศตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง มีเพียงเสียงฟืนแตกเปรี๊ยะๆ ในกองไฟ และเสียงมีดที่กำลังแล่เนื้อของพรานหนุ่ม เขายังคงทำงานของตนต่อไปราวกับนางไม่มีตัวตนอยู่ตรงนั้น
ทันใดนั้น เขาก็ล้วงเข้าไปในย่ามผ้าใบเก่าข้างตัว หยิบแผ่นแป้งย่างสีเหลืองนวลออกมาสองแผ่น พร้อมกับถุงหนังใส่น้ำ แล้วยื่นส่งให้นาง
หลินหวั่นชิวตกตะลึงไปชั่วขณะ นางมองหน้าเขาอย่างไม่แน่ใจ ใบหน้าของเขาคมคายได้รูปแม้จะกร้านแดดกร้านลมไปบ้าง จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากเม้มสนิท ดวงตาที่มองมายังคงเรียบเฉยไร้ความรู้สึก แต่การกระทำของเขากลับเปี่ยมไปด้วยน้ำใจ
เมื่อเห็นนางยังนิ่งอึ้ง เขาก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วดันแผ่นแป้งกับถุงน้ำเข้ามาใกล้มือของนางอีกครั้ง เป็นการเร่งเร้าโดยไม่ใช้คำพูด
คราวนี้หลินหวั่นชิวไม่ลังเลอีกต่อไป นางยื่นมือที่สั่นเทาออกไปรับของทั้งสองสิ่งมา กล่าวขอบคุณเสียงแผ่ว “ขอบคุณท่าน...ข้าน้อย...”
เขาเพียงแค่พยักหน้ารับน้อยๆ แล้วหันกลับไปสนใจไก่ป่าในมือต่อ
ความหิวทำให้หลินหวั่นชิวกัดแผ่นแป้งย่างเข้าปากอย่างไม่คิดชีวิต แม้จะเย็นชืดและแข็งกระด้างไปบ้าง แต่สำหรับคนที่อดอยากมาทั้งวัน มันคืออาหารทิพย์ที่อร่อยที่สุดในโลก นางกินอย่างรวดเร็วจนสำลัก ต้องรีบเปิดจุกถุงน้ำแล้วดื่มตามเข้าไปอย่างกระหาย น้ำเย็นๆ ช่วยให้ชุ่มคอและบรรเทาความหิวกระหายลงได้มาก
เมื่อกินแผ่นแป้งหมดไปหนึ่งแผ่นและดื่มน้ำไปหลายอึก พละกำลังก็เริ่มกลับคืนสู่ร่าง นางกินแผ่นแป้งชิ้นที่สองช้าลงอย่างรู้รสชาติ ในใจพลันรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของพรานป่าแปลกหน้าผู้นี้อย่างสุดซึ้ง
หลังจากกินอิ่มและได้พักจนมีแรงแล้ว หลินหวั่นชิวมองดูท้องฟ้าที่มืดสนิทลงทุกที จึงรู้ว่าตนไม่ควรอยู่ที่นี่อีกต่อไป นางลุกขึ้นยืน โค้งคำนับให้เขาอย่างนอบน้อมที่สุด
“ขอบคุณสำหรับน้ำใจของท่านพี่ชายพราน ข้าต้องขอตัวกลับก่อน”
หลี่มู่หยางเพียงแค่เหลือบตามองนางแวบหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ ไม่ได้เอ่ยทักท้วงหรือไถ่ถามสิ่งใด
หลินหวั่นชิวจัดตะกร้าบนหลังให้เข้าที่แล้วหันหลังเดินจากไปอย่างรวดเร็ว นางต้องรีบลงจากเขาก่อนที่สัตว์ป่าจะเริ่มออกหากิน แต่เมื่อเดินมาได้เพียงไม่กี่ก้าว แสงจันทร์สลัวที่ส่องลอดแมกไม้กลับทำให้เห็นทางไม่ชัดเจนนัก
นางเร่งฝีเท้าให้เร็วยิ่งขึ้น ในใจภาวนาขอให้กลับถึงกระท่อมโดยสวัสดิภาพ ทว่าทันใดนั้นเอง หูของนางก็ได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่กำลังย่ำตามหลังมาในความมืด!
หลินหวั่นชิวใจหายวาบ ขนลุกซู่ไปทั้งตัว นางหยุดกึกแล้วหันขวับกลับไปมอง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก... หรือว่าจะเป็นสัตว์ป่าขนาดใหญ่? หรือจะเป็นพรานป่าผู้นั้นที่เปลี่ยนใจคิดร้ายต่อนาง? ในความมืดมิดเช่นนี้ เงาตะคุ่มที่กำลังใกล้เข้ามานั้นดูน่าพรั่นพรึงยิ่งนัก