ตอนที่ 13
***บทที่ 13: การประเมินราคาที่โรงหมอหุยชุน***
ภายใต้แสงอรุณรุ่งที่สาดส่อง, หลินหวั่นชิวตื่นขึ้นมาด้วยความมุ่งมั่นที่เต็มเปี่ยมในแววตา นางมิได้รอช้า รีบจัดเตรียมตัวเองสำหรับการเดินทางเข้าอำเภอไป๋สุ่ยทันที ห่อผ้าที่บรรจุหญ้าเกล็ดหิมะถูกนางซ่อนไว้อย่างแน่นหนาในชั้นในสุดของตะกร้าสาน ปิดทับด้วยผักป่าและฟืนสองสามท่อนเพื่ออำพรางสายตา
นางรู้ดีว่าสมบัติล้ำค่าเช่นนี้ หากเปิดเผยโดยไม่ระวัง อาจชักนำมาซึ่งหายนะมากกว่าโชคลาภ หญิงสาวสวมหมวกสานปีกกว้างที่ป้าหวังเคยมอบให้ ดึงปีกหมวกลงต่ำเพื่อบดบังใบหน้าเกือบครึ่ง ก่อนจะก้าวเท้าออกจากกระท่อมมุ่งสู่เส้นทางที่นำไปยังตัวอำเภอ
การเดินทางสิบลี้มิใช่ระยะทางที่ใกล้เลยสำหรับสตรีร่างเล็กที่ยังไม่ฟื้นฟูเต็มที่ โชคดีที่ระหว่างทางมีเกวียนของชาวบ้านผู้ใจดีกำลังจะเข้าเมืองพอดี นางจึงได้อาศัยโดยสารไปพร้อมกัน ช่วยให้นางประหยัดแรงและเวลาไปได้มาก
เมื่อถึงอำเภอไป๋สุ่ย ความคึกคักจอแจของเมืองก็ถาโถมเข้าใส่ทันที เสียงผู้คนซื้อขายสินค้า เสียงเกวียนลากบดถนนดังเซ็งแซ่ หลินหวั่นชิวเดินลัดเลาะฝูงชนอย่างระมัดระวัง สายตาจับจ้องไปยังป้ายไม้ขนาดใหญ่ที่สลักอักษรสีทองสามคำอย่างโอ่อ่า...‘โรงหมอหุยชุน’
โรงหมอที่ใหญ่และมีชื่อเสียงที่สุดในอำเภอไป๋สุ่ยตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า กลิ่นสมุนไพรอันเป็นเอกลักษณ์ลอยอบอวลออกมาแตะจมูก นางสูดลมหายใจเข้าลึก เรียกความกล้าหาญทั้งหมดที่มี แล้วจึงก้าวเข้าไปภายใน
“แม่นางน้อย ต้องการสิ่งใดหรือ? หากมาหาหมอให้ไปต่อแถวด้านนั้น หากมาซื้อยาให้แจ้งเทียบยาที่เคาน์เตอร์” หลงจู๊วัยกลางคนผู้หนึ่งเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงราบเรียบ สายตาของเขากวาดมองนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างประเมิน เมื่อเห็นอาภรณ์ปุปะเรียบง่ายของนาง แววตาของเขาก็ฉายความดูแคลนออกมาวูบหนึ่ง
หลินหวั่นชิวไม่ใส่ใจกับท่าทีนั้น นางเดินตรงเข้าไปที่เคาน์เตอร์ วางตะกร้าลงอย่างแผ่วเบาแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สงบนิ่ง “ข้าน้อยมิได้มาหาหมอ แต่มีสมุนไพรจะนำมาขาย”
หลงจู๊เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง “สมุนไพร? สมุนไพรธรรมดาทั่วไปโรงหมอเราไม่รับนะ”
นางไม่พูดพร่ำทำเพลงอีกต่อไป ค่อยๆ หยิบฟืนและผักป่าออก ก่อนจะคลี่ห่อผ้าที่อยู่ชั้นล่างสุดออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นหญ้าเกล็ดหิมะสีขาวบริสุทธิ์ที่ยังคงความสดใหม่ราวกับเพิ่งเด็ดมาจากยอดเขา
ทันทีที่ได้เห็นสมุนไพรในห่อผ้า แววตาดูแคลนของหลงจู๊พลันเปลี่ยนเป็นความตื่นตะลึง เขาผงะไปเล็กน้อย ก่อนจะรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติอย่างรวดเร็ว ทว่าประกายความโลภที่ซ่อนอยู่ในดวงตานั้นไม่อาจรอดพ้นสายตาของหลินหวั่นชิวไปได้
“อ้อ...นี่มันหญ้าเกล็ดหิมะนี่เอง” หลงจู๊ทำเสียงเหมือนมันเป็นของธรรมดา “คุณภาพก็พอใช้ได้อยู่หรอก แต่ช่วงนี้ไม่ใช่ฤดูของมัน ความต้องการในตลาดจึงไม่สูงนัก เอาเถอะ เห็นแก่ความตั้งใจของเจ้าที่อุตส่าห์เก็บมา ข้าให้สองตำลึงเงินก็แล้วกัน”
สองตำลึงเงิน! แม้จะเป็นเงินที่ไม่น้อยสำหรับชาวบ้าน แต่เมื่อเทียบกับราคาประเมินของระบบที่แจ้งว่าต่ำสุดสิบตำลึงเงินแล้ว นี่คือการกดราคาอย่างน่ารังเกียจที่สุด!
หลินหวั่นชิวแค่นยิ้มในใจ ‘คิดว่าข้าเป็นเด็กสาวชาวป่าที่ไม่รู้ความหรือไร’
นางเอ่ยถามระบบในใจอย่างรวดเร็ว ‘ระบบ ตรวจสอบราคาที่เขาเสนอ เป็นราคาตลาดที่ยุติธรรมหรือไม่?’
[กำลังตรวจสอบ... การแจ้งเตือน: ราคาที่เสนอต่ำกว่ามูลค่าตลาดถึงแปดสิบส่วน เป็นการกดราคาอย่างรุนแรง มูลค่าที่แท้จริงของหญ้าเกล็ดหิมะสภาพสมบูรณ์เช่นนี้อยู่ที่สิบถึงสิบสองตำลึงเงิน]
เมื่อได้รับการยืนยัน หลินหวั่นชิวก็ยิ่งมั่นใจ นางไม่แสดงอาการโกรธเคืองแม้แต่น้อย เพียงแค่ยิ้มบางๆ แล้วค่อยๆ ห่อผ้ากลับอย่างใจเย็น “ในเมื่อโรงหมอของท่านไม่ต้องการ เช่นนั้นข้าน้อยคงต้องขอตัวไปสอบถามที่อื่นดู”
“เดี๋ยว!” หลงจู๊รีบร้องห้าม สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย “แม่นางน้อยอย่าเพิ่งใจร้อน ราคาต่อรองกันได้ หากเจ้าไม่พอใจ...เช่นนั้นสามตำลึงเงิน เป็นอย่างไร? นี่สูงสุดแล้วจริงๆ!”
หลินหวั่นชิวส่ายหน้าช้าๆ “ขอบคุณในความหวังดีของท่านหลงจู๊ แต่ข้าคิดว่าสมุนไพรต้นนี้มีค่ามากกว่านั้น”
นางพูดจบก็หันหลังเตรียมจะเดินจากไปจริงๆ การกระทำที่เด็ดเดี่ยวและไม่ลังเลของนางทำให้หลงจู๊หน้าเสีย เขากำลังจะอ้าปากเสนอราคาเพิ่ม แต่แล้วก็มีเสียงทุ้มกังวานดังมาจากด้านหลังร้าน
“เกิดอะไรขึ้น? เหตุใดจึงเสียงดังเช่นนี้”
บุรุษวัยสี่สิบเศษในชุดผ้าไหมเนื้อดีเดินออกมา ใบหน้าของเขาแม้จะมีริ้วรอยตามวัย แต่แววตากลับเปี่ยมด้วยพลังและความสุขุม เขาคือเฉินจินเป่า เจ้าของโรงหมอหุยชุนแห่งนี้
เมื่อเห็นเถ้าแก่ของตนออกมา หลงจู๊ก็หน้าซีดเผือดทันที “ทะ...เถ้าแก่ ไม่มีอะไรขอรับ แค่ลูกค้าต่อรองราคาเล็กน้อย”
สายตาของเฉินจินเป่าไม่ได้มองหลงจู๊ แต่กลับจับจ้องไปที่ห่อผ้าในมือของหลินหวั่นชิวซึ่งยังปิดไม่สนิทดี ทำให้เขาเห็นใบไม้สีขาวราวหิมะแลบออกมาเล็กน้อย ดวงตาของเขาพลันเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ
“แม่นางน้อย ขอข้าดูของในห่อนั้นได้หรือไม่?”
หลินหวั่นชิวหันกลับมาเผชิญหน้ากับเขา พยักหน้าเล็กน้อยแล้วจึงคลี่ห่อผ้าออกอีกครั้ง คราวนี้เป็นเฉินจินเป่าเองที่สูดลมหายใจอย่างลืมตัว
“หญ้าเกล็ดหิมะ! ทั้งยังเป็นพันธุ์ยอดเยี่ยมที่อายุไม่ต่ำกว่าห้าสิบปี! ดูจากรากและใบที่สมบูรณ์ไร้ที่ตินี่สิ...ประเสริฐ! ประเสริฐยิ่งนัก!” เขาพึมพำกับตัวเอง ก่อนจะหันไปตวัดสายตาคมกริบใส่หลงจู๊ “อาฝู! เจ้าเสนอราคาให้นางเท่าใด?”
หลงจู๊ตัวสั่นสะท้าน เหงื่อกาฬแตกพลั่ก “ขะ...ข้าน้อย...เสนอไปสามตำลึงเงินขอรับ...”
“สามตำลึงเงิน!?” เฉินจินเป่าตวาดเสียงดังลั่นจนคนในร้านหันมามองเป็นตาเดียว “เจ้าคิดจะทำลายชื่อเสียงของโรงหมอหุยชุนที่ข้าสั่งสมมาทั้งชีวิตหรือไร! สมบัติล้ำค่าเช่นนี้ เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงกดราคาเหลือเพียงสามตำลึง! ไสหัวไปหลังร้านแล้วรอข้าไปจัดการบัญชีกับเจ้าทีหลัง!”
หลงจู๊หน้าถอดสี รีบโค้งคำนับแล้ววิ่งหายเข้าไปหลังร้านอย่างรวดเร็ว
เฉินจินเป่าหันกลับมาหาหลินหวั่นชิว เปลี่ยนจากท่าทีเกรี้ยวกราดเป็นรอยยิ้มอย่างเป็นมิตร “แม่นางน้อย ข้าน้อยเสียมารยาทแล้ว ลูกน้องโง่เขลาตาไม่ถึง เกือบทำให้โรงหมอของเราต้องพลาดของดีไป เชิญด้านในก่อนเถิด เราไปคุยกันในห้องรับรองดีกว่า”
หลินหวั่นชิวยอมเดินตามเขาเข้าไปในห้องส่วนตัวด้านหลัง ที่นี่เงียบสงบและตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยรสนิยม
เฉินจินเป่ารับสมุนไพรมาพิจารณาอย่างละเอียดอีกครั้งด้วยแว่นขยาย ยิ่งดูก็ยิ่งชื่นชม “ยอดเยี่ยม...สมบูรณ์แบบจริงๆ แม่นางน้อย เจ้าช่างโชคดียิ่งนักที่พบเจอสมุนไพรหายากในสภาพดีเช่นนี้”
เขาเงยหน้าขึ้น สบตากับนางตรงๆ “เพื่อเป็นการขอขมาในความผิดพลาดของลูกน้องข้า และตามมูลค่าที่แท้จริงของมัน โรงหมอหุยชุนขอรับซื้อหญ้าเกล็ดหิมะต้นนี้ในราคา...สิบตำลึงเงิน!”
สิบตำลึงเงิน!
หัวใจของหลินหวั่นชิวเต้นระรัวด้วยความยินดี ตัวเลขนี้ตรงกับที่ระบบประเมินไว้ไม่มีผิดเพี้ยน แสดงให้เห็นว่าเถ้าแก่ผู้นี้เป็นคนซื่อตรงและมองการณ์ไกล นางพยายามสะกดความตื่นเต้นไว้แล้วพยักหน้าเบาๆ “ตกลงตามนี้เจ้าค่ะ”
เฉินจินเป่าพยักหน้าอย่างพึงพอใจ เขาสั่งให้คนไปเบิกเงินมาให้ทันที เมื่อถุงเงินหนักอึ้งบรรจุแท่งเงินสิบตำลึงถูกวางลงบนโต๊ะตรงหน้า ลมหายใจของหลินหวั่นชิวก็หนักหน่วงขึ้นเล็กน้อย นี่คือเงินทุนก้อนแรกที่จะเปลี่ยนชะตาชีวิตของนาง!
ทว่าก่อนที่นางจะรับเงินนั้น ความคิดเรื่องญาติพี่น้องตระกูลหลินก็ผุดขึ้นมาในหัวอีกครั้ง นางเงยหน้าขึ้นสบตาเถ้าแก่เฉินแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เถ้าแก่เฉิน ข้าน้อยมีเรื่องลำบากใจจะรบกวนท่านเรื่องหนึ่ง”
“โอ้? เรื่องใดกัน หากข้าช่วยได้ย่อมไม่ปฏิเสธ” เฉินจินเป่ากล่าวอย่างสนใจ
“ข้าน้อย...มีเหตุผลส่วนตัวบางอย่าง เงินก้อนใหญ่นี้อาจนำภัยมาสู่ตัวข้าได้หากข่าวการขายสมุนไพรแพร่งพรายออกไป จึงอยากจะขอร้องให้ท่านเถ้าแก่และโรงหมอหุยชุน...เก็บเรื่องในวันนี้ไว้เป็นความลับได้หรือไม่เจ้าคะ?”
เฉินจินเป่ามองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความทึ่งระคนชื่นชม เด็กสาวที่ดูซอมซ่อผู้นี้ไม่เพียงแต่มีของดี แต่ยังมีสติปัญญาและความรอบคอบเกินวัย เขาพยักหน้าช้าๆ พลางหัวเราะเบาๆ
“ข้าเข้าใจแล้ว แม่นางน้อยไม่ต้องกังวล โรงหมอหุยชุนของเราให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวของคู่ค้ายิ่งชีพ เรื่องในวันนี้จะไม่มีทางหลุดรอดไปจากปากของคนในโรงหมอเด็ดขาด”
เขายื่นถุงเงินให้นาง พร้อมกับหยิบป้ายหยกเล็กๆ อันหนึ่งส่งให้ด้วย “นี่คือป้ายประจำตัวของข้า ครั้งหน้าหากแม่นางน้อยมีสมุนไพรชั้นดีเช่นนี้อีก ไม่ว่าจะเป็นชนิดใดก็ตาม จงนำมาหาข้าที่นี่โดยตรงได้เลย เพียงแสดงป้ายนี้ คนของข้าจะนำทางเจ้ามาพบข้าทันที”
หลินหวั่นชิวรับป้ายหยกและถุงเงินมาด้วยสองมือ โค้งคำนับขอบคุณอย่างจริงใจ “ขอบคุณเถ้าแก่เฉินมากเจ้าค่ะ”
หลังจากซ่อนเงินและป้ายหยกไว้อย่างมิดชิดแล้ว นางก็เดินออกจากโรงหมอหุยชุนด้วยหัวใจที่พองโตยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ท้องฟ้าของอำเภอไป๋สุ่ยในยามนี้ดูสดใสเป็นพิเศษ แสงแดดส่องกระทบใบหน้าของนางราวกับกำลังอวยพรให้แก่ก้าวแรกสู่ความมั่งคั่งของนาง
นางเดินไปยังตลาดอย่างอารมณ์ดี ในหัวเริ่มวางแผนการใช้เงินก้อนนี้ ทั้งซื้อเมล็ดพันธุ์พืชผักที่ดีขึ้น ซื้อเครื่องมือทำสวน จอบเสียม หรือแม้แต่ข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นสำหรับกระท่อม และที่สำคัญที่สุดคืออาหารดีๆ เพื่อบำรุงร่างกายที่ผ่ายผอมนี้
ขณะที่หลินหวั่นชิวกำลังเดินเพลินๆ ผ่านร้านขายผ้าแห่งหนึ่ง สายตาของนางก็พลันแข็งค้าง ร่างกายชาวาบไปทั้งแถบ...
ณ อีกฟากหนึ่งของถนนที่ผู้คนเดินขวักไขว่ นางเห็นร่างที่คุ้นเคยอย่างยิ่งยวด! แม้จะเห็นเพียงด้านข้าง แต่แผ่นหลังและเสื้อผ้าสีตุ่นนั้นจะเป็นใครไปไม่ได้...หลินต้าเฉียง! ลุงใหญ่ของนางกำลังยืนคุยอยู่กับชายแปลกหน้าคนหนึ่ง ห่างจากโรงหมอหุยชุนไปไม่กี่สิบก้าวเท่านั้น!
หัวใจของหลินหวั่นชิวหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม เขายังไม่เห็นนาง...แต่ถ้าเขาหันมาตอนนี้เล่า? หรือว่า...เขาเห็นนางเดินออกมาจากโรงหมอที่แพงที่สุดในอำเภอแล้ว?