ตอนที่ 14
***บทที่ 14: ความโลภของหลินต้าเฉียง***
หัวใจของหลินหวั่นชิวพลันเย็นเยียบราวกับตกลงไปในถ้ำน้ำแข็ง มือที่กำถุงเงินและป้ายหยกอยู่ภายในแขนเสื้อสั่นเทาเล็กน้อย นางรีบหันหลังกลับอย่างรวดเร็ว ก้าวเท้าอย่างแผ่วเบาหลบเข้าหลังซุ้มขายซาลาเปานึ่งที่กำลังคละคลุ้งไปด้วยไอร้อน
โชคดีที่ผู้คนในตลาดยามนี้ช่างพลุกพล่าน เสียงจอแจและร่างของผู้คนที่เดินขวักไขว่กลายเป็นฉากกำบังชั้นเลิศ หลินหวั่นชิวแอบชำเลืองมองลอดช่องว่างระหว่างผู้คนอีกครั้ง หลินต้าเฉียงยังคงยืนอยู่ที่เดิม พูดคุยกับชายแปลกหน้าด้วยท่าทีออกรสออกชาติ ท่าทางเขายังไม่ทันได้สังเกตนาง
"เสี่ยวจือ สแกนสถานการณ์รอบตัว" นางสั่งการในใจอย่างรวดเร็ว
[ติ๊ด! กำลังสแกน...เป้าหมาย 'หลินต้าเฉียง' อยู่ห่างออกไป 30 ก้าว ไม่ได้อยู่ในสภาวะเฝ้าระวังโฮสต์ ความน่าจะเป็นที่จะถูกพบเห็นต่ำกว่า 5% แนะนำให้โฮสต์ออกจากพื้นที่โดยเร็วที่สุด]
เสียงของระบบ AI ช่วยยืนยันความคิดของนาง หลินหวั่นชิวสูดลมหายใจลึก รอจนจังหวะที่พ่อค้าเข็นรถลากผักผ่านหน้าซุ้ม นางจึงอาศัยจังหวะนั้นก้มตัวต่ำแล้วสืบเท้าเร็วๆ ปลีกตัวออกจากบริเวณนั้นทันที นางไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองอีก
เมื่อมาถึงย่านตลาดค้าสัตว์และพาหนะ หัวใจที่เต้นระรัวของนางจึงค่อยสงบลง เงินสิบตำลึงในมือทำให้การตัดสินใจของนางเด็ดขาดยิ่งขึ้น แทนที่จะต้องเดินเท้ากลับหมู่บ้านพร้อมสัมภาระพะรุงพะรัง นางตัดสินใจซื้อเกวียนลากสองล้อขนาดเล็กที่ทำจากไม้เนื้อแข็ง แม้จะมีสภาพเก่าไปบ้างแต่ยังคงแข็งแรงทนทาน สนนราคาอยู่ที่หนึ่งตำลึงเงิน
จากนั้นนางก็มุ่งหน้าไปยังร้านขายธัญพืชที่ใหญ่ที่สุดในอำเภอ จัดการซื้อข้าวสาร ข้าวฟ่าง แป้งสาลีอย่างละหนึ่งกระสอบใหญ่ พร้อมทั้งน้ำมัน เกลือ และเครื่องปรุงรสต่างๆ ที่จำเป็นอย่างไม่ลังเล พ่อค้ามองนางด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นนางจ่ายเงินสดทันทีก็รีบสั่งให้ลูกจ้างช่วยขนของขึ้นเกวียนให้อย่างนอบน้อม
นางยังแวะร้านขายเครื่องมือการเกษตรเพื่อซื้อจอบ เสียม และมีดพร้าคุณภาพดี รวมถึงผ้าฝ้ายเนื้อหยาบอีกสองสามพับสำหรับตัดเย็บเสื้อผ้าใหม่ เมื่อข้าวของทุกอย่างถูกจัดวางจนเต็มเกวียน หลินหวั่นชิวก็ตระหนักว่าเงินสิบตำลึงได้ร่อยหรอไปเกือบครึ่ง แต่สิ่งที่ได้มานั้นคือความมั่นคงและหลักประกันในการดำรงชีวิต
ข่าวการกลับมาของหลินหวั่นชิวพร้อมเกวียนลากที่เต็มไปด้วยข้าวของแพร่กระจายไปทั่วหมู่บ้านชิงซีเร็วยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง เด็กๆ ที่วิ่งเล่นอยู่ต่างชี้ชวนกันให้มาดูหญิงสาวที่เคยซูบผอมราวกับขอทาน บัดนี้กลับมีข้าวของเครื่องใช้มากมายจนน่าอิจฉา
ณ ลานหน้าบ้านตระกูลหลินสายหลัก หลินเจียวเจียวซึ่งกำลังช่วยมารดาตากผ้าอยู่ ได้ยินเสียงจอแจก็ชะเง้อคอมองตามด้วยความรำคาญ แต่เมื่อเห็นเกวียนไม้ที่ถูกลากผ่านหน้าบ้านไปไกลๆ พร้อมข้าวของที่กองพูนอยู่บนนั้น ดวงตาของนางก็พลันเบิกกว้างด้วยความริษยาและไม่อยากจะเชื่อสายตา
"แม่! นั่น...นั่นมันใช่พี่ใหญ่หวั่นชิวหรือไม่? นางไปเอาเงินจากที่ใดมาซื้อของมากมายถึงเพียงนั้น!" หลินเจียวเจียวแผดเสียงแหลม ชี้มือไปยังทิศที่หลินหวั่นชิวเพิ่งจากไป
จางชุ่ยฮวาที่เดินตามออกมาเห็นภาพนั้นพอดี ใบหน้าของนางก็บิดเบี้ยวด้วยความโกรธและอิจฉา "นังเด็กสารเลว! คงไปทำเรื่องขายหน้าเสียชื่อตระกูลที่ไหนมาเป็นแน่!"
เสียงของพวกนางดังพอที่หลินต้าเฉียงซึ่งเพิ่งกลับมาจากในเมืองจะได้ยินพอดี เขามองตามทิศที่ภรรยาและบุตรสาวชี้ไป ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความสงสัยระคนกับความโลภที่ฉายชัดในแววตา เงินสิบตำลึงที่เขายืมมาจากเถ้าแก่ร้านผ้าเพื่อไปเล่นพนันเมื่อตอนกลางวัน เพิ่งเสียไปจนหมดตัว พอมาเห็นหลานสาวกำพร้ากลับมีเงินซื้อของมากมายเช่นนี้ ไฟแห่งความละโมบก็ลุกโชนขึ้นในใจทันที
ตกเย็น ขณะที่หลินหวั่นชิวกำลังจัดข้าวของเข้าที่ในกระท่อมอย่างมีความสุข ประตูที่ผุพังก็ถูกเคาะเบาๆ
"หวั่นชิวเอ๋ย นี่ลุงใหญ่เอง เปิดประตูให้ลุงหน่อยได้หรือไม่?"
เสียงที่พยายามดัดให้ฟังดูอ่อนโยนนั้นทำให้หลินหวั่นชิวชะงักไปชั่วครู่ นางแสยะยิ้มเย็นชา มาเร็วกว่าที่คิดไว้เสียอีก นางเดินไปเปิดประตูช้าๆ เผชิญหน้ากับหลินต้าเฉียงที่ยืนส่งยิ้มอย่างเสแสร้งอยู่ด้านนอก
"ท่านลุงใหญ่มีธุระอันใดกับข้าหรือเจ้าคะ" นางถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ไม่ได้แสดงท่าทีดีใจหรือเชื้อเชิญแต่อย่างใด
หลินต้าเฉียงมองเลยเข้าไปในกระท่อมที่บัดนี้มีกระสอบข้าวสารตั้งอยู่มุมหนึ่ง กับข้าวของเครื่องใช้ใหม่ๆ วางเรียงรายอยู่ แววตาของเขายิ่งฉายประกายแห่งความโลภชัดเจนขึ้น "โถ...หวั่นชิวหลานรัก ดูเจ้าสิ ผอมไปมากทีเดียว" เขาก้าวเข้ามาในกระท่อมโดยไม่รอคำเชิญ "ลุงได้ยินว่าเจ้าไปในเมืองมา ซื้อข้าวของมามากมายเช่นนี้ ใช้เงินไปเท่าใดกัน ลำบากหรือไม่?"
"ไม่ลำบากเจ้าค่ะ เงินของข้า ข้าย่อมจัดการเองได้" หลินหวั่นชิวตอบกลับอย่างไม่ไว้หน้า
หลินต้าเฉียงหน้าเจื่อนไปเล็กน้อย แต่ก็ยังคงตีหน้าซื่อต่อไป "ฟังนะหวั่นชิว ที่ผ่านมาเป็นเพราะป้าสะใภ้ของเจ้าอารมณ์ร้อนไปหน่อย พวกเราเป็นห่วงเจ้ามาก การที่เจ้าเป็นหญิงสาวตัวคนเดียวมาอาศัยอยู่ลำพังในกระท่อมเช่นนี้มันอันตราย กลับไปอยู่บ้านกับพวกเราเถิดนะ ส่วนเงินทองที่เจ้าหามาได้...เอามาให้ลุงเก็บไว้ให้ดีกว่าเพื่อความปลอดภัย"
ในที่สุดเขาก็เผยธาตุแท้ออกมาจนได้
หลินหวั่นชิวจ้องมองใบหน้าเปี่ยมเมตตาจอมปลอมนั้น ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังลั่น เป็นเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความขบขันและดูแคลน
"ฮ่าๆๆๆ! ท่านลุงใหญ่ ท่านช่างเป็นคนตลกเสียจริง!"
สีหน้าของหลินต้าเฉียงเปลี่ยนไปทันที "เจ้าหัวเราะอะไร! ข้าพูดจาด้วยเหตุผลนะ!"
"เหตุผลหรือ?" หลินหวั่นชิวหยุดหัวเราะฉับพลัน นัยน์ตาของนางเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง "ท่านลุงผู้เปี่ยมด้วยเหตุผล ท่านบอกว่าเก็บเงินไว้ที่ข้ามันอันตราย แต่การปล่อยให้ข้ามาอยู่ในกระท่อมผุพังท้ายหมู่บ้านที่อาจพังลงมาเมื่อใดก็ได้กลับปลอดภัยอย่างนั้นรึ?"
นางก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา "ท่านบอกให้ข้ากลับไปอยู่บ้านหลักอย่างนั้นรึ? กลับไปเพื่อให้ป้าสะใภ้ทุบตีใช้งานข้าเยี่ยงทาสอีกครั้งน่ะหรือ?"
"เจ้า!" หลินต้าเฉียงพูดไม่ออก ได้แต่ชี้หน้านางด้วยความโกรธ
"และที่น่าขันที่สุด!" หลินหวั่นชิวตวาดกลับเสียงดังไม่แพ้กัน "ท่านจะเอาเงินของข้าไปเก็บไว้ให้เพื่อความปลอดภัยงั้นรึ! ท่านลุงใหญ่! ท่านกล้าพูดออกมาได้อย่างไร! ที่นาผืนงามของบิดามารดาข้า บ้านหลังใหญ่ที่พวกท่านสร้างมาด้วยน้ำพักน้ำแรง ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของข้า ท่านฮุบเอาไปหมดแล้วยังไม่หนำใจอีกหรือ! ตอนนี้พอเห็นข้าพอจะมีเงินติดตัวอยู่บ้าง ก็จะมาฮุบเอาไปอีกใช่หรือไม่!"
คำพูดแต่ละคำของนางเป็นดั่งคมมีดที่กรีดกระชากหน้ากากผู้ใหญ่ใจดีของเขาออกจนหมดสิ้น หลินต้าเฉียงหน้าแดงก่ำสลับกับซีดขาวด้วยความโกรธและอับอายที่ถูกเด็กสาวตอกหน้ากลับอย่างเจ็บแสบ
"นังเด็กอกตัญญู! ข้าอุตส่าห์หวังดี แต่เจ้ากลับไม่รู้จักบุญคุณ!" เขาคำรามเสียงลอดไรฟัน "ในเมื่อเจ้าปีกกล้าขาแข็งถึงเพียงนี้ ก็ดี! ดีมาก!"
หลินต้าเฉียงสะบัดแขนเสื้ออย่างแรง หันหลังกลับหมายจะจากไป แต่ก่อนจะพ้นประตู เขาก็หันขวับกลับมาอีกครั้ง ดวงตาที่เคยเสแสร้งเป็นประกายอบอุ่นบัดนี้เหลือเพียงความกราดเกรี้ยวและอาฆาตมาดร้าย
"ในเมื่อเจ้าไม่เห็นหัวผู้ใหญ่อย่างข้า ไม่เคารพกฎของตระกูลหลิน ก็อย่าหาว่าข้าใจร้ายก็แล้วกัน!" เขาชี้หน้าคาดโทษนาง "เรื่องนี้ ข้าจะนำไปแจ้งให้ผู้อาวุโสในตระกูลรับรู้! แล้วเราจะได้เห็นดีกัน!"